AU Fiction : Ash Like Snow
Author : KateBuster (
Kate_Buster@hotmail.com)
Fandom : Katekyo Hitman REBORN!
Pairing : TYL!D18 (Dino x Hibari),
TYL!All18 (All TYL!Character x Hibari)
Rate : NC-17
Category : BL, Romance, Angst, Drama
Warning : ...สารพัดสารเพจนสาธยายไม่หมดค่ะ คิดว่าคงจะครบถ้วนทุกสิ่งที่ไม่ควรเจอในชีวิตจริงๆ = =”
Theme Song : The Brilliant Green – Ash Like Snow (
http://www.youtube.com/watch?v=DqXMxIebJWc)
EP.02 [DIM SCENE] “...หน้าตาน่ารักๆ แบบนายน่ะ ..คงจะทำแบบนี้บ่อยล่ะสินะ ? ..ไอ้การเอาตัวเข้าแลกง่ายๆ เพื่อเงินแบบนี้น่ะ---------”
“เฮอะ ! ถึงผมจะทำแบบนี้บ่อยจริงๆ แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยล่ะ !? ถอยไป !!”
บทสนทนาในลานจอดรถนั้นจบลงด้วยการที่ฝ่ายที่ถูกบังคับพาตัวมาที่นี่ผลักร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีทึบออกห่างกายแล้วรีบผละออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ทว่ากลับยังไม่ทันจะได้เคลื่อนตัวออกไปมากนัก ร่างบอบบางที่ไม่อาจทานแรงของอีกคนได้ก็กลับถูกฉุดรั้งกลับมา
“โอ๊ย !!!”
ร่างในสเวตเตอร์สีน้ำตาลอ่อนที่สวมทับเชิ้ตขาวตัวบางถูกผลักจนเสียหลักล้มหน้าคว่ำลงบนเบาะหลังรถยนต์ที่เพิ่งถูกกระชากประตูเปิดออกเมื่อครู่ หนุ่มผมทองที่ดูท่าทางจะเป็นเจ้าของรถคันนี้ตามเข้ามาก่อนจะดึงประตูปิดเสียงดังลั่น โถมทับกายลงบนแผ่นหลังเล็กบาง รวบยึดกุมข้อมือเล็กๆ ทั้งสองข้างนั้นเอาไว้แน่นราวจะไม่ปล่อยให้หนีหายไปไหนไกลได้อีก
ลมหายใจอบอุ่นทว่าน่าหวาดหวั่นราดรดลงข้างใบหูบาง ดวงหน้าคมคายหล่อเหลาของชายหนุ่มชาวตะวันตกโน้มลงมาชิดใกล้ เขากระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มอย่างแผ่วบาง ก้องสะท้อนไปทั่วในพื้นที่เล็กแคบของรถส่วนตัวคันนั้น
“...ถ้าอยากได้เงินขนาดนั้นล่ะก็...ฉันให้มากกว่าไอ้คนเมื่อกี้ก็ได้นะ ...สักห้าหมื่น...ไม่สิ ..แสนนึงเป็นไง ?”
“อะ... อะไรของคุณ !? ปล่อยผมเดี๋ยวนี้เลยนะ !!!” คนตัวเล็กร้องโวยวายพลางดิ้นเร่าๆ อยู่ในอ้อมแขนของคนที่ไม่เคยรู้จัก พยายามจะสลัดข้อมือให้หลุดแต่ก็กลับไม่เป็นผล เรี่ยวแรงที่มากมายกว่ากันหลายเท่ากดร่างของตนลงกับเบาะยาวในตัวรถด้วยหวังจะให้หยุดนิ่งลงโดยดี
“...อ้าว ..ตั้งแสนนึงนะ ไม่สนใจเลยเหรอ ? ไม่ใช่ว่ากับใครก็ได้ที่มีเงินจ่ายให้หรือไง ?” รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีอำพันดูแปลกตาบางเบาทว่าแจ่มชัด ฟันคมขาวของชายหนุ่มขบกัดลงบนใบหูบางตรงหน้าอย่างหนักหน่วงราวไม่คิดยั้งแรง ก่อนจะกดแนบริมฝีปากซุกไซ้ลำคอขาวผ่องระหงที่คลอเคลียไปด้วยปลายเส้นผมสีถ่านสนิทนุ่ม เริ่มระรานคนตัวเล็กตรงหน้าไปทั่วอย่างถือวิสาสะ แล้วจับคว้าไหล่เล็กแคบให้พลิกร่างกลับมาสบตาตรงๆ
“เดี๋ยว ! ..จะทำอะไรน่ะ !? หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ !”
