Login |  Register



Welcome
เนื่องจาก เราต้องการสกรีนคนเข้าฟอรั่ม Fiction/doujin และ YaoiLand ขอไห้ทุกท่านที่จะสอบเข้า ไปทำข้อสอบได้ที่ Vongola Test


Post new topic Reply to topic  [ 18 posts ]  Go to page 1, 2  Next
Author Message
 Post subject: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 05 Feb 2009, 11:56 
User avatar
Joined: 11 Jan 2009, 21:44
Posts: 244
Location: 'The Land of Angst' where XS belongs
อืม.... - - ฟิกเรื่องนี้จริงๆแล้วตอนแรกกะให้มันเป็น oneshot แต่ทว่า.... = = พลั้งมือไปอีกจนได้ แต่มันก็อาจจะเป็น short fic ก็ได้นะคะ!! อิไดองจะลองดูว่าจะจบภายใน 3 บทหรืออะไรแบบนี้ได้มั้ย (แต่ยิ่งเขียนก็ทำท่าว่าจะไม่ได้)

ฟิกเรื่องนี้อ้างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนฟิกเรื่อง A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' นะค้า~

แต่ว่าถึงไม่อ่านReality ( http://reborntfc.freeforums.org/a-reason-to-be-real-upon-the-ripply-reality-t4048.html ) ก็อ่านTo be Enoughได้สบายมาก เนื้อเรื่องในRealityเกิดขึ้นหลังจากนี้เลยไม่ต้องเกี่ยวโยงอะไรมาก ถ้าพอใจเนื้อเรื่องให้มันจบที่To be Enoughก็อ่านแค่นั้นก็ได้ค่ะ

ถ้าไม่อ่านTo be Enoughก็...น่าจะอ่านRealityได้อยู่ดีนะคะ จริงๆแล้วเรื่องระหว่างDSในTo be Enoughกะเอาไว้ว่าอยากจะอุบไว้เพื่อเอามาเปรยๆทีหลังในเรื่องReality แต่ว่า... เอาเนื้อความแบบเต็มๆไปเลยก็แล้วกัน -w-; เพราะเขียนไปเขียนมาก็จะกลายเป็นการขยายความระหว่างXSไปในตัว

Title: To be Enough
Author:
Daiongmyoji Sirus [ไดองเมียวจิ ซิริอุส]
Genre: Angst, romance, tragedy
Rating: unsure
Fandom: Katekyo Hitman REBORN!
Pairings: XSD (DS+XS)

Chapter 1: You've made me feel unloved


Hydrate heart enough to lock up desire
Degenerating death, regenerating life,
Oxygenate lungs enough to light up a fire

Enough for you to love him,
‘You’ve made me feel unloved.’
Enough for him to satisfy.

Enough to be true
Regenerating death, degenerating life,
Enough to be real.


(Translation:
รวมดวงใจกับน้ำเพียงพอที่จะสลักตัณหาไว้
ความตายเสื่อมโทรม ชีวาเกิดใหม่
อัดอากาศเข้าปอดเพียงพอที่จะจุดเพลิง

เพียงพอที่นายจะรักเขา
‘นายทำให้ฉันรู้สึกไม่เป็นที่รัก’
เพียงพอสำหรับเขาจะพอใจ

เพียงพอที่จะเป็นจริง
ความตายเกิดใหม่ ชีวาเสื่อมโทรม
เพียงพอที่จะเป็นจริง).

“เรา... เลิกกันเถอะ”

แค่เค้นคำพูดที่ว่าออกมาได้ก็เต็มกลืน ฉันไม่เคยวาดฝันมาก่อนว่าตัวเองจะถูกบีบให้ต้องพูดถ้อยประโยคนี้ออกมา อันที่จริงฉันกลับคิดเสมอเสียด้วยซ้ำว่าหากวันหนึ่งพวกเราจะจบกัน
เขาต่างหากที่จะเป็นคนจบมัน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเราเคยเริ่มต้นงั้นหรือ


“...ก็แล้วแต่แกสิ”

น้ำเสียงห้วนแสนคุ้นเคยตอบกลับมา ฉันเกลียดประโยคนั้นเหลือเกิน ทนไม่ได้แม้แต่จะมองหน้าเขา

“ฮ... เฮ้ย !! ไอ้แหย แกอย่าร้องไห้สิวะ โถ่เอ๊ย... เดี๋ยวแกก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวแกก็โอเคเองนั่น—“

“ฉันแค่อยากจะเพียงพอสำหรับนายมันก็แค่นั้นแหละ !”


จะไม่เป็นไร จะโอเค หรือจะสบายดี ก็ไม่มีอะไรเทียบเท่ากับการที่ฉันคนนี้จะเพียงพอสำหรับนายหรอก สควอโล่

“ทำไมนายถึงไม่เข้าใจมันบ้างเลย... ความรู้สึกที่ว่าแค่อยากจะเพียงพอสำหรับใครสักคนน่ะ ?”

แต่แล้วในที่สุดวันที่สควอโล่เข้าใจว่ามันรู้สึกเช่นไรก็วนกลับมาหาตัวเขาเอง ดั่งลูกดิ่งหวนคืนสู่พวงนิ้ว ดั่งคลื่นที่สาดซัดและจางสงบ หรือบางทีความรู้สึกที่ว่าอาจจะซึมซับอยู่ช้า ๆ อย่าง ลึก ๆ มาสักพักแล้วก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันนั้นมาถึงฉันกลับหวังว่ามันไม่ควรมาถึงเลย เหตุเพราะความรู้สึกที่อยากจะเพียงพอสำหรับใครสักคนนั้นมีให้เพียงคน ๆ เดียว

คน ๆ เดียวที่ไม่ใช่ฉัน


~

เขาคนนั้นมักจะดูเหมือนช่างโหวกเหวกโวยวาย แต่มองอีกด้านหนึ่งเขาก็มักจะอยู่คนเดียว ประหนึ่งฉลามกระหายเลือดที่ไม่อยู่รวมกันเป็นฝูง เขากัดกระชากเหยื่ออย่างกระหายแต่กลับหาเกี่ยวพันกับใครไม่

ดวงตาสีอำพันสะดุดลงที่เรือนกายโปร่งเพรียวท่ามกลางแมกไม้หลังโรงเรียนมาเฟีย ดีโน่นิ่งมองเรือนกายงามสง่าที่กำลังซ้อมดาบอยู่ วิธีที่เจ้าของเส้นผมสีเงินหมุนตัวราวกับเป็นตัวนำสายลม ขณะที่วายุโบกพัดเอาใบไม้แห้งแห่งฤดูใบไม้ร่วงให้ปลิดปลิวลงมารอบกาย มือบางก็ตวัดพลิกดาบยาวฟาดฟันใบไม้ทุกใบโดยไม่ปล่อยให้แตะลงผืนหญ้าก่อนจะได้สัมผัสคมดาบก่อน นัยน์ตาสีวารีตวัดไปตามทิศทางที่ใบไม้ร่วงหล่นมา ก่อนจะสะบัดกายตอบสนอง เส้นผมสีแสงดาวพลิ้วไปตามทิศทางที่ตนเคลื่อนไหว

เริงระบำ เริงระบำ ดุจดั่งการเริงระบำในความเงียบ

“เฮ้ยยย !! ใครอยู่ตรงนั้นวะ !”


เสียงที่ทักตรงมาถึงหนุ่มผมทองที่แอบดูอยู่เงียบ ๆ เล่นเอาคนถูกแผดเสียงใส่สะดุ้งสุดตัว “อ๊ะ... เอ้อ—โอ๊ย !” ไม่ทันได้ก้าวเท้าออกไปให้เห็นหน้ากันชัด ๆ ดีโน่จอมซุ่มซ่ามก็สะดุดขาตัวเองล้มโครมลงกับพื้นหญ้าซะก่อน หัวใจเต้นรัวแรงอย่างหวาดหวั่นเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีน่าหวาดผวาแผ่มาจากร่างที่ก้าวฉับ ๆ เข้ามาหา นัยน์ตาสีอำพันช้อนตาขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ยืดอกอยู่ตรงหน้าโดยไม่แม้แต่จะย่อตัวลงมาถามอาหารคนเพิ่งหกล้มไปแม้แต่นิดเดียว

นัยน์ตาคมสวยเพ่งมองใบหน้าก่อนจะโพล่งพูดเมื่อจำอีกฝ่ายได้ “ไอ้แหยนั่นเองหรอกเรอะ”

“ฉันชื่อดีโน่ต่างหากล่ะ !” ดีโน่รีบลุกพรวดขึ้นมาเถียง ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อยด้วยความอับอายที่ถูกเรียกด้วยชื่อนั้น เมื่อได้ลุกขึ้นยืนเต็มตัวถึงเพิ่งรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วตัวเองก็สูงพอ ๆ กับชายตรงหน้า ไม่สิ สูงกว่าเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ อาจจะเพราะคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าฉลามร้ายผอมก็ได้กระมังถึงได้ดูสูงกว่าที่เป็น

“เฮอะ !! ยังไงก็ไอ้แหยอยู่ดีล่ะวะ โธ่เว้ยยย มารบกวนคนเวลาซ้อมเดี๋ยวปั๊ดเชือดทิ้งซะนี่” ว่าแล้วก็ส่งเสียวโวยวายอย่างเสียอารมณ์ ราวกับคนละคนที่ดีโน่เพิ่งคิดจะชื่นชมว่างดงามในใจอย่างลับ ๆ

“ยังไม่ได้ส่งเสียงรบกวนสักหน่อย !”

“เหมือนกันนั่นแหละน่า ไอ้ฉันรึก็นึกว่าแกจะเป็นพวกงี่เง่ามาท้าสู้กันหรืออะไรซะอีก !” รอยยิ้มหยันฉาบกว้างให้เห็นฟันขาวเรียงรายบนวงหน้าเรียวสวย ก่อนจะเอ่ยปากดูถูกอย่างอวดดีว่า “แต่อย่างแกคงไม่คิดหรือมีน้ำยาจะมาท้าคนอย่างฉันหรอกเนอะ เฮ้อ~ แกเนี่ยนะถูกหมายตาเอาไว้ว่าอาจะเป็นบอสแก๊งคาบัคโรเน่ได้”

ความไม่พอใจรื้นขึ้นมาบนดวงหน้าชายผมสีทองอ่อน “มาเฟียอะไรนั่นไม่เห็นอยากจะเป็นสักหน่อย” เถียงกลับอุบอิบ ทว่าอีกฝ่ายกลับสะบัดกายไปซ้อมดาบต่ออย่างไม่ไยดี และรู้ตัวอีกทีเขาก็ละสายตาจากคนตรงหน้าไปไม่ได้อีกครั้ง

ความแตกต่างที่แทบทำให้ลืมหายใจ

สเพลบี สควอโล่ ฉลามคลั่งของโรงเรียนที่ไม่เคยอยู่ในโอวาท ฝีมือดาบทุกอย่างดูจะมาจากสัญชาติญาณ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพลงดาบใด อีกทั้งยังไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครหรือสังกัดใดทั้งสิ้น เพียงแต่ความสามารถที่นับวันก็ยิ่งดูโดดเด่นนี้คงจะต้องถูกทาบทามเพื่อผลประโยชน์อย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ถึงอย่างนั้นคนที่แหวกว่ายอย่างอิสระตามกลิ่นโลหิตนั้นจะสามารถมีราชสีห์ใดสยบให้ทำตามคำสั่งได้อย่างนั้นหรือ

“ไอ้ฉันรึก็นึกว่าแกจะเป็นพวกงี่เง่ามาท้าสู้กันหรืออะไรซะอีก !”

ถูกท้าสู้เป็นประจำงั้นเหรอ


นิสัยในแบบที่ดีโน่อดนึกหวั่นแทนไม่ได้ว่าความเหิมเกริมและทระนงตัวนี้เองอาจจะนำไปสู่ความพินาศเอาในที่สุด ถึงอย่างไรก็ตาม สควอโล่ดูจะเหมือนมีทุกสิ่งที่เขาไม่มี อิสระ ความโอหัง ความมั่นใจในตัวเอง และความประสงค์ที่จะต่อสู้โดยไม่ลังเล ทุกสิ่งที่ว่าทำให้รู้สึกน่าค้นหาไปในตัว เพราะไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใด ดีโน่ก็รู้สึกราวกับไม่อาจก้าวผ่านเพื่อที่จะเข้าใจในรูปแบบชีวิตของอีกฝ่ายได้โดยสมบูรณ์

“เฮ้ยยยยย !! แกน่ะ ! จะจ้องอะไรกันนักกันหนาวะ !! จะไสหัวไปไหน ๆ ก็รีบ ๆ ไปเซ่ !!”

สะดุ้งเข้าให้อีกรอบ ดวงตาสีเดียวกับเรือนผมกะพริบปริบ “อ้อ... ดูหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลย ก็ฉันเห็นว่ามันสวยดีนี่”

“ห๊ะ ?!!” สควอโล่เอียงคอเงี่ยหูเข้าหา ซ้ำยังมองขยาดใส่ราวกับเด็กหนุ่มอีกคนพูดภาษาเอเลี่ยน

ดีโน่หลุดหัวเราะกับท่าทีเหมือนคนไม่เคยได้ยินคำชมของอีกฝ่าย ยิ่งทำให้ฉลามขาวยืนทำตากร้าวใส่เข้ายิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบพูดพร้อมหัวเราะแหะ ๆ “เขาว่ากันว่านายไม่ยอมยึดติดกับเพลงดาบไหนเลยนี่นะ แต่ฉันว่า... วิธีที่นายฟันดาบก็สวยดีออก”

ฉลามหนุ่มจ้องอีกฝ่ายเป๋ง รู้สึกว่าคนตรงหน้าช่างประหลาดเกินบรรยายที่จู่ ๆ ท่าทีเหมือนกลัวและไม่พอใจในตัวเขาอยู่ไม่น้อยเมื่อก่อนหน้านี้ กลับเปลี่ยนมาเป็นหัวเราะแบบสบาย ๆ เสียอย่างนั้น ในที่สุดสควอโล่ก็ระเบิดเสียงหัวเราะเสียงดังจนคนที่เพิ่งพูดจาชมเชยสะดุ้งโหยงเข้าอีกรอบ นึกในใจว่าต้องพยายามทำตัวให้ชินกับเสียงดังหนวกหูคนตรงหน้าโดยเร็ว

“อาฮะฮะฮ่า งี่เง่าเอ๊ย !! แกน่ะมองออกด้วยเรอะว่าเพลงดาบมันเป็นยังไง”

~

เสียงโรงอาหารที่ดังเซ็งแซ่ กลับเป็นสถานที่ที่เจ้าของเส้นผมสีเงินสว่างนั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะยาวเพียงคนเดียว ร่างผอมบางนั่งก้มหน้าก้มตาตักพาสต้ากินเร็ว ๆ เพียงเพื่อจะกินให้เสร็จ ๆ ไปก็เท่านั้น ทั้งที่เป็นบุรุษผู้ถูกกล่าวขามด้วยชื่อค่อนไปทางฉาวโฉ่ในขณะเดียวก็ชมเชยในพรสวรรค์แต่กลับแทบไม่มีใครเหลียวมองดูสักนิด บางทีอาจจะเพราะนักดาบมีฝีมือผู้นี้จะโดดเด่นขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่ออยู่ท่ามกลางเลือดเพียงเท่านั้น