เสียงหวานนั้นเริ่มร้องโวยวายขึ้นมาอีกครั้งเมื่อแขนเรียวทั้งสองข้างถูกรวบขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว เนคไทสีทึบที่ผูกเกี่ยวอยู่กับลำคอของร่างสูงโปร่งในชุดสูทค่อยๆ ถูกปลดออกก่อนจะกลายมาเป็นสิ่งที่ใช้พันธนาการข้อมือเล็กบางเอาไว้ไม่ให้ขยับเคลื่อนหนีไปไหนได้อีก
“อยู่นิ่งๆ สักทีเถอะน่า ...โวยวายอยู่ได้” เสียงที่ไม่คุ้นหูพร่ำบ่นอย่างนึกอารมณ์เสีย ผูกดึงเนคไทที่ใช้รัดรั้งเอาไว้ให้แน่นกว่าเคย ดึงข้อมือทั้งสองนั้นให้เลี่ยงหลบไปด้านบนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีดำขลับก่อนจะแนบจุมพิตลงบนกลีบปากสีชาดที่ยังคงไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่ด้านล่าง
สัมผัสหนักหน่วงและหยาบคายล่วงล้ำผ่านเข้ามาในร่างเล็กบอบบาง ทั้งที่รู้สึกรังเกียจแต่ก็กลับทำให้วาบไหวได้อยู่ไม่น้อย เสียงหวานครางอื้ออึงอยู่ในลำคออย่างน่าฟัง ความอุ่นร้อนโลมเลียปลุกเร้าโดยไม่ได้ร้องขอ ทว่ากลับรู้สึกได้ถึงเรี่ยวแรงดีดดิ้นขัดขืนที่แทบจะสิ้นสลายหายไปกับอากาศธาตุ ทำได้เพียงใช้เรียวลิ้นกอดเกี่ยวกระหวัดรัดตอบกลับไปอย่างน่าอายตามสัญชาตญาณเท่านั้น
“อ... อือ------”
“-------พอเงียบแล้วค่อยน่ารักขึ้นมาหน่อย ...แบบนี้ก็คงจะพอคุ้มค่าตัวแสนนึงนั่นล่ะนะ”
ดวงเนตรคมสีอ่อนหรี่มองคนในอ้อมแขนที่ยังคงหอบหายใจระรัวหลังจูบอันร้อนแรงผันผ่านอย่างนึกพึงใจ เสียงแผ่วต่ำแว่วดังอยู่ในตัวรถราวถ้อยคำเชิญชวนที่แสนหวาน ชักนำให้สติสัมปชัญญะของผู้ใหญ่คนหนึ่งแหลกกระจายไปเสียสิ้น ร่างสูงโถมกายลงแนบจุมพิตลงข้างซอกคอและผิวกายเนียนขาวที่อาภรณ์ปกปิดถูกจับกระชากให้ขาดออกจนไม่เหลือชิ้นดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างกระหายอยาก ขบเม้มจนหลงเหลือร่องรอยสีจางเด่นชัดบนร่างนั้นอย่างไม่คิดทะนุถนอม ไม่คิดจะยั้งมือหรือกลัวว่าคนตรงหน้าจะสูญสลายไป