และนั่นแหละที่ดีโน่ไม่เข้าใจ เพราะลักษณะเฉพาะตัวบางอย่างในตัวฉลามขาวกลับดึงดูดเขาอยู่ตลอดเวลา เป็นมนตร์เสน่ห์ที่ถูกมองข้าม

แกร๊ก


เสียงวางถาดอาหารดังขึ้นที่ฝั่งตรงข้ามทำให้เจ้าของผมสีเงินสว่างเงยเสี้ยวหน้างามขึ้นเพื่อดูหน้าไอ้คนที่หาญกล้ามานั่งตรงข้ามเจ้าของฉายาฉลามที่ไม่มีใครหาญกล้ามาเป็นมิตรอย่างจริงใจ อีกครั้งหนึ่งที่ความงงงันฉายอยู่ในนัยน์ตาสีฟ้าซีด ส่งผลให้ผู้มาเยือนกระตุกยิ้มอย่างนึกขำ จริง ๆ แล้วสควอโล่เป็นคนที่แสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าอย่างตรงไปตรงมากว่าที่คิดซะอีก

“เฮ้ย !! ที่ว่างนั้นไม่ได้เว้นไว้ให้แก” เสียงค้านกระแทกเข้ามาในหูวินาทีที่ดีโน่หย่อนก้นลงกับที่นั่งตรงหน้า

“น่า ๆ... ก็ไม่ได้เว้นไว้ให้ใครอยู่แล้วนี่”

คิ้วเรียวเลิกขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงแสดงสีหน้าที่ว่าคนตรงหน้าเสียสติไปแล้ว เหตุเพราะไม่ใช่แค่คนตรงหน้าจะสามารถเลือกสรรเพื่อนคนอื่นอีกหลายคนที่จะนั่งเป็นเพื่อนด้วย แต่ออกจะมีคนอยากนั่งคุยกับดีโน่ตั้งมากมาย ถึงแม้ทางด้านการต่อสู้และพลังใจจะละอ่อนไม่มีน้ำยาแต่เรื่องสัมพันธไมตรีต่อเพื่อนมนุษย์ของว่าที่บอสแห่งคาบัคโรเน่นับว่ามีมากกว่าสควอโล่หลายเท่าตัว

“เฮ้ยยย แกทำอะไรวะ !!” ไม่ทันครบนาทีหนุ่มผมสีทองก็สร้างความเดือดร้อนให้โดยการหย่อนเอาพาสต้าของเจ้าตัวมาใส่ซุปเห็ดของฉลามขาว

“ง่ะ... มือมันพลาดอ่ะ พอดีว่าจะแบ่งพาสต้าให้”

“ไม่ได้ขอโว้ย !”

“งั้นนายตักเอาของฉันไปหน่อยก็แล้วกัน เอาเหอะน่า ผอมกว่าคนทั่วไปนะนายน่ะ” มือผลักเอาจานพาสต้าของตัวเองเข้าหาพร้อมกับยิ้มอย่างขอลุแก่โทษ ว่าเสร็จก็ลุกขึ้น “ส่วนซุปเดี๋ยวฉันไปซื้อให้ใหม่—หวา !”

โครม !


ร่างสันทัดล้มไม่เป็นท่าลงกับพื้น เล่นเอาเส้นที่ขมับชายหน้าหงิกเต้นตุบ ๆ อย่างเวียนหัวเมื่อสายตาคนมากมายจับจ้องมาและมีเสียงซุบซิบฮือฮา ถึงสควอโล่จะไม่เข้าใจก็ตามทีเวลากลุ่มสาวที่อยู่ด้านหลังจะกระซิบกระซาบพร้อมกับหัวร่อต่อกระซิกกันว่า ‘ดีโน่คุงนี่นา... ซุ่มซ่ามแบบนี้ก็น่ารักจังเลยเนอะ’

พจนานุกรมสมัยนี้เปลี่ยนความหมายศัพท์คำว่าน่ารักให้แปลว่าน่ารำคาญใช่ไหม !

“โว้ย...” กัดฟันกรอดขณะที่มือเรียวบางไม่สมกับเป็นนักดาบยกขึ้นก่ายหน้าผาก ก่อนจะระเบิดเสียงลั่น “ดีโน่ ! แกหยุดอยู่ตรงนั้นเลย ฉันไม่หิวแล้วว่ะ (อยากออกไปจากที่นี่ให้พ้นหน้าแกเต็มแก่แล้ว) แค่ซุปเห็ดแกลืม ๆ มันไปเหอะ”

“แหะ ๆ... โทษทีนะ” ดีโน่พยุงกายลุกขึ้นนั่ง “งั้นนายกินซุปหัวหอม—อ๊ะ !” ขณะที่เลื่อนชามซุปไปด้านหน้าน้ำก็กระฉอกออกมาเปรอะโต๊ะ

“เฮ้ย ๆ ๆ ! ดีโน่ แกช่วยกินข้าวของแกไป เดี๋ยวฉันจะตักซุปแกมากินเอง ทีนี้แกจะได้เข้าใจว่าฉันไม่ได้กินข้าวน้อยกว่ามาตรฐานแล้วก็เลิกเสือกซะที” ว่าแล้วก็รีบเอามือมาประคองชามซุปไม่ให้ขยับไหวไปมากกว่านั้น เรียวมือสัมผัสแตะกันเพียงชั่วแวบเดียวก่อนที่ดีโน่จะดึงมือกลับอย่างระมัดระวังสุดฤทธิ์ ดวงตาสีอำพันจ้องมือของคนตรงหน้า เทียบกับของเขาแล้วดูผอมจนน่าใจหาย—ไม่สิ—ต้องเรียกว่าขาวเรียวราวมืออิสตรีเสียมากกว่า

“เอ้อ... ว่าแต่...”

“อะไรอีกล่ะวะ ก็กินอยู่แล้วนี่ไง” นัยน์ตาสีคริสตัลใสตวัดขึ้นมองอีกฝ่ายเขม็งขณะที่ตักซุปเข้าปาก ให้ตายเถอะการที่ฉันกำลังกินซุปเพื่อเอาใจแกให้อยู่นิ่ง ๆ ก็บุญโขไปแล้วคิดจะหาเรื่องอะไรให้ปวดหัวอีกรึไงวะ แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นรอยยิ้มกว้างที่ทำให้นิ่งไป บางทีเขาคงจะคิดไปเองเสียด้วยซ้ำที่หัวใจเต้นข้ามไปหนึ่งจังหวะ ความคิดคำนึงที่ว่านึกไม่ออกเลยว่าเคยมีใครยิ้มให้เขาแบบนี้ทำให้รู้สึกสมเพชตัวเองอยู่ในที ถึงไม่มีรอยยิ้มเช่นนั้นเขาก็อยู่ได้ปกติดีมาตลอด แต่เมื่อมันเผยให้เห็นอยู่เต็มตาก็กลับนึกฉงนว่าเขาเคยยิ้มออกมาแบบนั้นรึไม่ เพราะความเย่อหยิ่งยึดมั่นใจการยืนหยัดด้วยตัวของตัวเองทำให้รอยิ้มเยี่ยงนี้กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมของชีวิตไปเสียแล้วหรือ

คนอ่อนแอคนนี้มายิ้มให้อย่างสนิทใจกับฉลามสันโดษเช่นเขาทำไม

“ไม่ใช่... สควอโล่ ฉันหมายถึงตั้งแต่เมื่อกี้นายเพิ่งจะเริ่มเรียกชื่อของฉันเนี่ยแหละ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างชื่นบาน

รอยยิ้มที่ได้รับเป็นอะไรที่แตกต่างจากรอยยิ้มอื่นที่สควอโล่เคยเห็น ดูจริงใจและอบอุ่นจนเกือบจะทำให้ปวดใจแต่ก็ไม่เชิง เป็นชั่วขณะหนึ่งของความรู้สึกคล้ายมี ‘ห้องว่างเปล่า’ ห้องหนึ่งขวางกั้นเอาไว้ ราวกับว่าพวกเขามีชีวิตอยู่กันคนละโลก

“...แกมันไม่เหมาะจะเป็นมาเฟียเลยจริง ๆ นะไอ้แหยเอ๊ย”

~

นานมาแล้วฉันไม่รู้สึกว่าอยากจะเป็นมาเฟียแม้แต่นิดเดียว คิดอยู่เสมอว่าคนซุ่มซ่ามเช่นฉันจะไปทำอะไรได้ แต่หากฉันสามารถก้าวเป็นมาเฟียที่เข้มแข็งสักคนหนึ่งได้

มันจะเพียงพอที่จะทำให้นายรักฉันได้รึเปล่า


~

“ที่-ที่ฉันอยากจะพูดน่ะ... เอ่อ ฉันชอบนายมานานแล้วล่ะ คือว่า... ช่วยลองคบกันหน่อยได้มั้ย !”

ประโยคที่ถูกบังคับให้หลุดออกจากปากอย่างรวดเร็ว เล่นเอาคนถูกถามนั่งเอ๋อไปทันที หัวใจหยุดเต้นไปวินาทีหนึ่งได้ มือที่กำลังใช้ผ้าเช็ดคมดาบอยู่นั้นพลันหยุดลง น้ำหนักของดาบในมือถ่วงร่างรู้สึกโหวงว่าง สมองหยุดทำงานชั่วขณะและพยายามแปลความหมาย เพราะความนัยของมันดูจะน่าพิศวงพิลึกกึกกือเกินไปสำหรับฉลามหนุ่ม ดวงตาจ้องคนตรงหน้าที่นั่งหน้าแดงจัดอย่างไม่เชื่อสายตา ถึงอย่างนั้นดวงตาสีอำพันก็ยังจ้องกลับมาโดยไม่หลบตา หลังจากความเงียบที่ช่วยให้สควอโล่ค่อย ๆ ซึมซับเอาความหมายของวาจาทุกพยางค์ สีเลือดก็เริ่มซับผิวแก้มสีหิมะ

“ฮะ... เฮ้ย ไม่ขำนะโว้ย”

“นะ สควอโล่ ? ลองคบกับฉันหน่อยสิ” นัยน์ตาสีอำพันมีแววเว้าวอนเจียนจะขาดใจ หัวใจในอกเต้นแรงจนรู้สึกว่าหากไม่ใช้นิ้วจิกลงในฟูกของโซฟาคงจะควบคุมอาการสั่นเทาเอาไว้ไม่อยู่

เขากลัว


ความพรั่นพรึงเกาะกุมเข้าที่ข้างในทรวงอกหนุ่มผมสีทานตะวันเมื่อเห็นเรือนกายอรชรตรงหน้าไหวตัวเล็กน้อยอย่างอึดอัดเหมือนจะผงะให้ออกห่างไปแม้สักนิ้วเดียวก็ยังดี จึงฝืนให้แย้มยิ้มอ่อนจางให้ปรากฏขึ้นใบวงหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มที่คล้ายกับจะปลอบโยนทั้งตนเองและอีกฝ่ายว่าต่อให้คำตอบจะเป็น ‘ไม่’ เขาจะไม่เป็นไร พวกเขาทั้งสองจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

รอยยิ้มที่ความกล้าหาญทั้งหมดของเขาผลักดันมันออกมา รอยยิ้มในแบบที่ช่วยให้เบาใจเสมอมาว่าทุกอย่างจะโอเค

“...ก็แล้วแต่แกสิ”

เสียงแผ่วเบาตอบกลับไปผิดวิสัยคนหน้าสวยอย่างแรง ทันทีที่พูดออกไปก็นึกอยากจะตะโกนด่าหนุ่มตรงหน้าไปพร้อม ๆ กับตัวเองเสียให้หนำใจ ด่าตัวเองที่บังอาจใจอ่อนกับรอยยิ้มตรงหน้า

ด่าดีโน่ที่บังอาจงัดเอารอยยิ้มแบบนั้นมาใช้กับเขา เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาเวลาชายคนนี้ทำเขารำคาญ

~

“ออกจากโรงเรียน ?!”

“เอ้อ... ดูเหมือนว่ารุ่นที่เก้าจะส่งนักฆ่าชื่อดังรีบอร์นคนนั้นให้มาเป็นครูพิเศษฉันน่ะ”

“อ้าวเหรอ งั้นก็ดีนี่ เป็นโอกาสที่ไอ้แหยอย่างแกจะได้พัฒนาตัวแล้วล่ะ แต่ถ้าทนการฝึกไม่ได้ล่ะก็ตายหยังเขียด อาฮะฮะ !!”

“โถ่... สควอโล่ นายพูดงั้นได้ไงเล่า จะไม่คิดถึงฉันบ้างรึไง”

“คนอย่างฉันอยู่ได้ถ้าไม่มีแกน่า”

เงียบ

เพราะเป็นนายถึงถึงต้องเจ็บ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงการพูดลอย ๆ ไม่มีอะไรสลักสำคัญสำหรับนายก็ตาม แต่สำหรับฉันมันเหมือนกับ...

คำชี้ชะตาชีวิต

เพราะความเจ็บปวดที่มวนอยู่ในหัวใจนี่เล่นเอาแทบหายใจไม่ออก บางทีฉันอาจจะตายก็ได้นะ

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงนายจะอยู่ได้โดยทั้งที่ไม่มีฉันใช่ไหม


“อย่าพูดอย่างงั้นสิ”

“โว้ย ! ดีโน่ แกนี่นะสำออยจริง อย่าทำหน้าอย่างงั้นเซ่ !!”

“แต่ว่าฉันคงคิดถึงนายแย่เลย” รอยยิ้มบางซ่านบนใบหน้าชายผมทอง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยกำลังเสียงเล็กน้อย น้ำเสียงแผ่วเหมือนสายลมหวิวแสนเพรียกหาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยำเกรง “นี่... ขอจูบได้มั้ย”

เงียบอีกครั้ง

“...ก็แล้วแต่แกสิ”

~

หากเบิกตาดูดี ๆ แล้วหาใช่ชั่วขณะหนึ่งไม่ ฉลามกระหายเลือดและบอสแห่งคาบัคโรเน่มี ‘ห้องว่างเปล่า’ ห้องหนึ่งขวางกั้นเอาไว้ตลอดเวลา ราวกับพวกเขามีชีวิตอยู่กันคนละโลก เปรียบกันแล้วก็คงเสมือนฉลามเวียนวนอยู่ในห้วงทะเลลึกกับม้าที่วิ่งควบอยู่ในลานกว้างท่ามกลางแสงอาทิตย์

คนหน้าสวยส่งเสียงค้านน้อย ๆ ในลำคอเมื่อคนตรงหน้าดูดเม้มริมฝีปากเข้ามารุนแรงจนเรียวปากบางเริ่มแดงช้ำ ดีโน่หอบหายใจเมื่อเขาถอนริมฝีปากออกเพียงเพื่อจะได้ขบเม้มเข้าที่ซอกคอขาว ร่างบางในอ้อมกอดไหวเฮือกกับสัมผัสนั้นพร้อมกับส่งเสียงคล้ายสำลักออกมาเบา ๆ เมื่อกายพยายามผงะหนี รสฝาดของเลือดไหลซิบเข้ามาที่ปลายลิ้นชายผมทอง เป็นสัญญาณว่าจะทิ้งรอยแดงเด่นชัดเอาไว้บนผิวเนียนละเอียดสีขาวนวลเอาไว้นานพอควร

“ว้อยยย !! บอกแล้วไงว่าอย่าทิ้งรอยเอาไว้”

“เอาน่า ๆ...” คนที่เพิ่งถูกกล่าวขานในฉายาม้าพยศและบอสหน้าใหม่หัวเราะก่อนจะกอดรัดอีกฝ่ายเข้ามาแนบอกยิ่งขึ้น “ฉันคิดถึงนายจนจะตายอยู่แล้วนี่” เขากอดแน่นจนแผ่นอกแนบชิดกันเพียงพอที่จะแว่วเสียงหัวใจเต้น ถึงอย่างนั้นเสียงตุบ ๆ ที่ดังมาจากทรวงอกฉลามขาวกลับมีสาเหตุมาจากความวุ่นวายใจมิใช่ความตื่นเต้นหรือแรงปรารถนา

มือหนาสัมผัสกับแพรผมสีเงินที่เกือบจะเป็นสีหิมะต้องแสงสุกสกาวของดวงดารา ขณะนี้เส้นผมยุ่งน้อย ๆ นั้นเปล่งประกายในแสงสลัวของห้องนอนยามราตรีดุจดวงดาว ก่อนที่มือเขาจะคว้ากุมมือซ้ายของชายตรงหน้าขึ้นมา เพียงเพื่อจะแนบฝ่ามือขาวกับริมฝีปากหนา มือซ้ายเป็นมือที่สควอโล่ถนัด ดังนั้นฝ่ามือจึงทิ้งความรู้สึกด้านหน้าผิดกับอิสตรี หากแต่ก็ยังคงมีความแบบบางที่เป็นเสมือนความงามสง่าบนความแกร่งกล้า แล้วเขาก็สังเกตว่าผิวของคนตรงหน้าขาวยิ่งกว่าผิวของเขาเสียอีก ทั้งที่กำลังอยู่กลางฤดูร้อนของอิตาลีแท้ ๆ

อดอมยิ้มไม่ได้เมื่อนึกขำ ๆ ว่าคงเพราะเมลานินในตัวมีน้อยเป็นแน่ ก็ทั้งสีผมและสีขนตายังคงอ่อนสว่างเช่นนี้เลย เวลาที่ออกไปฝึกกับรีบอร์น ดีโน่มักจะเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่เอามาเทียบกับเส้นผมของสควอโล่ได้อยู่ตลอดเวลา เขาจำได้สมัยที่ต้องค้างแรมในป่าลึกกับเจ้าทารกพลังเกินนักฆ่าทั่วไปผู้นั้นว่าสิ่งที่ทำให้นึกถึงฉลามผู้นี้มากที่สุดคือสิ่งใด

สายพิรุณแสนพิสุทธิ์

“สีผมนายสวยเหมือนสายฝนเลยล่ะ ถ้าไว้ยาวคงจะสวยมาก”

“ถ้าไว้ยาวก็เด่นน่ะสิ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงสักหน่อย ฝนเฝินอะไรกันแกนี่พูดอะไรฟังแล้วน้ำเน่าชะมัดเลยไอ้ม้าพยศ ถ้าฉันจะเป็นฝนล่ะก็คงเป็นฝนเลือดว่ะ ! อย่าเพ้อไปหน่อยเลยเว้ยยย” สควอโล่ตอกกลับด้วยน้ำเสียงกวนส้นเท้าตามแบบปกติ โดยที่ไม่รู้ตัวสักนิดว่าลำตัวตนกำลังเกร็งขมึงอยู่ในอ้อมกอดนั้นมากเพียงใด ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ทำให้ชายสูงกว่าต้องยอมคลายอ้อมกอดลงและผละกายออกในที่สุดเสียทุกครั้งไป ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนวูบไหวด้วยความน้อยใจขณะมองที่รอยเจือจางที่ลำคอระหง

เพียงแค่นี้ก็พอแล้ว
เมื่อก่อนเคยบอกตัวเองเช่นนั้น ยังคงจำได้ว่าหากเป็นเมื่อก่อนเขาจะถูกเมินและโกรธไปอีกหลายสัปดาห์หากทิ้งร่องรอยตีตราเอาไว้

“ก็วันนั้นฝนมันตกตอนกลางคืน ท้องฟ้าขมุ่นขมัวซะขนาดนั้นยังพอเห็นฝนสาดลงมาสวยพิลึก วันนั้นตกหนักมากฉันกับรีบอร์นต้องหลบเข้าไปในถ้ำล่ะ ฮ่ะ ๆ...”

ในตอนที่คนร่างบางยอมลดระยะห่างจนเผลอไผลให้เขาทิ้งรอยสีกุหลาบเป็นครั้งแรกหลังจากคบไปหลายเดือน วัฏจักรแสนจำเจหากแต่ยังสลักอยู่ในความทรงจำเสมอมาก็วนเวียนกลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นอีกครั้งที่ดีโน่จะต้องคอยตามต้อย ๆ พยายามพูดคุยด้วยจนกระทั่งไอพิโรธของคนที่ยอมเขยิบความสัมพันธ์มาเป็น ‘แฟนหนุ่ม’ เลือนหายไปในที่สุด

แน่นอนว่าความโกรธนั้นเกิดขึ้นจากเรื่องเดิม ๆ ที่ว่าสควอโล่ไม่เห็นดีเห็นงามกับการจู่โจมที่ ‘เร็วเกินไป’ และ ‘แสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ’

เพียงแค่จูบครั้งเดียวก็พอแล้ว เพียงแค่ทิ้งรอยแห่งความเป็นเจ้าของเอาไว้รอย ๆ เดียวก็พอแล้ว

เมื่อก่อนเคยบอกตัวเองเช่นนั้น หากแต่ในตอนนี้การที่จะปรารถนากกกอดคนที่ตนหลงรักนั้นให้เป็นหนึ่งเดียวกันไม่อาจเป็นได้เลย

ยิ่งได้มากเท่าไรก็ยิ่งอยากได้เพิ่มมากเท่านั้น

สายวรุณช่างไว้ตัวเหลือเกินนะ ถ้าอยู่กลางฝนก็คงจะหนาวเยือกน่าดู และก็สาดกระหน่ำลงมาจับต้องไม่ได้เลย ถึงอย่างงั้นก็ทำให้ไอชื้นอยู่ในอากาศ สูดเข้าไปแล้วมันเป็นบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาทีเดียวล่ะ เมื่อสายฝนหยุดลงผืนดินก็จะชุ่มฉ่ำชวนให้คิดถึงทุกครั้งไป

“ตัวนายเย็นเหมือนฝนเลย... ไม่ได้อุ่นเหมือนเลือดสักหน่อย”

~

“นี่ สควอโล่ เรียกฉันว่าม้าพยศอยู่ได้นะ”

“ก็ตอนนายหนีไปเรียนที่อื่น กว่าจะกลับมาคนเขาก็พูดฉายานั้นอย่างกับเป็นชื่อนายงั้นแหละ จะให้ไม่ติดมาได้ยังไงกันล่ะ”

ไอ้แหยเอ๊ย แกมันไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองโตขึ้นมากแค่ไหน