“..อ๊ะ ! ย.. อ๊า ! ย...อย่า ..ม... ไม่เอา------” คนตัวเล็กร้องเสียงสั่นน้อยๆ ด้วยรู้สึกหวั่นใจกับแววตาที่มองตรงลงมาราวกับจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัวด้วยความขุ่นเคืองที่ไม่อาจล่วงรู้เหตุผลและตัณหาที่เกิดพวยพุ่งขึ้นมาในกายอย่างไม่ตั้งใจ แม้อยากจะดิ้นให้หลุดแต่ก็กลับไม่อาจทำได้ พยายามขยับมือที่ถูกพันธนาการเอาไว้ ใช้เท้าทั้งเตะทั้งถีบแล้วก็ยังไม่เกิดผลอย่างที่ต้องการเท่าไรนัก
อีกฝ่ายที่ค้ำยันร่างตนอยู่เหนือขึ้นไปผละริมฝีปากและนิ้วมือออกจากเรือนกายอ่อนนุ่มในอ้อมแขนแข็งแกร่งด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ เหมือนเด็กน้อยถูกขัดใจ เขาสะบัดวงหน้าคมขึ้นก่อนจะเอ่ยสิ่งหนึ่งออกมา
“...อย่ามาทำเป็นเด็กไร้เดียงสาไปหน่อยเลยน่า ...ทำงานแบบนั้นน่ะ...เคยผ่านมือผู้ชายมากี่คนต่อกี่คนจนไม่เหลือชิ้นดีแล้วไม่ใช่หรือไง ? กะอีแค่มีฉันเพิ่มมาอีกสักคนมันจะเป็นอะไรไปเล่า !?”
มืออุ่นจับคว้าร่างด้านใต้ให้คว่ำหน้าลงอีกครั้ง กดศีรษะนั้นแนบกับเบาะนุ่มแน่น ทาบทับอกกว้างที่ปลดกระดุมเผยออกเล็กน้อยลงกับแผ่นหลังบางแคบใต้เนื้อผ้าที่อุ่นร้อนขึ้นกว่าคราแรก ไล้สัมผัสปากช่องทางอ่อนนุ่มที่ยังอยู่ใต้เนื้อผ้าด้วยแก่นกายที่ตื่นตัวขึ้นมาอยู่ใต้อาภรณ์เช่นกัน ความร้อนรุ่มวูบไหวขณะที่เสียงของเนื้อผ้าทั้งสองเสียดสีกัน ชายหนุ่มชาวตะวันตกเอื้อมมือข้างหนึ่งไปแนบลงกับกลีบปากอิ่มก่อนจะสอดลอดนิ้วมือผ่านเข้าไป ปลุกเร้าเด็กน้อยในอ้อมกอดที่เอาแต่ใจตนด้วยสัมผัสที่ทิ้งย้ำลงในโพรงปากชื้นแฉะนั้น มืออีกข้างที่ยังว่างอยู่ไล้เร้าไปตามส่วนอ่อนไหวของร่างบางที่ถูกปิดบังอยู่ใต้กางเกงขายาวสีดำทึบเช่นเดียวกับเรือนผมที่เริ่มเปียกด้วยหยาดเหงื่อนั้น
เสียงหวานครางเครือกระเส่าไหวเบาบางราวอ่อนแรง แต่ทว่านั่นกลับยิ่งเร่งเร้าเอาอารมณ์ที่พุ่งสูงอยู่แล้วของฝ่ายที่เป็นคนล่วงเกินให้แทบจะล้นทะลักออกมา ร่างกายร้อนรุ่มจนแทบจะทนทานไว้ไม่ไหว แทรกริมฝีปากผ่านเรือนไหมสีถ่านนุ่มที่คลอเคลียท้ายทอยขาว พร่างพรมจุมพิตอ่อนบางทว่าหนักหน่วงอยู่ในทีลงบนศีรษะนั้น เลื่อนลงมาขมเม้มเล็มเลียใบหูบางที่เริ่มแดงระเรื่อเพราะแรงตัณหาอย่างนึกปรารถนาอย่างปกปิดเอาไว้ไม่มิดด้วยความรุนแรงจนร่างด้านใต้เริ่มปริ่มน้ำตาเพราะความเจ็บปวดขึ้นมา
“จ.. เจ็บ----- ...หยุด---- ไม่เอาแล้ว...”
เสียงแหบพร่าร่ำร้องบอกด้วยใบหน้าแดงก่ำที่เอ่อล้นด้วยน้ำอุ่นใสซึ่งไหลลงมาจากดวงตาสีรัตติกาลหยาดเยิ้มขณะที่อีกฝ่ายถอนนิ้วออกจากริมฝีปากสีชาดน่าลิ้มลองนั้นเรียบร้อยแล้ว ทั่วทั้งร่างสั่นเทาไปเสียหมด
“...หึ” ชายหนุ่มร่างสูงก่นหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ปลายนิ้วเลื่อนปลดซิปกางเกงที่ปกปิดส่วนอ่อนไหวของร่างในอ้อมแขนลงก่อนจะเลื่อนเนื้อผ้าลงมาตามเรียวขาขาวตรงหน้า “...ปากบอกว่าเจ็บ บอกให้หยุดแท้ๆ แต่ตรงนี้กลับตื่นตัวขนาดนี้เนี่ยนะ ? ชอบให้ทำรุนแรงด้วยหรือไง ? ...แล้วก็ช่วยเลิกทำตัวเหมือนไม่เคยซะทีเถอะน่า ...ที่จริงน่าจะชำนาญเรื่องแบบนี้ไม่ใช่หรือไงกันล่ะ ? หืม ?”
“..ม...ไม่.. ------อ๊าาาาา !!!”
ยังไม่ทันที่จะพูดแย้งให้จบประโยค กายที่ร้อนรุ่มตื่นตัวของคนที่ไม่เคยรู้จักก็กลับล่วงล้ำเข้ามาในร่างอย่างรุนแรงในคราวเดียว ใบหน้าหวานสะบัดขึ้นราวไม่อาจทนทานความเจ็บปวดมหาศาลที่ก่อเกิดขึ้นในชั่วพริบตานั้นได้ ทว่ากลับไม่อาจมีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากอีกหลังจากนั้นชั่วขณะหนึ่ง
เรือนกายแบบบางเคลื่อนไหวคลอนไปตามแรงส่งเบื้องล่างอย่างไม่เต็มใจ ความปรารถนาที่แสนสกปรกเสียดสีจนร้อนรุ่ม บดเบียดเข้ามาราวจะช่วงชิงลมหายใจที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดในที่แห่งนี้ แต่เขากลับไม่อาจขัดขืนได้ ร่างกายอ่อนล้าไปตามแรงตัณหาที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าราวจะยอมจำนนต่อเจ้าของสัมผัสที่ไม่คุ้นเคยนั้น คราบราคะเริ่มปริ่มไหลออกมาจากร่างที่ถูกเร่งเร้าด้วยมืออุ่นร้อนที่ขยับเคลื่อนอย่างรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวไม่รู้จักเบื่อหน่าย
“อา.. ฮะ--- อ๊ะ ! อ...อ๊าาา----- !!”