บางทีฉันก็เกลียดซะเหลือเกินตอนที่นายมีลูกน้องติดมาด้วย คนอย่างนายกล้ายืดอกเชิดหน้าคุยกับฉันอย่างมั่นใจตั้งแต่เมื่อไรกัน นายจะเติบโตขึ้นแล้วก็ไปตามทางอีกคนหนึ่งล่ะสินะ ก็เพราะชะตาฉันมอบให้กับการต่อสู้แบบไม่มีกฎเกณฑ์เท่านั้นนี่นา

นายที่เห็นความรักสำคัญกว่าการเอาชนะ ห่วงคนอื่นกว่าฝีมือต่อสู้... เทียบกับฉันแล้ว.. ดาบน่ะเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ดีอย่างจริงจัง มันคือข้อพิสูจน์ของการมีตัวตนอยู่ของฉัน

ทำไมมันจะต้องมีส่วนหนึ่งของนายที่ฉันไม่เข้าใจ และส่วนหนึ่งของฉันที่นายไม่เข้าใจอยู่เสมอนะ


~

ดวงตาสีน้ำตาลนวลเบิกกว้างตะลึงค้างในสิ่งที่เห็น มือลูบไปตามท่อนแขนซ้ายปราศจากมือ ผ้าพันแผลที่ปกคลุมปลายข้อมือกุดเอาไว้ส่งกลิ่นยารักษาจาง ๆ กลบเกลื่อนกลิ่นเลือดที่เหือดแห้งไปแล้ว พลันน้ำสีใสก็เอ่อคลอคลองอยู่ในดวงตา

“โว้ย ไอ้แหย แกอย่าทำหน้าอย่างงั้นสิวะ !” ฉลามเย่อหยิ่งร้องก่อนจะเอามือขวาฟาดเข้าให้ที่ศีรษะอีกฝ่าย “ยังไงฉันก็—“ เสียงขาดหายลงไปในลำคอเมื่อคนที่ได้ชื่อว่าคนรักคว้าเอามือขวาที่ยังเหลืออยู่มาแนบกับผิวแก้ม ก่อนจะบรรจงจูบลงไปบนผิวนิ่มของฝ่ามือข้างที่ไม่ถนัด สูดกลิ่นสบู่ปะปนอยู่กับกลิ่นโลหิตจนรู้สึกเวียนหัว อันที่จริงแล้วเขาก็รู้สึกเวียนหัวทุกครั้งที่อยู่เบื้องหน้าปลาเพชฌฆาตแห่งห้วงมหาสมุทร

“ถ้าฉันมือขาดไปข้างหนึ่งนายก็คงยังหัวเราะได้งั้นสิ...” หลุดถ้อยคำถามออกมาจากริมฝีปากม้าพยศด้วยน้ำเสียงเกือบเหมือนกระซิบ ลมปากร้อนผะแผ่วอยู่ที่ฝ่ามือ แรงสั่นสะเทือนเมื่อสุรเสียงถูกเอื้อนเอ่ยกระทบเบาบางราวขนนก ทั้งหมดนี่คือสัญลักษณ์แห่งการมีเนื้อหนัง “มือมันก็คือหนึ่งในตัวนายเพียงไม่กี่อย่างที่ฉันแตะต้องได้นี่ นายไม่เข้าใจหรอก นายที่ยึดมั่นกับศักดิ์ศรีจนไม่ห่วงชีวิตตัวเองน่ะไม่เข้าใจหรอก”

“แกต่างหากล่ะที่ไม่เข้าใจ ! อุตส่าห์ถูกทาบทามไปเข้ากลุ่มมือสังหารขึ้นชื่อ ถ้าให้ไปก้มหัวรับใช้คนที่ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฟันดาบได้เก่งกว่าฉันรึเปล่าล่ะก็—“

สควอโล่ ถ้าให้นายมายอมคบกันโดยที่ไม่มีวันรักฉันมากกว่าดาบของนายล่ะก็—


“—ฆ่ากันให้ตายยังง่ายกว่าเลย !!”

นี่ สควอโล่

เมื่อไรฉันจะดีพอที่จะสำคัญเพียงพอสำหรับนาย

~

“นั่นท่านแซนซัสนี่นา”

“บุตรชายบอสรุ่นที่เก้าของวองโกเล่ที่เขาลือกันว่ายิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งทวีความโกรธไปลงกับคนอื่น ๆ ยิ่งกว่าเดิมซะอีกนะ”

“อย่าไปจ้องนักสิ !”

“จะมองอะไรนักหนาไอ้พวกสวะ !!”
สุรเสียงทรงอำนาจแผดกร้าวจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของจิตมืดดำปะทะเข้ามาจนขนลุกเกรียว เล่นเอาหลายต่อหลายคนรีบเร่งหลุบตาลงต่ำและก้าวหนีไปด้วยท่าทีเลิกลั่ก ตรงกันข้ามฉลามผู้แหวกว่ายอยู่ในผู้คนอย่างเรื่อยเปื่อยไม่สนใจคำซุบซิบรอบกายกลับหันสายตาตามเจ้าของเสียงนั้นในทันที เรียวขาหยุดกึกลงในทันทีเมื่อเห็นรูปร่างสูงใหญ่ให้เต็มตา

นัยน์ตาสีน้ำแข็งสะท้อนภาพของคนที่ทอดสายตาไปข้างหน้าโดยไม่เจาะจงหยุดทิ้งความกริ้วไว้ที่ใคร หากแต่มองทะลุไปทุกอณูผิวหนังของคนที่อยู่เบื้องหน้า และบรรยากาศความกดดันที่แผ่ออกมาก็ซ่านทะลวงไปทุกผู้ทุกคนที่อยู่รอบ ๆ

ความโกรธที่ทำให้ลืมหายใจไปชั่วขณะ ความโกรธที่ทำให้คนตรงหน้าเป็นเสมือนเหล็กหล้าเปี่ยมความร้อนสูงจนจับต้องไม่ได้

บุรุษผู้สามารถยืดอกโดยไม่ใส่ใจกับสายตาหรือคำครหาใด บางทีอาจไม่เห็นค่าแม้คำชมเชยสรรเสริญ เป็นความแข็งแกร่งของมนุษย์ที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางในแบบที่สควอโล่ไม่อาจเทียมเทียบ

ดวงตาคู่คมสีแดงวาวโรจน์อยู่ในความหม่นมัว เย็นชาแทบจะไร้ความรู้สึกหากแต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกซ้อนทับอัดแน่นกันมากมายจนยากจะหยั่งถึง ดวงตาคู่นั้นเหลือบแลมาสบกับร่างที่ยังเสนอหน้ามายืนนิ่งจ้องเขาอยู่เพียงผู้เดียวในรัศมีไม่ไกลนัก เจ้าของนามแซนซัสเพียงแค่กระตุกคิ้วด้วยความประหลาดใจอยู่เพียงชั่ววูบก่อนจะหันไปทางอื่นราวกับคนตรงหน้าไม่มีค่าพอจะไปแยแส เขาไม่มีอารมณ์มาปริปากพูดจากับใคร แม้จะรู้สึกว่าหนุ่มผมเงินจะแปลกคนอยู่พอควรที่ทำสีหน้าเช่นนั้นก็ตามที

สีหน้าของเด็กหลงทาง เรียวคิ้วที่ขมวดและดวงตาที่เบิกเพ่งเขาราวกับเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือท้าทาย แต่เต็มไปด้วยความสับสนและไม่นึกไม่ฝัน

~

ทำไมถึงอยากให้สายตานั้นมาแยแสในตัวเขาบ้างกันนะ อะไรที่เป็นบ่อเกิดของพลังกล้าแกร่งนั้นกันหรือ