“ไม่ขัดขืนแล้วหรือไง ? ...เลิกเล่นตัวได้สักทีนะ” อ้อมแขนยิ่งกอดรั้งร่างเล็กเอาไว้แนบแน่นราวจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไป ทั้งๆ ที่ไม่ชอบใจในการกระทำของคนตรงหน้า แต่ทว่าเขากลับหยุดตัวเองไม่ให้หลงใหลในรสสัมผัสจากเรือนร่างนี้ไม่ได้ ยิ่งนานยิ่งจมดิ่งลึกในห้วงแห่งปรารถนา ไม่สนใจอีกแล้วว่าคนที่เดินผ่านรถของเขาในลานจอดรถแห่งนี้จะมาเห็นเข้าหรือไม่ ราวกับเสพติดความหอมหวานนั้นจนถอนตัวไม่ขึ้น เขากระแทกกระทั้นกายเข้าไปอย่างหนักหน่วงร้อนเร่าครั้งแล้วครั้งเล่า แม้น้ำตาจะไหลลงอาบแก้มเนียนแดงเรื่อจนเปียกชุ่มแต่เขาก็กลับไม่สนใจ เติมเต็มเพียงความปรารถนาของตนเท่านั้น
...แต่ถ้าหากจะพูดให้ถูกแล้ว ...ก็คือแค่ทำเป็นไม่สนใจ ไม่รับรู้ถึงน้ำตานั้นเพียงเท่านั้นเอง
หยาดหยดสีขาวขุ่นร่วงหล่นแปดเปื้อนบนเบาะสีเข้มหลังจากนั้นไม่นานนัก ภาพตรงหน้าลบเลือนไปจนกลายเป็นสีขาวโพลนคล้ายแสงสว่างวาบสาดส่องเข้ามา ร่างบางที่แปดเปื้อนคราบราคะเหล่านั้นทิ้งกายลงอย่างเหน็ดเหนื่อย เม็ดเหงื่อไหลเคลียอาบแก้มและผิวกาย ข้อมือที่ถูกรัดรึงไว้ด้วยเนคไทเปียกชุ่ม กลีบปากสีชาดเผยอหอบจนทั้งร่างไหวโยน นัยน์ตาที่แทบจะปรือปิดเบิกโพลงขึ้นเมื่อสิ่งที่แทรกผ่านเข้ามาในกายถอนออกไปอย่างรวดเร็วราวจะไม่ให้ตั้งตัว จากนั้นแพขนตายาวสยายจึงทาบปิดลง หลับใหลไปอย่างเหน็ดเหนื่อยในอ้อมแขนของอีกฝ่ายอย่างง่ายดายเกินคาดคิด
จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่าตนมีเรื่องที่ยังไม่ได้พูดกับอีกฝ่าย แม้จะไม่เข้าใจว่าตนลืมเรื่องที่สำคัญขนาดนี้ไปได้อย่างไร ไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงมัวแต่ลืมตัวทำอะไรไม่เป็นเรื่องอยู่เป็นชั่วโมงๆ ได้แบบนี้ แต่ก็รีบสลัดเรื่องน่าสงสัยนั้นไปให้พ้นจากความคิด แต่พอคิดจะคุยด้วยอีกครั้งก็กลับเหลือบไปเห็นร่างของอีกคนเอนกายลงหลับใหลบนเบาะหลังของรถยนต์ส่วนตัวคันนี้ของเขาไปเสียแล้ว ชายหนุ่มจึงดึงกระดาษทิชชู่ที่วางอยู่ใกล้เบาะคนขับมาใช้ทำความสะอาดร่องรอยของคราบนั้นออกจากเบาะและผิวกายของร่างบางเท่าที่จะทำได้ คลายเนคไทสีทึบที่ผูกรัดข้อมือเล็กๆ นั้นออกอย่างเบามือ ถอดเสื้อสูทตัวนอกออกคลุมเรือนกายที่แทบจะเปลือยเปล่าของเด็กน้อยที่พริ้มดวงตาลงหลับสนิทนิ่ง แล้วจึงใช้แขนทั้งสองข้างช้อนอุ้มร่างนั้นออกมาจากรถ
...จะให้มานอนในรถแบบนี้คงไม่ดี ...แถมยังมีเรื่องที่อยากคุยด้วยอยู่ด้วย ...ถ้าอย่างนั้น....
“...ช่วยไม่ได้ ...พาไปนอนที่ห้องเราก่อนจนกว่าเด็กนี่จะตื่นก็แล้วกัน”
_____________________________
TBC. โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ~
...ทำไมรู้สึกว่าตอนนี้มันสั้นชอบกล... = ="
(สงสัยเพราะมีแต่ฉากเรท โควต้าหน้ากระดาษเลยหมดเร็ว (ฮา) )
แต่ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองแต่งเรทได้ถดถอยมากๆ ค่ะ ออกมาไม่ค่อยได้ดั่งใจ ถอยหลังลงคลองทุกวัน = ="
/me เอาหัวโขกคีย์บอร์ดหนึ่งที
นอกเรื่องค่ะ
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ ^^