ฉลามร้ายว้าวุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกที่ล่อหลอกให้เขารู้สึกเหมือนถูกพรากลมหายใจไป

ความโกรธทำให้พลังของเขาคนนั้นสมบูรณ์แบบ

นี่น่ะหรือความสมบูรณ์แบบในความบิดเบี้ยว มีอยู่จริงหรือที่คนในโลกนี้กำพลังเช่นนั้นอยู่ในดวงตา และดู... ไม่สะทกสะท้านกับบรรยากาศรอบกายที่ไร้ผู้คนจนแทบใจดิ่งวูบ

เสียงซุบซิบที่ดังมากระทบหูให้ได้ฟังบ่อย ๆ มาจากความน่าเกรงขามและฝีมือ ถูกคนมากมายถอยทำตัวออกหาก การตั้งตนเป็นปฏิปักษ์และยกตัวเองเอาไว้เหนือผู้อื่น ไม่ยินยอมให้ใครก้าวเข้ามาเกินขอบเขตที่วางไว้

สิ่งที่—ไม่อยากจะคิดเทียบกันแต่ว่า—ช่างเหมือนกับตัวเขา มันคือความรู้สึกที่เขาเข้าใจได้ ถึงกระนั้นก็ยังคงมีพื้นผิวที่ลึกเกินกว่าที่เขาจะจับต้องได้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเขากลับ... รู้สึกราวกับว่าเข้าใจมันดี

เขาไม่อยากจะคิดเทียบกันเลย เพราะในขณะเดียวกัน พวกเขาช่างห่างไกลกันในทุกความหมายเหลือเกิน

~

เสียงอิเอมิสึ ผู้ดูแลนอกแก๊งค์เอ่ยอธิบายประเด็นสำคัญไปที่ปลายสายของโทรศัพท์ “สเพลบี สควอโล่ คือว่าเรื่องตำแหน่งว่าที่หัวหน้าวาเรียที่นายมีอยู่เนี่ย พอดีว่าหลังจากนายปราบเทพกระบี่ไปได้ไม่นาน แซนซัส บุตรชายของหัวหน้าแก๊งค์วองโกเล่รุ่นที่เก้าก็ออกปากว่าอยากจะแยกตัวไปที่อื่นและเบื่อหน่ายกับคฤหาสน์วองโกเล่ ก็เลยถูกเสนอให้เขาร่วมกับวาเรีย แต่ว่าแซนซัสยืนกรานว่าต้องการจะเป็นหัวหน้ากลุ่มมือสังหารนี้ เพราะฉะนั้นสำหรับคนอย่างเธอฉันก็เข้าใจว่าอาจจะอยากลองประลองฝีมือดู แต่ว่า—“

“ไอ้ตำแหน่งอะไรนั่นฉันไม่ได้อยากได้อะไรมากมายขนาดนั้นสักหน่อย แค่ปราบเทพกระบี่เป็นการยืนยันว่าฉันเป็นหนึ่งในศาสตร์การฟันดาบแค่นั้นก็พอแล้วนี่ ตำแหน่งหัวหน้าของลูกชายรุ่นที่เก้านั่นน่ะปล่อยให้หมอนั่นไปก็ได้”

“เอ๋ ?”

“เอาเป็นว่าจะให้ฉันย้ายเข้าไปอยู่ในปราสาทวาเรียที่ว่านั่นเมื่อไรดีล่ะห๊ะ”

~

ทำยังไงถึงจะโอบกอดสายฝนเอาไว้ได้โดยที่มันไม่ระเหยหายไปกันนะ


ดีโน่ย้ำคิดไม่เข้าเรื่องอยู่เช่นนั้น เพราะมีเขาเพียงฝ่ายเดียวที่เปียกโชกไปด้วยฝนที่ทิ้งเอาไว้เพียงพิษไข้เรื้อรังแสนทรมานไม่รู้จบ ทั้งที่สุขเหลือเกินที่ได้เฝ้ามองมัน และได้ถูกชะล้างไปในสายฝน เป็นสัมผัสในแบบที่คนเช่นดวงตะวันอย่างหนุ่มผมทองอร่ามไม่รู้จัก

ดวงตะวันช่างไม่รู้เอาเสียเลยว่าสิ่งที่ห้อมล้อมหยาดฝนทุกหยดเอาไว้ก็คือผืนนภา

ฟากฟ้าราตรีกาลปราศจากซึ่งแสงอาทิตย์ ฉะนั้นจึงทำให้ฝนโปรยปรายเช่นนั้นโดยไม่ระเหยหายอยู่ร่ำไป

TBC.

free verseภาษาอังกฤษที่ขึ้นเปิดบทแรกอิไดองเขียนเล่นขึ้นมาแบบส่วนตัว - -" แล้วก็แปลไว้ให้ในวงเล็บแล้วกันค่ะ แต่ยังไงท่อน Enough to be true กับ Enough to be real นี่.. นั่งคิดอยู่นานกับคำว่า real กับ true ถ้าพูดกันทางความรู้สึกของข้าน้อยคำว่า true ให้ความรู้สึกเหมือน "เป็นจริง/ถูกต้อง" ส่วนคำว่า real มันให้ความรู้สึกเหมือน "มีตัวตน" แต่ก็..นึกคำสั้นๆที่อยากใช้ไม่ได้ ก็เลยแปลออกมาเหมือนกันว่า "เป็นจริง" แล้วกันค่ะ

Overall ratingของฟิกเรื่องนี้จริงๆแล้วยังไม่แน่ใจแฮะ แต่คิดว่า PG-13 ล่ะมั้ง 55+

ติชมกันได้เต็มที่นะคร้าบบ

_________________
ต่อแต่นี้ติดตาม The Blade of Perfection [XS] และฟิกเรื่องอื่น ๆ ของข้าน้อย(ทั้งเก่าและใหม่)ได้ที่
Image กับ http://daiong.exteen.com/ ค่า~


Image

Image


Last edited by daiongmyoji sirius on 24 Apr 2009, 21:28, edited 1 time in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 05 Feb 2009, 17:49 
User avatar
Joined: 11 Apr 2008, 07:49
Posts: 2604
อรั้งโน่อกหักไปนะตบบ่า....วิ่งหนีแม่ยกDS 5555+ ชอบมากเลยคะจะติดตามน้า

_________________
XS คือ Tautology สิ่งที่พิสูจน์แล้วเป็น จริงตลอดกาล
Image
Image
Image
Image
XS สมการไร้ขีดจำกัด ><
แอนตี้ภาษาวิบัติ! ค่ะ
............................................................................................


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 05 Feb 2009, 18:50 
User avatar
Joined: 22 Jul 2008, 02:44
Posts: 182
ชอบบบบ DS อกหักมากค่ะ มาต่อเร็วๆนะ

_________________
Image
♥ 8018 XS ♥


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 05 Feb 2009, 20:59 
User avatar
Joined: 10 Aug 2008, 14:25
Posts: 410
Location: ทุกที่ที่มี 6918~!!!
เอิ่ม.... ไดอง อยากจะบอกว่าเราแอบชอบ SD มากกว่าDS อีกน่ะ!!!
(ให้พี่ม้าเป็นเคะซะบ้าง ฮ่าๆๆ)
แต่ว่าฟิคไดองสุดยอดดดดดดด~!!!!! หลงรักDS เลย 555+
พี่ม้าน่าสงสารอย่างมากมาย กระซิกๆ..

ว่าแต่สรุปว่าพี่หลามพูดเป็นอยู่ประโยคเดียวใช่มะคะ = []="

ฟิคเรื่องนี้ แต่ละคน ..."ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย" จริงๆ แฮะ

ดวงตะวันช่างไม่รู้เอาเสียเลยว่าสิ่งที่ห้อมล้อมหยาดฝนทุกหยดเอาไว้ก็คือผืนนภา <<< กรี๊ดประโยคนี้มากมาย กรี๊ดดดดดดด~ >w<,,
ชอกมากๆ เลย TTwTT แบบว่าอ่านแล้วแทงใจดังฉึก! (ชักจะอิน..)

โอ๊ย!!! สงสารพี่ม้าอ๊ะ!!!!

มาต่อเร็วๆ น๊า~

*คุณดิท*
ป๋าแซนเท่อย่างมากมายยยยย กรี๊ดดดดดดดด อิเคทจะไม่ไหวแล้วค่า~ > <,,

_________________
Image

...ไม่ว่าฤดูใบไม้ผลิจะผันผ่านไปมากมายเท่าไร

...แต่คำสัญญาของเรา ...จะเป็นดั่งเช่นนิรันดร...ใช่ไหม ?





Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 08 Feb 2009, 19:17 
User avatar
Joined: 26 Oct 2008, 14:52
Posts: 451
หลังจากจาก A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' ตอนที่ 5 จบ
ก็มาอ่านอันนี้ต่อทันที เฮ้อออ ~ ยิ่งอ่าน ยิ่งรักหลามม บิ่งโกรธบอส
ให้ตายย !!! __,, พี่โน่ เอาหลามกลับไปที เจ้าชายฝากหลามด้วยนะ ยามะชวนหลามคุยด้วย
ฝากด้วยนะทุกคน ช่วยหลามน้อย แสนสวย(?) ด้วย !!

ปล. หลังจากอ่านเรื่องนี้ ... รู้สึก รักพี่โน่ ขึ้นมาอีกเป็นกองง !!

_________________
Image

I XS
{ ' DARK SKY and BLOODY RAIN ' }


{❤} for now ... and FOREVER !


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 08 Feb 2009, 22:58 
User avatar
Joined: 28 Apr 2008, 11:21
Posts: 1137
Location: ♥ ๓๓๙
รออ่านต่อนะฮะ =w=''

_________________
be in harmony. ; XANXUS X SQUALO. :-)


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 14 Feb 2009, 19:31 
User avatar
Joined: 13 Jul 2008, 16:44
Posts: 410
Location: ศูนย์เพาะสาหร่ายพันธุ์ Y
โอ๊ะ....

ดีโน่อกหักดังเป๊าะ =[]=! สงสารอ่า

หลามไม่เห็นใจกันบ้างเลย แง๊ๆๆๆ

(ร้องไห้แทน)


ฟิคภาษาสวยเหมือนเดิมเลยนะค่ะ ท่านไดอง >___<

แล้วจะรออ่านต่อนะก๊า อรั๊ยยย

_________________
ตำแหน่ง หน.เบ๊แห่งชมรมเพาะสาหร่าย...
Image
Image


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 14 Feb 2009, 20:37 
User avatar
Joined: 04 Apr 2008, 14:23
Posts: 59
Location: อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากใจเธอ..
XS DS อู้ว ถูกใจ~

เห็นด้วยกับท่านkatebuster ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยย...กร๊ากกก

ชอบฟิคนี้มากเลยค่ะ กินใจTwT




มาต่อไวๆนะค้า>w<b


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 25 Apr 2009, 01:02 
User avatar
Joined: 24 Nov 2007, 11:02
Posts: 202
Location: ทุกที่ๆมีReborn
T^T ดีโนน่าสงสาร

สควลจังใจร้ายยยยย //โดนดาบผ่า

+O+ แต่ยังไงก็ทำใจนะม้าน้อย~ ยังไงก็ต้องXS~

รอตอนต่อไปอยู่นะคะ

_________________
~Love Mukuro~

รัก1827 XS BF 151 forever >//<

กาลเวลาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ ทั้งความฝัน ความต้องการ

หรือแม้กระทั่ง....
ความรัก


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 27 Apr 2009, 01:09 
User avatar
Joined: 16 Apr 2009, 00:23
Posts: 69
Location: สถานที่ลึกลับที่มีyaoiซุกซ่อนอยู่
อรั๊งงงงง!!~
สงสารโน่อ้ะ!

แต่เพื่อXS
เราก็จะสงสารโน่ต่อไป - -
ที่1ไม่ไหวว โน่เต็มใจขอเป็นแค่ที่2(แต่ไม่เปนที่1ของฮิบะแทน ฮ่าๆ)


สควอโล่นี่ก็น๊าา าาา
ไปทรมานใจโน่เล่นๆ
หรือคิดจริงๆด้วยเหมือนกันหว่า?

ฮ่าห์!สควอนิ่วเรียวเหมือนผู้หญืง
อ่าแน่น๊อนนนน นนน
ก็สควอเป็น"ราชินี"นี่นา
**เหมาะเป็นพ่อของเบล <<แกมาจากไหนกั๊น?


ยังไงก็ร้ากกกกกกกกกกกก "สควอโล"
กรี๊ดกร๊าดด
เอาXSมาให้ฉานนนนนนนนนนนนนนน นน!!~

_________________
i luv yaoi:) ; i luv XS ; i luv 8059



Image


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 28 Apr 2009, 19:16 
User avatar
Joined: 20 Apr 2009, 23:32
Posts: 55
อ๊ากกก เริ่มเชียร์ม้าขึ้นมาตะหงิดๆแล้วว่ะ

ชักหมั่นไส้ป๋า - -

_________________
และสนับสนุนคู่ XS และ RL

Image Image

ต้องเธอเท่านั้น !!!


Image

ไม่งั้นตูไม่อ่าน ค่อดเรื่องมากอ่ะ - -


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 29 Apr 2009, 01:20 
Joined: 23 Jul 2008, 17:16
Posts: 144
กรี๊ซซซซซซซ
หลามเท่มากกก ทำไมฟิคนี้นายถึงได้เท่แบบนี้นะ
แบบว่า โอ้ยยย ใจละลาย

อยากให้มีต่อเร็วๆจังค่ะ
ดูจากวันที่.. โอ้วว หลายเดือนแล้วนี่นะ
-/แอบทวง ฮ่า ๆ


อยากให้ทั้งคู่ได้คุยกันเร็วๆจังเลยยยยยยย

_________________
ImageImage
http://jingkabell.exteen.com/ << บลอคเราเอ๊ง ^w^


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 16 May 2009, 14:28 
Joined: 15 May 2009, 21:11
Posts: 67
อยากเชียร์ดีโน่นิดๆแฮะ :D


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 27 Aug 2009, 18:29 
User avatar
Joined: 04 Aug 2009, 17:26
Posts: 40
Location: ในขวดวอดก้า(กำลังเมารัก)
DS XS โว้ว>_<(รีบกดเขามาทันทีทันใด)
รีบๆมาต่อนะคะ

_________________
สมการที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล...
XS=Y
~สถานะ:ผีน้อยผลุบๆโผล่ๆ~


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] To be Enough (Up1 DS+XS)
PostPosted: 25 Dec 2009, 20:25 
Joined: 26 Mar 2009, 01:31
Posts: 201
ชักเชียร์้โน่ขึ้นมาแล้วสิ- - หลามใจร้ายยยยยทิ้งโน่ได้ลงคอ.

(เหมือนงราจะเปนแฟนxs -/me หลบป๋่า)

ภาษาสวยมากค่ะ :)


Profile  Offline
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 18 posts ]  Go to page 1, 2  Next


Who is online

Users browsing this forum: I'm Chigi, moshi_030 and 3 guests

Panel

Top You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum
Search for:
Jump to: