Login |  Register



Welcome
เนื่องจาก เราต้องการสกรีนคนเข้าฟอรั่ม Fiction/doujin และ YaoiLand ขอไห้ทุกท่านที่จะสอบเข้า ไปทำข้อสอบได้ที่ Vongola Test


Post new topic Reply to topic  [ 88 posts ]  Go to page 1, 2, 3, 4, 5, 6  Next
Author Message
 Post subject: [Fic] The Blade of Perfection [XS ประกาศเปลี่ยนสถานที่Upค่ะ]
PostPosted: 01 Mar 2009, 05:09 
User avatar
Joined: 11 Jan 2009, 21:44
Posts: 244
Location: 'The Land of Angst' where XS belongs
[Edit] ประกาศเปลี่ยนสถานที่Upฟิก@Page 6ค่ะ >> the-blade-of-perfection-t4324-75.html

ง่า... เอาฟิกใหม่เข็นมาให้ติชมกันในที่สุด

ไม่รู้ว่าฟิกเรื่องนี้จะน่าพิสมัยแค่ไหนแฮะ <.<; และไม่ค่อยรู้ว่าจะเขียนWarningsยังไงดี เอาเป็นว่าถ้าใครไม่ชอบความรุนแรง, ไม่ชอบOC, ไม่ชอบตัวละครที่ทำลายตัวเองทางใดทางหนึ่ง(?) หรือไม่ชอบแนวAngst(เน้นความวิตกกังวล/เป็นทุกข์) ก็คงไม่enjoyฟิกนี้สักเท่าไรน่ะฮะ แต่ถ้าไม่มีปัญหากับการอ่านอะไรแบบนั้นก็ขอให้enjoyกับมันเท่าที่เป็นไปได้เน่อ~

Title: The Blade of Perfection (คมดาบแห่งความสมบูรณ์แบบ)
Author:
Daiongmyoji Sirius [ไดองเมียวจิ ซิริอุส]
Genre: Angst, tragedy, psychological, romance, smut
Overall Rating: NC-17
Warnings: Violence, Original characters, BDSM
Fandom: Katekyo Hitman REBORN!
Pairings: XS, ??/S

~

The Blade of Perfection:

ความต้องการที่จะมีรักช่างแสนร้ายกาจ ความปรารถนาที่จะถูกรักโดยไร้เงื่อนไขช่างเหี้ยมโหด ความกระหายที่จะมอบความรักอย่างสุดวิญญาณ์ให้ผู้กุมชีวานั้นไม่น่าให้อภัย เพราะความทะยานอยากง่าย ๆ เช่นนั้นมักเป็นดาบสองคม เนื่องด้วยเขาทุ่มเทไขว่คว้าด้วยฝ่ามือทั้งสองข้างโดยไม่หลุบตาสังเกตแข้งขาที่เริ่มเน่าเฟะ

ช่างมันประไรเล่า หากใบมีดใคร่จะบาดเท้าก็จงปล่อยให้มันเฉือนให้ถึงกระดูกจนไม่สามารถห้ำหั่นต่อได้ หากมือใคร่จะป้องแสงสะท้อนจากคมดาบให้พ้นตาก็จงปล่อยให้นิ้วถูกแสงรวีแผดเผากลายเป็นธุลีจนไม่เหลืออะไรให้มอดไหม้อีก

ช่างมันประไร หากเรือนร่างเขาสามารถถูกโอบอุ้มเอาไว้ในอ้อมอกชายผู้นี้ปานลูกกุญแจที่หาแม่กุญแจของมันพบ และสลักกลอนเขาไว้ที่นั่น

ช่างมัน ช่างมันเถิด

หากริมฝีปากพวกเขาทั้งสองสามารถพันธนาการเข้าหากันอย่างสมบูรณ์แบบ

ก็ช่างมันประไร

_________________
ต่อแต่นี้ติดตาม The Blade of Perfection [XS] และฟิกเรื่องอื่น ๆ ของข้าน้อย(ทั้งเก่าและใหม่)ได้ที่
Image กับ http://daiong.exteen.com/ ค่า~


Image

Image


Last edited by daiongmyoji sirius on 23 May 2009, 09:30, edited 13 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 28/02/09]
PostPosted: 01 Mar 2009, 05:10 
User avatar
Joined: 11 Jan 2009, 21:44
Posts: 244
Location: 'The Land of Angst' where XS belongs
Notes: บทนี้มีการอ้างอิงถึง Sleep deprivation (การอดนอน) ซึ่งถูกใช้เป็นวิธีการทรมานชนิดหนึ่งเพื่อสอบปากคำ (จริงๆแล้วจิตแพทย์สามารถนำSleep deprivationมาใช้เป็นวิธีรักษาโรคซึมเศร้าได้ด้วย แต่จะไม่มีการพาดพิงถึงเรื่องนั้นแต่อย่างใดในบทนี้) ขอให้เครดิตหนังเยอรมันเรื่อง The Lives of Others สำหรับความรู้ส่วนหนึ่งของการจับผิดคนโกหก/บริสุทธิ์โดยการใช้Sleep deprivationค่า

~

Chapter 1: Tumbledown Tiles (กระเบื้องอันพังทลาย)

เงามืดแห่งความกังวลสงสัยทาบลงในหัวใจของเจ้าชายเบลเฟกอลขณะยืนอยู่ตรงหน้าธรณีประตูห้องนอนของรองหัวหน้าหน่วยวาเรีย ขีดแสงสีขาวทอดลงบนเตียงจากซอกผ้าม่านหนาที่แง้มเพียงเล็กน้อย ถึงกระนั้นก็เพียงพอที่จะให้สายตามือสังหารมองเห็นได้ราง ๆ เด็กหนุ่มผมทองย่างกรายไปสู่เตียงใหญ่อย่างลังเลด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยความกริ่งเกรงว่าจะปลุกร่างบนเตียงให้ตื่นจากนิทรา เขาลืมหายใจตามสัญชาตญาณ และก้าวเข้าไปใกล้เพียงพอที่จะเลื่อนมือไปแตะโคมไฟหัวเตียง มือเล็กชะงักรีรอว่าจะกดปุ่มสวิตช์ดีหรือไม่ แต่แล้วก็ตัดสินใจกดน้ำหนักลงบนปุ่มเล็ก ๆ เรียกแสงไฟสีส้มอ่อนสาดส่องลงบนกายที่ขดอยู่บนผืนผ้าปูที่นอนสีขาว แสงสีอุ่นนั้นยิ่งขับให้รูปร่างอรชรแข็งชายิ่งขึ้นไปอีก จนผู้พบเห็นกลับนึกฉงนไม่ได้ว่าต่างจากซากศพแสนงดงามที่ตรงไหน หรือว่ามันคือรูปสลักอันสมบูรณ์แบบของน้ำแข็งกันหนอ

ยวงผมสีขาวเงินแผ่กระจายอยู่บนเตียง และปกคลุมผิวเนื้อเนียนส่วนหนึ่งราวหยาดน้ำไหลเป็นทาง แพขนตาที่ยาวแทบระโหนกแก้มนั้นไม่ขยับแม้เพียงนิดเดียว บ่งบอกว่าผู้หลับใหลจมลึกอยู่กับความเหนื่อยล้าจนยากจะเยียวยาในเวลาอันสั้น คิ้วโก่งคันศรประดับใบหน้าเรียวกอปรด้วยจมูกโด่งกับริมฝีปากบางช้ำทำให้บุรุษผู้นี้กำเอาความงามสง่าไร้ที่ติ ทว่ากลับมีมลทินอย่างไม่อาจมองข้าม ด้วยกลิ่นเลือดที่ยังคงคาวคลุ้งราวกับมันซึมเป็นส่วนหนึ่งของผิวทุกตารางนิ้วและเส้นผมทุกเส้น ผิวสีน้ำนมมีคราบราคะตัณหาเกาะอยู่บวกกับร่องรอยถูกดูดเม้มทิ้งไว้เสียทั่ว ที่มุมปากมีเลือดที่เริ่มแห้งกรัง บริเวณข้อมือและลำคอมีรอยปื้นสีฝาดที่คงเปลี่ยนเป็นเขียวหรือม่วงช้ำในภายหลังอย่างไม่ต้องสงสัย ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากรูปปั้นชิ้นงามอันแปดเปื้อน และนั่น—บนเสี้ยวหน้าซีดเซียว—คราบน้ำตา

คิ้วเบื้องหลังแพรผมสีเหลืองอ่อนขยับเข้าหากัน เจ้าชายไม่เข้าใจว่าสควอโล่ปล่อยให้ตัวเองไปไกลถึงขนาดนี้ได้ยังไง

ในตอนแรกเบลเฟกอลแค่มีประสงค์จะมากลั่นแกล้งธรรมดาเท่านั้น เนื่องจากฉลามนักฆ่าก็เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บใหม่ ๆ และในวันนี้ทั้งเขาและสควอโล่ก็ไม่มีงานเข้าพร้อมกัน ซึ่งหาโอกาสเช่นนี้ได้ไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเด็กหนุ่มมาเห็นร่างผอมเพรียวที่หลับเป็นตายเช่นนี้ก็เกิดความลังเลและเกือบจะห่วงใยขึ้นในใจ แต่ความใจหายนั้นมีมากกว่า เจ้าชายนักฆ่าไม่เคยนึกมาก่อนว่าข้อมือสควอโล่จะเล็กถึงเพียงนี้ ลำคอจะบางถึงเพียงนี้ เป็นบุรุษในแบบที่ต่อให้แกว่งไกวดาบแค่ไหนก็ยังคงความแบบบางตามโครงสร้างธรรมชาติส่วนตัว หากมาคิดดูดี ๆ น้ำหนักที่เบากว่ามาตรฐานทั่วไปเล็กน้อยนั้นคงจะเป็นเครื่องช่วยในการเคลื่อนไหวอันว่องไวยามประดาบอีกด้วย

เด็กหนุ่มผมสีบลอนด์ทองรู้สึกพิศวงเมื่อมาเห็นคนที่เห็นว่าหยิ่งยโสในฝีมือเป็นที่หนึ่ง เป็นเพียง... เขาถอนหายใจเมื่อไม่อาจหาคำมาบรรยายที่เหมาะเหม็งได้ คนที่ทุ่มเทชีวิตให้ผู้อื่นจนปล่อยปละตัวเอง? คนที่พยายามหวังไขว่คว้าความรักอย่างสิ้นหวังเพียงเพื่อจะทำให้ความสัมพันธ์ประสบผลขึ้นมา?

คนที่รักชายคนหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบเป็นที่สุด เพราะคงไม่อาจมีใครทนรักบุตรบุญธรรมแห่งรุ่นที่เก้าได้ถึงเพียงนี้หรอก

เบลเฟกอลไม่เข้าใจความรู้สึกที่ว่าในทุก ๆ ด้าน

ทั้งปราสาทวาเรียมีเพียงผู้เดียวที่คิดหาญกล้าแอบงัดประตูห้องเจ้าของฉายาฉลามคลั่ง ซึ่งคนผู้นั้นไม่พ้นเจ้าชายไร้วงศ์วานผู้นี้ เขาพอจะดูออกอยู่หรอกว่าบอสแห่งวาเรียกับสควอโล่มีความรู้สึกบางอย่างให้กัน ถึงอย่างนั้นก็เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสเข้ามาเห็นสภาพนักดาบที่เพิ่งถูกย่ำยีก็ครั้งนี้เอง แม้ชายผมเงินจะไม่ออกจากห้องตัวเองตั้งแต่เช้าจนล่วงมาถึงกลางวันก็ตาม เขาก็ไม่นึกว่าสภาพของเจ้าของห้องจะถูกทอดทิ้งไว้เช่นนี้ที ไม่มีแม้กระทั่งผ้าห่มปกปิดให้คลายหนาว

หลับสนิทเช่นนี้แค่เอามีดเสือกที่คอเพียงครั้งเดียวก็คงพรากลมหายใจไปได้อย่างง่ายดาย

เบลเฟกอลไม่ใคร่เข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างแซนซัสกับสควอโล่ เขาไม่เคยจับความปะติดปะต่ออะไรได้เลย อะไรสักอย่างในบรรยากาศที่แทรกระหว่างทั้งคู่มักจะคลุมเครือและไม่สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา ดั่งคนพูดแบบไม่มีเสียงหรือคนจับต้องแบบไม่มีมือ เด็กหนุ่มลอบถอนหายใจ นี่พวกเขาถูกปล่อยให้มีชีวิตอย่างปกติสุขนับแต่จบศึกชิงแหวนไปได้ไม่ถึงสองเดือน บอสหน้าบากกับนักดาบผมยาวเริ่มวิวาทกันทันทีที่แผลจางหาย

อย่างไรก็ตาม เจ้าชายหนุ่มสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไปแล้ว เขายืนชั่งใจอยู่เช่นนั้นหลายนาที ก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมกายโปร่งอย่างลวก ๆ ปิดไฟและหันกลับไปทางที่ตนเข้ามา พลางนึกสงสัยว่ากำแพงกระเบื้องที่ตั้งตระหง่านด้วยความทระนงจะไม่ป่นสลายเข้าสักวันได้อย่างไร ในเมื้อสุดท้ายกำแพงนั้นก็ถูกสร้างมาจากกระเบื้องแสนเปราะบาง

~

เมรัยสีเหลืองอมน้ำตาลทองใสถูกเทลงปะทะกับก้อนน้ำแข็ง เสียงกรุ๊งกริ๊งเมื่อของเหลวกระทบน้ำแข็งทำลายความเงียบงันในห้องทำงานกว้างปราศจากความสดใส มือหยาบสีน้ำผึ้งยกแก้วกระดกขึ้นดื่มอึกเดียวรวด ก่อนจะรินให้ตัวเองอีกแก้วครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำแข็งไหลลาดลงมาส่งทอดความเย็นเยียบให้ทุกครั้งที่กระดกแก้วเหล้าเข้าปาก กระนั้นฤทธิ์แอลกอฮอล์กลับเผาผลาญหลอดคอและกระเพาะจนรู้สึกคล้ายจะมอดไหม้ ทุกอย่างที่นัยน์ตาสีชาดพาลไปสบล้วนดูขวางหูขวางตาเหลือจะทน มือหนาคว้าเข้าที่แก้วตรงหน้าหมายจะเขวี้ยงให้สุดกำลัง แต่ลำพังแค่แรงกำก็ทำให้แก้วใสแหลกแตกกระจาย

“บัดซบเอ๊ย!” เสียงต่ำตวาดกร้าว พลางสะบัดมือแรงพอให้เศษแก้วที่ปักฝ่ามืออยู่หลุดกระเด็นไป เศษแก้วกับน้ำแข้งที่กระจัดกระจายบนโต๊ะดูกลมกลืนกันจนยากจะแยกออก แซนซัสเปลี่ยนเป็นกระดกทั้งขวดขึ้นดื่ม ไม่บ่อยนักที่เขาจะเริ่มทำตัวไร้รสนิยมถึงเพียงนี้ หยาดแอลกอฮอล์ไหลเลอะรอยแผลบนฝ่ามือทำให้เจ็บแปลบ ๆ แต่ไม่เพียงพอที่จะเรียกความสนใจของบุรุษผมดำยุ่งเหยิง

ไอ้ฉลามสวะนั่น!!


เลือดพลุ่งพล่านที่ขมับจนเต้นตุบ ๆ เป็นผลจากฤทธิ์เหล้าที่ไหลเวียนในกระแสโลหิตบวกกับความโกรธที่แล่นริ้วไปทั่วทุกอณู ตลอดมาทุกครั้งที่แซนซัสพูดโต้เป็นเชิงท้าให้สควอโล่เถียงต่อ ชายหนุ่มผมเงินจะเงียบเสียงไปทุกครั้ง และทุกครั้งที่เขาทำทีเมินเฉย ฉลามคลั่งก็จะเลิกโวยวายไปเอง ทว่าในคราวนี้สควอโล่หาญกล้ามาตะคอกเขาหลังจากไม่คิดจะออกปากเถียงเป็นจริงเป็นจังมานานมาก นานเกินกว่าเขาจะเก็บมาจำให้รกสมอง หรือบางทีอาจไม่เคยเลยที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ทั้งที่ร่างบางฟื้นตัวจากครั้งศึกชิงแหวนจนสามารถเดินเหินได้บ้างแล้วมันกลับกล้าปฏิเสธเขา ฉลามร้ายกลับเห็นว่าการฝึกดาบสำคัญกว่า โดยอ้างหน้าด้าน ๆ ให้เขาคนนี้ต้องพักผ่อนตัวเองมากกว่านี้ ซึ่งเขาถือว่ามันเป็นการสบประมาทเหลือจะกล่าว

ภายในเวลาแค่สิบ—ไม่—แค่ห้านาที บอสแห่งวาเรียก็เปิดขวดเหล้าขวดที่สองเรียบร้อยแล้ว ตามมาด้วยขวดที่สาม สี่และห้าในเวลาอันสั้น เขาไม่ใส่ใจจะดื่มด่ำให้สมกับราคาแพงลิบลิ่วของเหล้าที่ซื้อมา เขาไม่แม้แต่จะแลดูยี่ห้อของขวดแก้วในมือเสียด้วยซ้ำไป ความเกรี้ยวกราดแสบพล่านอยู่ในอกเสียจนรู้สึก... เจ็บ แน่นอนว่าเขาไม่ผิดหากความโกรธของเขาจะจบลงที่ความเจ็บปวดของคนรัก ในเมื่อเขามีสิทธิ์ที่จะทำเรื่องดังกล่าวทุกประการ

คู่รัก นั่นคือฐานะที่ตกลงปลงใจกันโดยไม่มีวาจาอนุมัติ แต่พวกเขาต่างก็รู้กันดี เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเขาเป็นไปเอง แล้วก็เป็นสิ่งที่สควอโล่คิดจะให้มันจบสิ้นไปเองเสียดื้อ ๆ

ยากจะปฏิเสธว่าพวกเขาตัดขาดจากกันไม่ได้ ในสถานะของนภารัตติกาลผู้ต้องการครอบครองและควบคุมทุกสรรพสิ่ง กับเพชฌฆาตแห่งห้วงสมุทรแสนอิสระที่ปรารถนาจะถูกควบคุมและครอบครองเป็นจุดยืน ผิดกันก็ตรงที่ว่าแซนซัสคือฟากฟ้าที่อยู่สูงเกินไป ฉลามเพียงแต่ต้องเวียนว่ายภายใต้เขาเท่านั้น โดยมีน้ำหนักถ่วงของน้ำทะเลบวกกับชั้นบรรยากาศแยกพวกเขาเอาไว้อีกที เป็นชั้นซ้อนทับอีกชั้นหนึ่งเกินกว่าจะเอื้อมถึง แล้วสิ่งที่จะทำให้บอสแห่งวาเรียกริ้วโกรธจนยากจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหาใช่เพราะสควอโล่พ่ายแพ้ต่อนักดาบญี่ปุ่นมือใหม่ หรือเพราะโอ้อวดตนทั้งที่แสวงหาฮาล์ฟวองโกเล่ริงมาให้โดยไม่รู้ แต่เป็นเพราะสควอโล่ต่อต้านเขา

แกไม่รู้รึไงว่าฉันอนุญาตให้แกติดตามฉันมาขนาดนี้แล้ว แซนซัสกัดฟันกรอดจนกรามเกร็งขมึง หรี่ตาสีแดงฉานอย่างเคียดแค้น บรรยากาศรอบกายหนักอึ้งเสียจนไม่มีใครเสี่ยงเข้ามาคุยเมื่อพบเห็นเป็นแน่ ร่างฉกรรจ์ลุกพรวดออกจากห้องหมายจะไปทำงานให้หัวสงบลง ทิ้งแก้วและขวดเหล้าเกลื่อนโต๊ะและพื้นกระเบื้องสีสวยไว้เช่นนั้น เขาไม่เคยคิดจะทำความสะอาดสิ่งที่เขาย่ำยีให้พินาศ

เพราะว่าเขาเห็นแก่ตัวอย่างที่ใคร ๆ ต่างโจษขาน

~

กลุ่มวาเรียคือกลุ่มมือสังหาร ครั้นเมื่อได้รับมอบหมายงานที่ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อสืบสาวไปสู่เหยื่อตัวเบ้งแล้วล่ะก็ ลุสซูเรียจะรับงานจับเป็น มาม่อนกับเลวี่รับงานทรมานเหยื่อ เพียงแต่มาม่อนจะเน้นสอบปากคำขณะที่เลวี่ช่วยดูแลกักกันผู้ถูกจับกุม สควอโล่กับเบลเฟกอลถูกมอบหมายงานสังหารและบุกโจมตีเป็นส่วนมาก ทางด้านแซนซัส นายเหนือแห่งวาเรียมีสิทธิ์ที่จะทำและตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ตราบใดที่รุ่นที่เก้ารับรู้จุดประสงค์ของงาน

“ชื่อของคนที่ให้จ้างให้แกเป็นสายสืบคือใคร” เสียงหวานเล็กของเด็กทารกเอ่ยวาจาไม่สมลักษณะภายนอก ถึงอย่างนั้นร่างเด็กน้อยก็ยังยืนอยู่บนโต๊ะในตำแหน่งที่เหนือกว่าชายวัยกลางคนผู้ถูกจับกุมให้นั่งอยู่กับพื้น ข้อมือทั้งสองถูกล็อกเอาไว้เหนือศีรษะ ร่างและใบหน้าเหนื่อยล้าเอนมาข้างหน้าตามน้ำหนักกาย ด้วยความที่ไร้เรี่ยวแรงจะทำสิ่งใดอื่น ถึงอย่างนั้นทั้งเสื้อผ้าก็ยังอยู่ครบ นอกจากรอยฟกช้ำที่ลุสซูเรียได้ฝากไว้ให้ก่อนหน้าไม่มีรอยแผลอื่นใดอีก มีเพียงเลวี่ที่ใช้ร่มเชยคางบุรุษผู้โชคร้ายทุกครั้งที่หนังตาทำท่าจะปิดลง

“ขอ... ขอนอนทีเถอะ” ดวงตาลึกโหลฉายแววเว้าวอนเหลือบขึ้นมองทารกเบื้องหน้า ก่อนจะหลุบตาลงต่ำอีกครั้งอย่างหมดอาลัยตายอยาก

“งั้นก็บอกฉันมาว่าเอกสารข้อมูลผู้บริหารวาเรียส่วนหนึ่งไปอยู่ในกระเป๋าแกได้ยังไง” มาม่อนเปลี่ยนคำถาม “ยามรักษาการดูแลกุญแจห้องต่าง ๆ ในคฤหาสน์วองโกเล่อย่างแกนี่ไม่น่าลดตัวลงไปเป็นสปายงัดแงะข้อมูลเลยนะ”

“ท่านปล่อยผมไปเถอะ ผมไม่... ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น... จริง ๆ ครับ” ศีรษะงุบลงตามประสาคนเผลอสัปหงก ก้านร่มของเลวี่ช้อนที่ใต้คางรบกวนให้คนถูกสอบสวนต้องลืมตาขึ้นอีก ในที่สุดหยาดน้ำตาก็เริ่มไหลอาบแก้มผสมเข้ากับเหงื่อ ตามมาด้วยเสียงสะอื้นเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ กระชั้นขึ้น “ขอนอนแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น ผม...ผมไม่รู้อะไรทั้งสิ้นครับท่าน”

“แต่วันที่สิบสองของเดือนนี้แกลางานออกไปซื้อของข้างนอก แกมีจุดประสงค์จะไปเจอใคร”

“ขอนอน... แค่สิบห้านาที แค่สิบนาทีก็—”

“งั้นบอกฉันมาอีกทีว่าแกทำอะไรในคืนวันที่สิบเอ็ด และกระเป๋าของแกอยู่ที่ไหนบ้าง ริค คิงสตัน”

“ผม... เดินไปล็อกกุญแจต่างห้องต่าง ๆ ตามปกติ รวมถึงห้องแฟ้มข้อมูลไม่มีขาดตกบกพร่องใด ๆ...” คำว่าความรินไหลออกมาจากริมฝีปากแห้งผาก ดวงตาหรี่ปรืออย่างล่องลอย “พอถึงเวลาเปลี่ยนกะผมกลับเข้าห้องตัวเองในเวลาตีสาม ทิ้งกระเป๋าของตัวเองไว้บนโต๊ะทำงานระหว่างเข้าไปอาบน้ำ... โดยลืมล็อกห้องของตัวเองเอาไว้เพราะเหนื่อยมาก พออาบเสร็จผมก็เข้านอนทันทีโดยไม่ได้เช็คกระเป๋าอีก... วันต่อมาผมก็ถูกจับได้ว่ามีเอกสารอยู่ในกระเป๋าโดย... ไม่รู้เรื่องอะไรเลยครับ”

มาม่อนจดคำพูดนั้นลงบนกระดาษคำต่อคำอย่างรวดเร็ว มีเพียงเสียงขูดขีดของปากกาและเสียงสะอื้นของชายผู้อดนอนมาเกือบสามวันแล้วเท่านั้น ดวงตาภายใต้เงาของหมวกรูปกบกวาดไปอ่านแผ่นกระดาษคำตอบวันแรกของการสอบสวน: ‘ผมเดินไปล็อกกุญแจต่างห้องต่าง ๆ ตามปกติ รวมถึงห้องแฟ้มข้อมูลไม่มีขาดตกบกพร่องใด ๆ พอถึงเวลาเปลี่ยนกะผมกลับเข้าห้องตัวเองในเวลาตีสาม ทิ้งกระเป๋าของตัวเองไว้บนโต๊ะทำงานระหว่างเข้าไปอาบน้ำโดยลืมล็อกห้องของตัวเองเอาไว้เพราะเหนื่อยมาก เมื่ออาบเสร็จผมเข้านอนทันทีโดยไม่ได้เช็คกระเป๋าอีก วันต่อมาผมก็ถูกจับได้ว่ามีเอกสารอยู่ในกระเป๋าโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยครับ’

ดวงหน้าเล็กกระจิดริดพยักเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ “ดี ทีนี้บอกชื่อของคนที่ให้จ้างให้แกเป็นสายสืบมาซิ”

“ผมไม่—”

“เบล!!” ผู้บริหารหมอกแห่งวาเรียเอ่ยเรียกอย่างหมดความอดทน “ไหน ๆ ก็เห็นยืนสนอกสนใจมานาน มีงานให้แกหายว่างแล้ว”

“ชิชิชิ จะให้เจ้าชายช่วยทรมานแล้วเหรอ เจ้าชายอยากกรีดหน้าคน”

“อย่าเลยนะเบล!” มาม่อนว่าอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันไปหาริค คิงสตันผู้ถูกเลวี่ถองร่างด้วยเข่าให้แหกตาตื่นขึ้นอีกครั้ง ร่างเล็กจ้อยก้มลงไปเขียนรายชื่อลงในกระดาษ “โจแอนกับจอห์น คิงสตันภรรยาและลูกของแกตายแน่ ถ้าหากแกไม่ยอมบอกชื่อคนที่จ้างแกมา”

“ฮึก... นั่น—”

ปึง!!

ประตูบานหนาถูกเปิดผางออกปรากฏกายสูงใหญ่ของบุตรบุญธรรมแห่งวองโกเล่รุ่นที่เก้า “ไอ้สวะนั่นว่าอะไรมาบ้าง” เอ่ยถามเสียงกริ้วพร้อมกับสาวเท้าเข้ามา ดวงตาสีโลหิตข้นเป็นประกายวาวโรจน์ จิตไม่เป็นมิตรอันรุนแรงเรียกร่างผู้ถูกสอบสวนให้สั่นงันงก

“ตั้งแต่เมื่อวานก็พร่ำขออยากนอนตอนถูกกักตัวเอาไว้ พอพามาสอบสวนอีกรอบตอนนี้ก็เริ่มร้องไห้ สุดท้ายเมื่อกี้นี้พอถามว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนวันที่สิบเอ็ดก็ตอบเหมือนกับวันแรกที่ถูกสอบสวนเป๊ะ ๆ ชนิดคำต่อคำเลยบอส” มาม่อนรายงาน

“เห... หรือจะเป็นฝีมือคนอื่นขโมยกุญแจไปไขและงัดเอาเอกสารที่อยู่ในลิ้นชักออกมาระหว่างที่ไอ้งั่งนี่อาบน้ำกันล่ะ” ผู้สวมมงกุฏออกความเห็น “ถ้าหัวขโมยตัวจริงยัดเอาเอกสารในกระเป๋าแบบนี้แปลว่ามันอาจจะรู้ว่าริคเป็นคนไม่ค่อยเช็คกระเป๋า แล้วก็รู้ว่าริคจะออกไปข้างนอกวันต่อไปของหมอนี่ด้วยรึเปล่า แต่ถ้าเป็นงั้นแผนการก็ดูหลวมชะมัด เจ้านี่คงเป็นนกต่อซะล่ะมั้ง เจ้าชายว่ายังไงก็ต้องมีพวกมีฝีมือดีกว่านี้อยู่แน่ ๆ น้า ก็ระบบไฟคฤหาสน์วองโกเล่ถูกแทรกแซงจนมีปัญหาไม่กี่วันก่อนเกิดเรื่องซะจนกล้องวงจรปิดใช้ไม่ได้นี่นา”

แซนซัสไม่ตอบรับกับข้อสันนิฐานของเบลเฟกอล มือหนากระชากเอาเอกสารที่วางกองอยู่บนโต๊ะมาเปิดผ่าน ๆ แล้วจึงเปิดค้างหน้ากระดาษบันทึกข้อมูลส่วนหนึ่งที่สะดุดตาเขา “เฮ้ย ไอ้สวะ!!” เสียงทรงอำนาจแผดก้องไปทั่วห้อง แสงไฟที่สาดมาจากบานหน้าต่างด้านหลังยิ่งทอดเงามืดลงบนส่วนหนึ่งของหน้าคร้ามให้ดูขึงขังน่าเกรงขามยิ่งขึ้นไปอีก ดวงตาสีแดงสดทั้งไร้ความปรานีราวน้ำแข็ง แต่ก็เดือดดาลราวลาวาจนคนถูกตะคอกตัวสั่นเทิ้มเหงื่อไหลพรากปะปนกับน้ำตาอาบหน้า แต่สุรเสียงอันหนักหน่วงไม่ได้ผ่อนปรนความเหี้ยมโหดลงไปเลย “ฟรองซ์ เดอ เบซินเมียน้อยของแกจะถูกทรมานต่อหน้าแกที่นี่ถ้าแกยังไม่แหกปากบอกชื่อไอ้สวะที่ชักใยเบื้องหลังแก!!”

“ฟรองซ์...? ทะ-ทำไม—”

“วองโกเล่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคนที่ทำงานให้โว้ยไอ้สวะโง่! ข้อมูลพวกนี้มันถูกบันทึกไว้ตั้งแต่สองปีที่แล้วที่แกเริ่มคบกับนังนั่นอย่างลับ ๆ แล้ว” ใบหน้าคมสันตั้งตรง มีเพียงนัยน์ตาสีชาดฉานที่ทอดลงมองแสดงด้วยความทระนงในสถานะที่เหนือกว่า “เอาล่ะตอบฉันมาซะ ชื่อไอ้สวะนั่นคือใคร!!”

ชายวัยกลางคนได้เพียงสะอื้น

“มาม่อน แกไปบอกให้ลุสซูเรียจับเป็นนังสวะเดอ รัวเน่มาแล้วก็ฆ่าล้างโคตรครอบครัวนังนั่นซะ พอได้ตัวนังนั่นมาแล้วก็ให้เลวี่ใช้ไฟฟ้าช็อตตั้งแต่ขั้นต่ำถึงสูงจนกว่ามันจะยอมเปิดปาก เฆี่ยนตีมันไปด้วยแต่ระวังอย่าให้ช็อกตายไปซะก่อน! เบล แกไปจัดการครอบครัวคิงสตัน—”

“นอวิคอฟ ซายเซทว่า...” เสียงกระซิบแผ่วอย่างสิ้นหวังหนีรอดกลีบปากคนอดนอนมาในที่สุด ทำให้บอสกองมือสังหารตวัดสายตามามองทันที

“พูดดังขึ้นอีก สะกดชื่อนั้นมาด้วย” แซนซัสสั่งเสียงเฉียบขาด

“นอวิคอฟ ซายเซทว่า” ผู้ถูกถามตอบเสียงดังขึ้นอย่างกล้ำกลืนฝืนทน หยาดน้ำหยดลงมาจากปลายคางอย่างน่าสังเวช “อ... N-O-V-I-K-O-V ฮึก... Z-A-Y-T-S-E-V-A”

“มาเฟียรัสเซียเรอะ” มาม่อนพอจะเดาออกจากชื่อแปลกหูนั่น ในมือรีบจดชื่อลงอย่างรวดเร็ว “นึกออกแล้ว... ซายเซทว่ามันมีชื่อดังกระฉ่อนด้านชักใยเบื้องหลังมาเฟียแฟมิลี่ใหญ่ ๆ นี่บอส ถ้างั้นหมอนี่คงเป็นนกต่ออย่างที่เบลว่าจริงเพราะมันอาจมีสายสืบที่มีฝีมือกว่านี้อยู่แน่”

“เฮอะ ทีนี้ก็ให้มันนอนสักสามชั่วโมง แล้วค่อยปลุกให้มันคายออกมาซะว่ารู้อะไรเกี่ยวกับซายเซทว่าแฟมิลี่บ้าง เหมือนจะเคยได้ยินชื่อแว่ว ๆ อยู่เหมือนกันล่ะนะ” แซนซัสพูดเสียงหยาบกระด้างก่อนจะสะบัดกายเดินออกจากห้องทันที

เบลเฟกอลมองตามเสื้อนอกสีดำที่ปลิวสะบัดบนแผ่นหลังกว้างนั้น “โห... ทั้งที่หมอนี่ถูกจับมาโดยที่ไม่รู้ว่าผิดจริงรึเปล่าแท้ ๆ แต่บอสนี่กลับเซนส์ไวชะมัดเลยนะ ไปเหอะ มาม่อน! ไปกินข้าวกับเจ้าชาย ปล่อยให้เลวี่จัดการที่เหลือ” ว่าเสร็จก็อุ้มเอาร่างเล็กขึ้นมา

เมื่อพวกเขาพ้นประตูห้องสอบสวนมาแล้วมาม่อนจึงเอ่ยอธิบาย “ไม่รู้อะไรเอาซะเลยนะ ลางสังหรณ์ของบอสน่ะยอดเยี่ยมก็จริง แต่ในกรณีการให้ปากคำของเจ้าริค คิงสตันนั่นก็แสดงออกมาว่าโกหกอยู่ชัด ๆ เบลกับสควอโล่น่ะไม่สนใจจะศึกษาเรื่องการสอบถามเอาซะเลย ต่อให้มีลูกเล่นจะโต้ตอบทางยุทธศาสตร์มากแค่ไหนแต่พวกแกก็ชอบต่อสู้ซึ่ง ๆ หน้าแบบซื่อตรงเกินไป นิสัยไม่เหมาะกับงานบีบคั้นเหยื่อติดต่อกันเป็นเวลานาน ความอดทนก็น้อยมีหวังคนที่อุตส่าห์จับมาได้ก็เดี้ยงก่อนพอดี”

“ไอ้เปี๊ยกนี่! เจ้าชายว่าแค่กรีดหน้ามันทีละนิดน่าจะเห็นผลเร็วกว่าตั้งเยอะ” เจ้าชายหนุ่มฉีกยิ้มมุ่งร้าย

เด็กทารกได้แต่ถอนหายใจ “ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะหลักฐานว่าหมอนั่นผิดจริงรึเปล่ามันไม่แน่นอนน่ะสิ เสียเวลาค่อย ๆ ทรมานมันทีละนิดแถมต้องยื้อไว้ให้มีชีวิตอยู่อีกต่างหาก ดีไม่ดีเกิดทนไม่ไหวช็อกตายขึ้นมาเสียค่าจัดการศพอีก สำหรับวิธีการอดนอนน่ะเหยื่อที่บริสุทธิ์จริงจะโมโหและโวยวายหลังจากไม่ได้นอนเป็นเวลานานเพราะรู้ว่าตัวเองไม่ผิด แต่ถ้าเป็นคนที่ทำความผิดมาจริงจะเงียบกว่า ซึมกว่า หรือไม่ก็ร้องไห้อย่างที่เห็นนี่แหละ แล้วนอกจากนั้น คนโกหกจะแอบซ้อมท่องคำเท็จไว้ก่อนล่วงหน้า หลังจากเริ่มอดนอนมาก ๆ จะไม่ค่อยมีสติ จนเริ่มตอบคำถามออกมาเหมือนเดิมคำต่อคำไงล่ะ คนที่พูดความจริงเขาไม่เล่าเรื่องเหมือนเดิมเป๊ะ ๆ หรอก”

“ชิชิชิ รู้ดีจริงน้า~” เบลเฟกอลร้องเป็นเพลงระหว่างที่ก้าวไว ๆ ไปที่ห้องอาหาร “แต่เรื่องการสอบสวนน่ะสควอโล่เคยได้รับมอบหมายครั้งหนึ่งนะเจ้าชายจำได้ พอทำไปได้สามชั่วโมงก็มาบ่นประปอดกระแปดว่าน่าจะเชือดมันให้รู้แล้วรู้รอด บอสรำคาญจนเกือบเปลี่ยนงานให้คนอื่นแต่สควอโล่ยังดื้อบอกว่าทำต่อเองได้ ชิชิชิ ถึงงั้นก็ฝืนชัด ๆ เพราะการสอบปากคำยืดเยื้อไปตั้งอาทิตย์กว่า”

“คนอย่างสควอโล่เวลาได้รับมอบหมายงานจากบอสแล้วก็ดึงดันทำให้ถึงที่สุดแหละนะ ไม่งั้นเสียศักดิ์ศรีแย่” มาม่อนว่าเสียงเรียบ

“ชิชิชิ เจ้าชายเป็นเจ้าชายไม่นั่งฝืนทำเรื่องที่ไม่อยากหรอก” เด็กหนุ่มผมทองสว่างเงียบไปวูบหนึ่ง แต่แล้วก็พึมพำต่อ “สควอโล่เองจะฝืนเพื่อบอสไปเรื่อย ๆ แบบนี้มันจะดีรึเปล่าน้า”

~

‘วันแรก’ เป็นวันที่ผูกพ่วงกับการเริ่มต้นใหม่

รองหัวหน้าหน่วยวาเรียสวมชุดเครื่องแบบเรียบร้อยไม่มีการขาดตกบกพร่องเหมือนทุกครั้ง แม้จะอาบน้ำจนร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างแล้วแต่อาการปวดหนึบด้านล่างไม่ได้ดีขึ้นแม้เพียงนิดเดียว คิ้วเรียวขยับเข้าหากันเล็กน้อยอย่างขุ่นเคือง ถึงกระนั้นความขุ่นเคืองกลับถูกซ้อนทับด้วยความกังวล มือกลยกขึ้นกุมหน้าผากแล้วจึงเลื่อนลงมาปิดตา รู้สึกถึงเนื้อผ้าของถุงมือดำที่แนบกับเปลือกตา มือเทียมนี้เองที่ตวัดดาบ มือเทียมนี้เองที่มีกลิ่นเลือด มือเทียมนี้เองที่เขาทุ่มเทมากมายเพื่อให้ได้มันมา เพียงเพื่อจะมีประโยชน์มากขึ้นต่อแซนซัส

สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ของเทียม

นักดาบหนุ่มด่าทอต่อว่าตัวเองอย่างเงียบ ๆ นับแต่ปราชัยให้กับ'ไอ้หนูดาบญี่ปุ่นเพียงคนเดียว'

แล้วทำไมเขาถึงไม่ถูกฉลามขย้ำลงคอ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะไม่ต้องเหลือแม้ร่างที่แกเคยกอด เด็กหนุ่มญี่ปุ่นคนนั้นช่างไร้เมตตาที่ปล่อยให้เขามีลมหายใจต่อไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่หันมาหัวเราะเยาะเขาเรื่อยไป ทำให้ฉันต้องสู้หน้าแกหลังความพ่ายแพ้ ทำไมเขาต้องถูกลากกลับมารักษาตัวและสอบปากคำถึงแผนการของนายเหนือหัวตน แล้วก็กลายเป็นฉันเองที่ขอให้ดีโน่พาตัวไปดูการต่อสู้ของแก ทำไมเขาถึงต้องถูกแซนซัสท้าทายให้พูดความลับที่ตนตั้งมั่นไว้ว่าจะเก็บเอาลงหลุมกับตนต่อหน้าทุกคนด้วย แกจะไม่ปล่อยให้ฉันกำเอาอะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวแกที่คนอื่นไม่มีไม่ได้เลยงั้นสินะ และแซนซัสช่างไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่ามันรู้สึกอย่างไรหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เขาประสบผ่าน สวะมันหมายความว่ายังไงเพิ่งจะรู้เอาก็ตอนนี้เองว่ะ

อย่างแรกคือนักดาบหนุ่มรู้สึกไร้ค่า และความรู้สึกนี้เองเป็นดั่งอสรพิษแทรกอยู่ในเส้นเลือด มันฆ่าเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ปล่อยให้รู้ตัว นำเขาไปสู่การปฏิเสธตัวเอง เพราะความไร้ค่าหมายถึงความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล้มเหลวแม้แต่ความรักเพียงหนึ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยว

ในวันนี้ไม่มีตารางงานที่สควอโล่ต้องทำ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีเวลาเอ้อระเหย ดาบของเขาจะต้องหวนคืนมีชีวิตแห่งความเป็นเอกลักษณ์อันไร้เทียมทานอีกครั้งหนึ่ง ร่างโปร่งบางจึงเข้าไปจมปลักซ้อมดาบท่ามกลางแมกไม้หลังปราสาทวาเรีย เสียงใบมีดแหวกอากาศทำให้จิตใจของเขาสงบลง ฉลามขาวจึงบังคับให้ตัวเองตั้งวงดาบให้กว้างขึ้น เหวี่ยงหมุนคมดาบด้วยความเร็วสูงขึ้น

แม้นบุตรบุญธรรมแห่งวองโกเล่รุ่นที่เก้าจะพ่ายต่อซาวาดะ สึนะโยชิ สควอโล่กลับไม่รู้สึกอับอายเหมือนเมื่อครั้งที่เขาพ่ายแพ้ในศึกชิงแหวน เพราะหัวใจเขาไม่กังขาถึงความคู่ควรที่จะเป็นนายเหนือแห่งมวลมาเฟียของแซนซัสจึงไม่จำเป็นต้องละอาย คงเพียงได้แต่โทษโชคชะตาอันโหดร้ายของสายเลือดที่ขวางทางนภาราตรีกาลเอาไว้เท่านั้น ถึงอย่างไรชั่วชีวิตนี้เขาคงไม่อาจแปรพักตร์ต่อวาจาของนายเหนือหัวที่ถือเป็นประกาศิตได้ ในทางกลับกันหัวใจเขากังขากับทุกเงาแห่งความรู้สึกที่ผู้เป็นนายมีให้ เพราะไม่มีแม้เพียงครั้งเดียวที่ถ้อยคำรักจะถูกเอื้อยเอ่ยให้ได้ตรับฟัง

ความกังขาที่ว่าแสนฉ้อฉลจนนักดาบผู้ภักดีไม่อาจยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ได้ การยินยอมให้อยู่เคียงข้างและการร่วมรักที่แซนซัสมอบให้ไม่อาจ... ไม่อาจเติมเต็มช่องว่างในทรวงอกของเขาได้

วันที่หนึ่งนี่แล ที่เขาจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งเขาจะสามารถสู้เคียงข้างแซนซัสได้อีกครั้งโดยไม่รู้สึกคับข้องใจ บางทีนั้นอาจทำให้เขาก้าวไปอยู่ในดวงใจแห่งฟากฟ้าอันมืดทะมึนได้สักวัน แต่ไม่ใช่วันนี้

ไม่ใช่วันแรก

~

‘วันที่สอง’ เป็นมินิตหมายของการดำเนินการต่อ

อาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุด ฉะนั้นเขาจะกินให้เต็มที่ เมื่อมีสิ่งที่สำคัญที่สุดย่อมหมายถึงมีสิ่งที่ด้อยค่ากว่า วันนี้เขาจะซ้อมดาบโดยไม่สนใจอาหารสองมื้อที่เหลือ น้ำหนักที่ลดลงย่อมหมายถึงการเคลื่อนไหวที่ไวขึ้น พริ้วขึ้น และใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบมากขึ้น

มือเรียวคว้าอะไรมากมายเข้ามาในจานของตัวเอง ร้องตะโกนขอลุสซูเรียให้เอาอาหารเหลือเมื่อเย็นวานมาให้เขาโดยไว ระหว่างรอสควอโล่ง่วนอยู่กับการหยิบขนมปังเพิ่ม เปิดถ้วยโยเกิร์ตและรินนมใส่แก้ว ไม่แยแสแม้เจ้าชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามตนจะเงียบผิดปกติ หรือกระเทยร่างบึกบึนจะดูกระวนกระวายเพียงใด หรือแม้แต่มาม่อนที่ทำท่าเหมือนไม่รู้จะทำลายความเงียบอย่างไรดี ฉลามนักฆ่าเพียงแค่รู้ว่าพวกเขาสังเกตได้ถึงปริมาณอาหารเขาพยายามยัดเยียดกับตัวเองนั้นมีมากผิดปกติ และเขาก็รู้ดีเสียด้วยว่าทุกคนดูออกว่าเขามีเหตุเบาะแว้งกับบอสแห่งวาเรียมา เพราะ ‘เฮ้ยยย!! วันนี้บอสมีงานอะไรให้ทำบ้าง’ หาใช่คำถามแรกที่ออกจากปากเขาเมื่อก้าวมาในห้อง

ครั้นเมื่อเสียงฝีเท้าก้าวฉับไวอย่างแผ่วเบาเป็นจังหวะทรงอำนาจอันคุ้นเคยแว่วเข้ารูหู เรือนกายบางก็ลุกพรวดจากโต๊ะทันที มือคว้าเอาจานอาหารตนและชามที่ลุสซูเรียเพิ่งยกมาก่อนจะก้าวพรวดพราดไปถึงธรณีประตูเวลาเดียวกับที่ร่างสูงใหญ่ผมดำเปิดประตูเข้ามา พวกเขาทั้งสองต่างจงใจไม่หันหน้ามามองกัน แซนซัสไม่ทำอะไรอื่นนอกจากเหลียวมองเขาด้วยหางตาเพียงเสี้ยววินาที เสี้ยววินาทีที่สควอโล่แลเห็นได้จากปลายสายตาของตน

ทว่าก่อนประตูจะปิดลงหนุ่มผมเงินยาวก็นึกขึ้นได้ว่าเขาจำเป็นต้องรอให้อาหารย่อยอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงเสียก่อนจึงจะฝึกดาบได้ และด้วยความที่ไม่ต้องการจะสูญเปล่าแม้แต่นาทีเดียว จึงใช้ปลายเท้ายันประตูให้เปิดออกอีกครั้ง มือทั้งสองที่ถือจานและชามข้าวเช้าสั่นระริกวูบหนึ่งเมื่อรู้สึกได้ถึงนัยน์ตาสีชาดที่หันมาจ้องราวกับรอดูว่าเขาจะพูดอะไร ถึงอย่างนั้นดวงตาสีน้ำแข็งกลับเพิกเฉยและมองข้ามไหล่กว้างไป

“เฮ้ย!! เบล แกเคยแอบอัดวีดีโอตอนฉันถูกท้าสู้มาก่อนนี่หว่า ขอเอามาดูหน่อยสิ”

~

‘วันที่สาม’ บ่งบอกถึงความตั้งใจที่ยังไม่ถูกล้มเลิก

สควอโล่กรอเทปกลับไปอีกครั้งหนึ่งโดยมีเด็กหนุ่มนั่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ ชายหนุ่มหันมาตวาดอย่างขัดใจ “มีแค่นี้เหรอวะเบล!”

“ชิชิชิ ทีเมื่อก่อนล่ะบอกเจ้าชายว่าถ่ายเอาไว้เสียเวลาจะตาย แถมอวดอีกว่าสควอโล่สู้เองต้องจำท่าของศัตรูได้ทุกท่าอยู่แล้ว ชิชิชิ” เบลเฟกอลหัวเราะเสียงแปลกต่อไป แสดงความร่าเริงออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“ฉันขอนี่มาดูไม่ได้จะดูคู่ต่อสู้โว้ย! ฉันกำลังดูตัวเองต่างหากล่ะ” หนุ่มผมเงินยาวตอกกลับอย่างมั่นใจ กดนิ้วโป้งลงบนปุ่มเพลย์อีกครั้ง เพียงเพื่อจะฟังตัวเองร้องตะโกนท้าทายผู้ท้าประลองเป็นครั้งที่สิบกว่าได้ “จริง ๆ แล้วก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวว่ะ เอางี้... ต่อแต่นี้ไปแกต้องช่วยอัดการประลองของฉันให้ครบร้อยครั้ง!” ว่าพลางฉีกยิ้มพร้อมกับดวงตาเป็นประกายอย่างตื่นเต้น

“เอางั้นก็ได้ เจ้าชายชอบเอากล้องมาเล่น ชิชิชิ น่าสนุกดี” หนุ่มผู้มีมงกุฎประดับศีรษะตอบตกลง ก่อนที่ดวงตาหลุกหลิกเบื้องหลังผมม้าจะเริ่มสังเกตการณ์เรียวหน้าคมงามอีกครั้งหนึ่ง สควอโล่ไม่ตอบ และกรอเทปกลับไปตรงฉากก่อนที่ตัวเองจะเข้าจู่โจมศัตรูอย่างห้าวหาญอีกครั้ง ดูไปได้สองนาทีก็ต้องหวนกลับไปดูอีกครั้งหนึ่ง เงาหม่นมัวปรากฏให้เห็นในดวงตาสีวารี ในหัวของผู้โค่นเทพกระบี่คนก่อนกำลังคิดย้ำไปย้ำมาว่ามีอะไรสักอย่างผิดพลาด เพียงแต่เขาไม่อาจชี้แจงมันได้ หากดูจากภาพสัประยุทธ์ที่ถูกบันทึกไว้ดาบของเขาขาดแคลนความหนาแน่น อย่างไรก็ดี ในตอนนั้นเขาฟาดฟันได้อย่างมีชีวิตชีวาเหลือเกิน

ชีวิตในส่วนนั้นขาดหายไปไหนแล้วหรือตั้งแต่สองวันมานี่ หรือว่ามันถูกปลิดปลงไปนับแต่กระบวนท่าที่เก้าของเพลงดาบชิงุเระโซเอ็นปะทะเข้าถึงตัว

ไม่ใช่... นั่นเป็นเพียงการปลุกความไร้ค่าที่ฝังอยู่ในขั้วกระดูกให้ตื่นขึ้นมาบ่อนทำลายเขาเท่านั้น

ความมั่นใจและความพริ้วไหวที่ดาบของเขากลั่นกรองออกมาคือสิ่งที่เขาขาดไปเพลานี้ ยามนี้เขามีเพียงการพล่ามโอ้อวดแต่กลับแฝงความกดดันที่มีต่อตัวเองเท่านั้น ทุกการเคลื่อนไหวจึงหนักอึ้งจนยากจะเยียวยา ถึงอย่างนั้นเขาก็เชื่อว่าตัวเองมีความมุ่งมั่นมากกว่าแต่ก่อนมิใช่หรือ วินาทีนั้นเขาอดไม่ได้ที่จะภาวนาให้วันที่สี่ ที่ห้า และที่หกมาถึงโดยไว เขาจะได้เก่งขึ้นเสียที ก่อนหลับตานอนยามกลางคืนเขาจะคาดหวังให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดีขึ้น

“วันก่อนเจ้าชายได้ไปดูมาม่อนสอบปากคำพร้อมกับทรมานไอ้พวกกระจอกที่จ้องจะเล่นงานวาเรียด้วยล่ะ” เบลเฟกอลเอ่ยขึ้นพลางใช้มือท้าวคาง สควอโล่ขยับศีรษะเล็กน้อยเมื่อถูกปลุกจากภวังค์ แต่ดวงตาคู่รีคมยังคงจดจ้องอยู่บนจอทีวีไม่ลดละ เด็กหนุ่มว่าต่อไป “มาม่อนพูดว่าเจ้าชายกับสควอโล่น่ะไม่เหมาะกับงานแบบนั้น ไม่บ่อยแฮะที่เจ้าชายถูกเอามาเทียบกับสควอโล่ นอกจากเรื่องที่ฝีมือระดับต้น ๆ เหมือนกันน่ะนะ ชิชิชิ”

คู่สนทนาหันมาเลิกคิ้วมอง พลางว่าอย่างไม่ใส่ใจนัก “แล้วมันทำไม อยากรู้นะว่าแกอยากกรีดเนื้อคนเล่น แต่ไอ้แบบนั้นแกก็ทำได้แค่ตอนต้องออกปากขู่ศัตรูตาต่อตาชั่วคราวเท่านั้นแหละ ให้ไปมีความอดทนนั่งเฝ้าอย่างเลวี่หรือพูดจาต่อรองน่ารำคาญแบบมาม่อนมันก็ไม่ไหวอยู่แล้วล่ะโว้ย ให้ฉันสับพวกเศษขยะเป็นชิ้น ๆ น่ะหมูกว่างานเค้นคอล้วงข้อมูลเป็นไหน ๆ! แกเองก็เคยโดนวานให้ไปช่วยงานนั่นไม่ใช่เรอะ สอง-สามชั่วโมงผ่านไปแกก็ว่ามันน่าเบื่อแล้วนี่นา”

“ชิชิชิ เจ้าชายไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นสักหน่อย ที่อยากจะบอกก็คือมาม่อนใช้คำว่าซื่อตรงเกินไปกับความอดทนน้อยแหละ” เบลเฟกอลนิ่งไปเล็กน้อย “สควอโล่ออกจะดูง่ายก็จริงล่ะนะ แต่เจ้าชายแค่สงสัยว่า... สควอโล่อดทนคบกับบอสได้ยังไงก็เท่านั้น”

ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง หัวใจเต้นรัวแรงเสียจนเขานึกว่าซี่โครงอาจระเบิดออกมาได้ ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ ในที่สุดฉลามร้ายก็ตอกกลับเสียงดังรัวเร็ว ด้วยความพยายามไม่ให้เสียงสั่นอันไม่เป็นผล “พูดบ้าอะไรของแกวะไอ้เด็กเวร!!”

“ชู่ว เจ้าชายเป็นเจ้าชาย ก็ต้องรู้สิ” เด็กผมทองว่าด้วยน้ำเสียงกวนส้นเท้า เขาคิดว่าสควอโล่อาจไม่สังเกตว่าเขาเลือกใช้คำว่า ‘คบกับบอส’ มากกว่า ‘รักกับบอส’ หรือ ‘นอนกับบอส’

เสียงหัวใจกังวานก้องอยู่ในหัวสควอโล่ด้วยความรู้สึกราวกับถูกกล่าวหาโทษร้ายแรง ขณะที่มือกำแน่นเสียจนกล้ามเนื้อแขนสั่นเกร็งและรีโมทที่ถืออยู่แทบแหลก ถ้าหากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้บริหารวาเรียคงไม่พ้นถูกบั่นคอไปเรียบร้อย ทว่าการร้อนตัวก็เท่ากับเป็นหลักฐานแสดงถึงความจริงในคำพูดพล่อย ๆ มากขึ้นเท่านั้น แต่ก็คงสายเกินไปที่จะปกปิดให้มิด เพราะความเงียบมักแปลว่าเขาโต้เถียงไม่ได้ ทุกคนต่างรู้ดีว่าฉลามร้ายมีความสามารถในการโกหกน้อยเพียงใด

รูปกายงามสง่าลุกพรวดขึ้นหมายจะหนีไปซ้อมดาบหลังจากตัดสินใจได้ว่าจะไม่ร่วมการสนทนามากไปกว่านี้ แต่ไม่ทันจะก้าวไปไหนได้ไกลกว่านั้นเรียวนิ้วของคนอายุน้อยกว่าก็ยื้อชายเสื้อเครื่องแบบสีดำเอาไว้ได้ทัน ฉลามที่ถูกรั้งจึงหันหน้ามากระแทกเสียงใส่ “อะไรอีกล่ะวะ!”

“เจ้าชายสงสัยว่าเวลาจูบคนอื่นมันรู้สึกยังไง”

ถ้อยวาจาที่ละลาบละล้วงเกินขอบเขตทำให้ร่างโปร่งบางฟาดแขนเด็กหนุ่มและตวัดกายออกห่าง พร้อมกับจ้องตาที่ถูกซ่อนไว้เบื้องหลังเกศาทองอย่างเดือดดาล “เฮ้ย!! จู่ ๆ คิดบ้าอะไรอย่างงั้นวะ!”

“เจ้าชายขอเป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้า วันเกิดของเชื้อพระวงศ์เจ้าชายจะเอาอะไรก็ได้” เบลเฟกอลตอบพลางยืนขึ้นเผชิญหน้ากับฉลามคลั่ง พลันริมฝีปากก็แย้มออกจนเห็นฟันเรียงขาว “ชิชิชิ จริง ๆ แล้วเมื่อก่อนเจ้าชายก็ไม่ชอบฉลองวันเกิดเท่าไรหรอก เสด็จพ่อเสด็จแม่ชอบให้อะไรเหมือนกับที่พี่ชายฝาแฝดอยู่เรื่อยเลย แต่หลังจากที่เจ้าชายได้ชัยชนะตลอดกาลมาแล้วก็เจ้าชายว่าวันเกิดน่ะสำคัญมาก ชิชิชิ เพราะงั้นสควอโล่ต้องให้ของที่เจ้าชายอยากได้”

นัยน์ตาสีลำน้ำที่เดือดปุด ๆ แปรเปลี่ยนเป็นจ้องอย่างตำหนิแทน อันเนื่องมาจากสัมผัสได้ถึงพื้นหลังที่สอดแทรกมาในการเล่าเรื่องราวอย่างสบายอารมณ์นั้น หากจะไตร่ตรองดูแล้วสควอโล่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะนึกวาดภาพชีวิตของเจ้าชายที่เกิดหลังมกุฎราชกุมารผู้เป็นแฝดเพียงไม่กี่วินาที ชายหนุ่มผมเงินเพียงแค่รู้มาโดยตลอดว่าเด็กนี่เกิดมาด้วยสัญชาตญาณมือสังหาร

หากมีมนุษย์คนใดเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ที่จะปลิดชีวิตผู้อื่นแล้วล่ะก็ ย่อมหมายถึงเงาสะท้อนปมด้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าวาเรียมีเหมือนกันถึงจะไม่มีใครตั้งประเด็นนี้ขึ้นมาเลย สำหรับพวกเขาการพรากวิญญาณออกจากเนื้อหนังมรรตัยชนเป็นเสมือนการชำระล้าง การพิสูจน์การธำรงอยู่ การประเมินค่าตน การควบคุมในตัวเอง และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการเติมเต็มส่วนที่ขาดแคลน

อย่างไรก็ตามศักดิ์ศรีก็มีแขนขาของมันเอง สควอโล่จึงได้แต่ตอบเพียงว่า “ฉันไม่จำเป็นต้องทำตามคำเรียกร้องของใครนี่หว่า”

“นอกจากบอส?”

วงหน้าคมสวยตึงขมึงขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อการพาดพิงนั้นเหมือนจงใจจี้ให้เขาบอกความรู้สึกอันแท้จริงที่มีอยู่ในใจตลอดมานานนับปี กระนั้นดวงตาสีอ่อนจางก็ไม่หลีกหนี กลับจ้องกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้านและตอบยืนยัน “นอกจากบอส”

วินาทีที่ถ้อยคำหลุดจากลิ้น สายฝนที่ชะเลือดจึงตระหนักความจริงอันน่าเศร้าว่าตัวเองกำลังนิ่งแข็งหยุดอยู่ที่จุด ๆ เดิม เพราะชีวิตของเขามีเพียงจุด ๆ เดียวให้ยืนหยัด

ถึงตอนนี้รอยยิ้มบนใบหน้าใสได้เลือนหายไปนานแล้ว แต่ดูจากความนิ่งแล้วต่างเป็นที่รู้กันว่าเบลเฟกอลกำลังครุ่นคิด ไม่ใช่ขัดใจ “เห็นสควอโล่กับบอสแทบไม่มองหน้ากันมาสามวันแล้วนะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่เหรอ”

นัยน์ตาสีอ่อนวูบไหวเพียงเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นด้านชา ใบหน้างามมีเงาหมองขึ้นมาดังคนที่ตกอยู่ในห้วงคำนึง แต่แล้วสควอโล่ก็ผ่อนลมหายใจ พลางตอบอย่างยากลำบาก “ก็แค่ทะเลาะกันจนฉัน... บอกไอ้คุณบอสไปว่า... จะจบกันก็ได้ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

เจ้าชายนักฆ่าไหวตัวเพียงนิดเดียว แสดงสัญญาณของความประหวั่นผวาเมื่อพอจะนึกภาพออกว่าเหตุการณ์ใดแหวกว่ายอยู่เบื้องใต้คำบอกเล่าที่ตนได้ยิน หลังจากกล่าวเสร็จสิ้นร่างเพรียวโปร่งก็หันหลังเดินออกไปจากห้องโดยไม่ขยายความอะไรเพิ่มอีก สควอโล่เม้มกลีบปากเข้าหากันแน่นจนสีเลือดเหือดหาย ดวงตาคมรีบีบปิดลงเพราะความปวดร้าวที่แล่นวาบเข้ามาเมื่อหวนนึกถึงการร่วมรักอันไร้ปรานีของผู้เป็นนายหลังเขาตะคอกขอจบความสัมพันธ์ไปตามอารมณ์

แล้วพอลืมตาตื่นขึ้นหลังเที่ยงวันต่อมามันก็จบลงตามนั้น หรืออย่างน้อย ๆ เขาก็คิดเช่นนั้น

TBC.

ลังเลที่จะเอาเรื่องนี้มาโพสนิดหน่อย(อิไดองมองอะไรที่ตัวเองเขียนในแง่ลบง่าย) ก็เลยแอบเขียนเป็นการส่วนตัวมาได้พักหนึ่งแล้ว พยายามที่จะไม่บรรยายออกทะเล แต่บทแรกก็ออกมายาวกว่าที่คิดเอาไว้พอสมควรอยู่ดี 55+

ฟิกเรื่องนี้เริ่มจากข้าน้อยอยากเขียนoneshot XSจบครึ่งๆกลางๆติดtragedy แต่ดันเกิดคิดพล็อตนู่นนี่จนได้เรื่อง -"- กลายเป็นฟิกยาวไปแทน (หาเรื่องให้ฟิกล้นมือ - -" ) ขออภัยคนตามอ่านฟิกเรื่องอื่นที่ข้าน้อยเขียนนะฮะ ที่ต้องล่าช้าไปอีกเพราะเจียดเวลามาเขียนเรื่องนี้ แห่ะๆ =w= แต่ถ้าเกิดชอบเรื่องนี้ก็จะดีใจมากเน่อ (เพราะพยายามไม่เขียนอะไรที่เหมือนเดิมซ้ำๆกันที่สุดแล้ว..มั้ง...)

ความจริงก็คืออยากเขียน XS แบบที่(ดูเหมือน)รักกันขึ้นมาหน่อย... (ถึงเพื่อนข้าน้อยจะเคยบอกว่าเราเขียนแต่ละคู่เหมือนไม่รักกันจริงสักทีก็เถอะ)

สำหรับชื่อภาษารัสเซีย - - ไม่แน่ใจเรื่องการออกเสียงเท่าไร แต่เข้าใจว่า Zaytseva นี่ออกเสียงถูกแล้วค่ะ(แต่ชื่ออื่นไม่รู้.. อ่ะเห่ะ) ถ้าทำผิดพลาดยังไงก็บอกกันได้นะฮะ แล้วก็ขออภัยล่วงหน้าถ้าฟิกนี้มีความผิดพลาดใดๆก็ตามค่ะ

เมนต์ได้ตามสะดวกเน้~ ข้าน้อยไม่กัดหรอกเอ้า X3

_________________
ต่อแต่นี้ติดตาม The Blade of Perfection [XS] และฟิกเรื่องอื่น ๆ ของข้าน้อย(ทั้งเก่าและใหม่)ได้ที่
Image กับ http://daiong.exteen.com/ ค่า~


Image

Image


Last edited by daiongmyoji sirius on 13 Mar 2009, 04:55, edited 6 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 01 Mar 2009, 06:32 
User avatar
Joined: 22 Jul 2008, 02:44
Posts: 182
โอย สนุกมากค่ะ
"นอกจากบอส" นี่โดนมาก
เรื่องนี้ดูเศร้าๆโหดร้ายๆทะมึนๆจัง ชอบมากก
ไอ้ที่เริ่มเรื่องมาก็จบกันแล้วนี่ไม่เห็นบ่อยๆ
จะรออ่านต่อนะคะ

_________________
Image
♥ 8018 XS ♥


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 01 Mar 2009, 08:00 
User avatar
Joined: 11 Apr 2008, 07:49
Posts: 2604
T[]Tแงงงงงง โหดร้ายกับชีวีตไอพลอยมาก วิ่งจากไป...ป๋าอะ...อ่าโหดร้ายนักสิคะ

_________________
XS คือ Tautology สิ่งที่พิสูจน์แล้วเป็น จริงตลอดกาล
Image
Image
Image
Image
XS สมการไร้ขีดจำกัด ><
แอนตี้ภาษาวิบัติ! ค่ะ
............................................................................................


Profile  Online
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 01 Mar 2009, 17:39 
User avatar
Joined: 21 Nov 2008, 20:46
Posts: 38
Location: สิงสู่ในมอสก้า
ชอบตรงทรมานด้วยการอดนอนมากค่ะ...เพราะตอนอ่านก็คล้ายๆกับอดนอนเหมือนกัน ทรม้านทรมาน (แต่ชอบ?)

ดำเนินเรื่องเค้นอารมณ์จนอ่านแล้วอินมากก! โฮกก เหมือนถูกกดดันให้สงสัยตลอดเวลา แต่สงสัยไปแล้วก็ได้แต่สงสัย เพราะง่วงคอมโบ เมา มึน คิดไม่ออก โฮ...แล้วก็เครียดกับความรู้สึกของสควอโล่ที่ประดังกันเข้ามาจนสมองแทบแตก โอ อา ชอบแนวนี้สุดๆแล้วค่ะ~

ป.ล. คิดเองเออเอง: ดูท่าว่ายังไงสควอโล่ก็คงตัดบอสออกไปจากชีวิตไม่ได้ เพราะจุดมุ่งหมายจริงๆมีแค่อย่างเดียว? (มันต้องแบบนี้สิ! กร๊าซซซ)


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 01 Mar 2009, 17:55 
Joined: 11 Jan 2009, 01:49
Posts: 36
ชอบมากมายยยย ><
รอตอนต่อไปงับบบบ


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 01 Mar 2009, 19:58 
User avatar
Joined: 26 Oct 2008, 14:52
Posts: 451
ต้องต่อนะค๊าาาา (??)
มันเร้าใจสุดๆๆ ไปเลยย
บอสออกแนว เถื่อบ ดิบ โหด เช่นเคย
(( สังเกตจากสภาพของหลามที่เจ้าชายไปเห็น ))
หลามก็ .. ปากไม่ตรงกับใจ
เฮ้ออ ~ TT^T ท่าทางจะจบยากนะเนี่ย (??)

เรื่องนี้เป็นกำลังใจให้เจ้าชายด้วย !!
สู้ๆ เค้าน๊าาา ทำให้ XS คืนดีกันให้จงได้ ^^

_________________
Image

I XS
{ ' DARK SKY and BLOODY RAIN ' }


{❤} for now ... and FOREVER !


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 01 Mar 2009, 21:58 
User avatar
Joined: 21 Jun 2008, 20:16
Posts: 87
Location: ทุ่งหญ้า
โหยท่าน ภาษาสุดยอดมากๆ อ่านไปนี่ขนลุกไปเลยค่ะ (ขนลุกวิธีสรรคำ)
...ด้วยพักนี้เราไม่ค่อยได้อ่านสำนวนภาษา ทำให้หลายวรรคต้องอ่านซ้ำหลายรอบกว่าจะเข้าใจเลย 55+...<อย่าเข้าใจผิดคิดว่าตัวท่านแต่งงงนะคะ ไม่เลย ไดองแต่งดีมากๆ แต่เราตาลายสีตัวหนังสือที่อ่านยากเท่านั้นเอง ...ชอบมากๆ ค่ะ ชอบภาษา xD

เนื้อเรื่องที่ยังเดาไม่ออก แต่อ่านแล้วเพลินค่ะ น่าติดตามมาก แหวกแนวออกจากที่เคยอ่านค่ะ
รู้สึกเราจะชอบ XSที่ความสัมพันธ์มันคลุมเครือแบบนี้จังเลยค่ะ

ความจริงก็คืออยากเขียน XS แบบที่(ดูเหมือน)รักกันขึ้นมาหน่อย
^อ่านไปเหมือนสควอโล่จะรักข้างเดียวมากกว่า ส่วนบอสก็...ปกติเฮียแกก็เป็นคนที่เดาใจยากอยู่แล้ว ฮะๆ แต่ทำไมเราชอบแบบนี้แฮะ สควอโล่ร้าวรานนี่ ถูกใจ~

จั่วหัวว่า XS และ ??/S ...ฺBS รึเปล่า 55+ (เบลเฟกอล รู้มั้ย นายทำตัวน่ารักมาก>.<)
*ชอบวิธีทรมานด้วยการอดนอน รู้สึกอยากนอนขึ้นมาเฉยเลยอ่ะ ฮา~
**รออ่านตอนต่อไปค่า

_________________
Image
โบกธง XS ~~
[KHR AU S.FIC]_Give me the death_[XS]

บล็อคป๋ม ::: http://lucent.exteen.com


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 02 Mar 2009, 21:02 
User avatar
Joined: 28 Sep 2008, 20:13
Posts: 40
^
^
^
ชอบสควอโล่ร้าวรานเหมือนกันค่า^^
เบลจ๋า~ น่ารักไปป๊ะ จะทำตัวเป็นนักสืบ สืบเรื่องบอสกับสควอโล่หรอ

สนุกมากๆเลยค่ะ ภาษาสวยดีจัง อ่านแล้วเห็นภาพ แล้วก็เข้าถึงอารมณ์ของตัวละครด้วย

รอตอนต่อไปค่า!! ^0^


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 02 Mar 2009, 22:22 
User avatar
Joined: 13 Jul 2008, 16:44
Posts: 410
Location: ศูนย์เพาะสาหร่ายพันธุ์ Y
ฟิคร้าวราน ภาษาสวย มากๆ ค่ะ

เค้นอารมณ์กันสุดๆ เลยเอาอารมณ์หลั่นล้าของเราหายไปในพริบตา (ฮ่า)

แต่ชอบนะ แบบว่า มันได้อารมณ์ ความสัมพันธ์คลุมเคลือ เอากลับไปจิ้น(?) เอง

มีอะไรให้น่าติดตามค่ะ =w=


รออ่านต่อค่า โฮกกก


ปล. แอบชอบวิธีการทรมาน โดยการอดนอนนี่ล่ะค่ะ....สุดยอดดดดด

_________________
ตำแหน่ง หน.เบ๊แห่งชมรมเพาะสาหร่าย...
Image
Image


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 03 Mar 2009, 00:38 
User avatar
Joined: 01 Dec 2008, 22:49
Posts: 45
O_O

เฮือก!!!!

ทำไม.. รู้สึก... ว่าเจ้าชาย...

น่าร้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก... น่ารักที่สุดเลยงะ แหมๆๆ อยากได้ของขวัญแบบนั้นก็ไม่บอก มานี่มะ -3- (โดนเบลฟาด)

มาต่อๆเร็วๆนะคะ

_________________
http://reborntfc.freeforums.org/the-maidservant-number-10-2-t3588.html- สาวใช้รุ่นที่ 10 นิยายเรื่องแรกของวาร์

Image

อยากกินน้ำชาจากปากหนูซือจัง -..-


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 04 Mar 2009, 20:38 
User avatar
Joined: 10 Aug 2008, 14:25
Posts: 410
Location: ทุกที่ที่มี 6918~!!!
ไดอ๊งงงงงงง เธอทำฉันหลงรักคุณเจ้าชายอีกแล้วอ่ะ !!! =w=
เบลนี่จะน่ารักไปไหน ฮ่ะๆๆ

ป๋าก็ยัง..โหดร้ายเหมือนเดิม - -
(ต้องแบบนี้แหละถึงจะเร้าใจ 555+ <<< /me โดนกระทืบ)

พี่หลามร้าวรานอีกแล้วววว
สงสารพี่หลามในฟิคไดองจริงๆ ให้ตาย - - อาภัพมันซะทุกเรื่องจริงๆ

ไอ้ที่ว่าฟิคที่ไดองแต่งแล้วมันดูเหมือนทั้งคู่ไม่รักกันจริงเราว่าก็จริงนะ - -
เพราะงั้น ขอแบบสมหวังๆ สักเรื่องเหอะค่ะแม่คุณ =w= สงสารตัวละครอ่ะนะ 555+

รอตอนต่อไปจ้า~

_________________
Image

...ไม่ว่าฤดูใบไม้ผลิจะผันผ่านไปมากมายเท่าไร

...แต่คำสัญญาของเรา ...จะเป็นดั่งเช่นนิรันดร...ใช่ไหม ?





Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up1: 01/03/09]
PostPosted: 13 Mar 2009, 02:08 
User avatar
Joined: 11 Jan 2009, 21:44
Posts: 244
Location: 'The Land of Angst' where XS belongs
Chapter 2: Blood Scent in the Rain (กลิ่นเลือดในสายฝน)

สควอโล่เหนื่อยกับการใช้ชีวิตที่ไม่ใช่ของตัวเอง แม้เนื้อหนังจะเดินด้วยความต้องการตน แต่เงาที่ทอดอยู่เบื้องหลังกลับเกี่ยวอยู่กับข้อนิ้วของนายสูงสุดแห่งวาเรีย

ร่างโปร่งบางยืนท้าวระเบียงห้องนอนตน เขาเลิกล้มที่จะนับว่ามันผ่านมาแล้วกี่วัน เพราะการรับรู้ว่ากี่วันที่พวกเขาไม่พูดจากันเลยรู้สึกไม่ต่างกับคนขาขาดจมน้ำ ถึงจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าความรู้สึกของแซนซัสจะไม่เคยเป็นความรักมาโดยตลอดก็ตาม

เสี้ยวหน้างามหันไปก้มมองเรือนผมสีดวงดาราที่ปลิวไสวตามแรงลม เขาใช้มือจับผมสีเงินส่วนหนึ่งเอาไว้และเหยียดมันออกเทียบดูกับลำตัวว่าความยาวของมันมีมากเท่าใดแล้ว เมื่อเห็นว่าปลายเส้นผมทาบถึงสะโพกนักดาบหนุ่มก็อดพ่นคำสบถออกมาไม่ได้

จากที่เป็นคนผมยาวช้าอยู่แล้ว กลับยาวช้ามากขึ้นไปอีกเมื่อขาดการตัดเล็ม แม้กระนั้นเจ้าของเรือนผมนุ่มลื่นก็ไม่อาจทำใจแม้แต่จะเล็มออกสักนิ้วเดียว เพราะเพียงแค่นิ้วเดียวก็มากเกินกว่าจะทำใจไหว เส้นผมของเขาหมายถึงวันเวลานับแต่ครั้งที่ปฏิญาณไปในฐานะนักดาบผู้ตัดสินใจติดตามนายเพียงคนเดียว และมีเขาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่ตรวจดูความยาวของมันเป็นระยะ มีเพียงเขาเท่านั้นที่มอบดวงใจให้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่ปรารถนาอย่างลับ ๆ ว่าเขาอยากให้ผมตนยาว ยาวขึ้น ยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เพราะมันคงเป็นสิ่งเดียวที่แซนซัสสังเกตเห็น

กริ๊งงงงง

“ว้อย... จะให้พักกันหน่อยไม่ได้รึไงฟะ” ยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทันทีที่แว่วเสียงโทรศัพท์จากในห้อง สควอโล่ละจากระเบียงและเดินเสียงนั้นไปแต่โดยดี กริ๊งงงงง เรียวขาบางรู้สึกหนักอึ้งและก้าวช้าลง กริ๊งงงงง สควอโล่ขยับเม้มริมฝีปากวูบหนึ่งขณะที่กำมือสลับกับคลายด้วยความรีรอ เขาภาวนาให้เป็นพวกลูกน้องในหน่วยโทรมา แต่ก็ต้องนึกก่นด่าตัวเองในวินาทีต่อมา เพราะลูกน้องของเขาจะโทรมาแจ้งเรื่องอะไรกันเล่าในเมื่อเขายังไม่ได้มอบหมายงานใดไปให้เป็นเดือนได้แล้ว ซึ่งก็หมายความว่ามีงานเข้าสำหรับตัวเขาเองอย่างแน่นอน กริ๊งงงงง

และคนที่จะมอบงานให้เขาได้มีเพียงผู้เดียว

ฉลามร้ายเบือนหน้าหนีไปทางอื่น นัยน์ตาเคลื่อนไปมาเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะหลุบตามองโทรศัพท์ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังกรีดเสียงกรอกหูเขาอย่างน่ารังเกียจ

กริ๊งงงงง

สควอโล่กระชากหูโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อให้มันหุบปากเสีย แต่ก็ยังกริ่งเกรงที่จะเอามันแนบหู ส่วนเล็ก ๆ ในอกตั้งความหวังให้เป็นลุสซูเรียหรือ—

‘ไอ้ฉลามหัวเน่า!! ถ้าอยู่ห้องก็อย่ารับช้ามันน่ารำคาญ!’ เสียงกร้าวดังมาจากปลายสายเสียจนฉลามร้ายต้องรีบเอาโทรศัพท์ออกห่างใบหู

“ว้อย!” สควอโล่โวยกลับ ก่อนจะชะงักเสียงลง แซนซัส เขาคิดแต่ไม่สามารถเปล่งนามอีกฝ่ายออกมาให้เต็มปากได้ ไม่ใช่ตอนนี้ที่เขาอยากเว้นระยะห่างในฐานะนายกับลูกน้องธรรมดา “บอส...”

‘ไม่นานเดี๋ยวเราเริ่มต้นงานใหญ่ มาเอาเอกสารรายละเอียดที่ห้องฉันเดี๋ยวนี้ไอ้สวะ!’

~

ตัวอักษร ‘Zaytseva Famiglia’ พิมพ์อยู่บนหน้าปกแฟ้มรายงานที่ถูกเรียบเรียงแล้วอย่างดี ร่างบางสง่ายืนพลิกหน้ากระดาษทีละหน้าโดยเว้นระยะระหว่างโต๊ะผู้เป็นนายกับตัวเขาเอาไว้แต่พอประมาณตามความเหมาะสม ยืนนิ่งเหยียดตรงไม่มีการพิงโต๊ะหรือเดินวนไปมาระหว่างดูเอกสารดังเช่นเมื่อก่อนเคยทำ นัยน์ตาสีอ่อนกวาดมองข้อมูลทีละหน้าอย่างคร่าว ๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นสบตานายเหนือผู้พาดเท้าอยู่บนโต๊ะทำงาน

สควอโล่กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลับไปสู่จุดที่ตนไม่เหยียบย่างมานาน ซึ่งก็คือการเป็นแค่เพียงผู้บริหารวาเรีย

“นี่เรอะงานใหญ่ ข้อมูลน้อยฉิบหายเลยบอส!” ผู้บริหารแห่งวรุณออกความเห็น “แผนผังฐานที่มั่นของศัตรูมีหลายอันก็จริงอยู่ แต่มันไม่ปะติดปะต่อกันสักนิด ข้อมูลของพวกคนคุ้มกันก็ไม่มี การพาดพิงแหล่งข้อมูลก็น้อยเท่าขี้มด มีแต่พวกเว็บไซต์ที่แฮ็คมาแต่ไม่เจาะจงบอกอะไรแน่นอนสักอย่างแล้วจะบุกเข้าไปคล่องแคล่วได้ยังไงล่ะวะ บทสอบปากคำก็มีจากคนในตลอดมืดไม่ถึงห้าคน!! จ้างสวะที่ไหนไปหาข้อมูลวะเนี่ย!”

“ไอ้สวะมาม่อนกับหน่วยของมันนั่นแหละที่บินไปถึงรัสเซียเพื่อหาข้อมูลตั้งแต่อาทิตย์ก่อน”

คำตอบที่ได้มาเล่นเอาเพชฌฆาตคลั่งจำต้องกลืนคำบ่นที่เหลือไปทันที “มาม่อน? ถ้างั้นทำไมพวกแผนที่ถึง—”

“ก็เพราะว่าไอ้ตัวบอสน่ะมันอยู่ไม่เป็นหลักแหล่งเอาซะเลยน่ะสิ หรือก็คือเครือข่ายแฟมิลี่มันสวะกว้างมากขนาดที่เดินทางไปไหนมาไหนก็ได้ แผนที่อันแรกนี่น่ะ... เป็นแค่ผืนป่าธรรมดา แถมยังจับจุดแหล่งปักฐานไม่ได้เลย จะลอบเอาตัวลูกกระจ๊อกมันสักคนสองคนมาเค้นข้อมูลก็ไม่ได้ ไอ้สวะซายเซทว่าคงจะเป็นพวกชอบปลีกตัวเดินทางคนเดียว”

“งั้นก็ล่มว่ะบอส วาเรียไม่เสียเวลาลงมือจนว่าจะมีโอกาสสำเร็จเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นนะโว้ย”

“ปัญหาก็คือไอ้แฟมิลี่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งในรัสเซียนี่น่ะ มันพยายามมาล้วงข้อมูลของวาเรีย แต่เท่าที่เรารู้ไม่มีการแตะต้องข้อมูลไอ้พวกสวะแกนนำของวองโกเล่เลย” แซนซัสเขวี้ยงเอาเอกสารอีกปึกใส่คนตรงหน้า

“เฮ้ย!” สควอโล่ร้องเมื่อปึกข้อมูลฟาดหน้าผากเข้าอย่างจัง

“เมื่อสามวันก่อนจับพวกสวะในหน่วยวายุได้คนหนึ่ง พกเอารายงานอุปนิสัย วิธีการต่อสู้กับระยะเวลาที่ร่วมทำงานกับวาเรียของไอ้สวะเบลสอดอยู่ในประเป๋าหนังที่บุซ่อนเอาไว้” แซนซัสว่า “หลังจากเค้นคอมันเสร็จถึงได้รู้ว่าเป็นนอวิคอฟ ซายเซทว่าคนเดิมจ้างมันมา แต่ดูเหมือนไอ้สวะนี่จะยังไม่เคยพยายามลักลอบข้อมูลอื่นออกไป ยังไงก็เหอะ ยิ่งสืบดูก็ยิ่งรู้ว่าไอ้บอสสวะนี่มีความสามารถปกปิดข้อมูลของแก๊งค์ตัวเองได้มิดมาก แต่การที่แฟมิลี่ใหญ่ขนาดนั้นกลับมาจ้างคนอ่อนแอมาเป็นหนอนบ่อนไส้ของวาเรียโดยไม่มีการปกปิดดี ๆ นี้ก็เหมือนกับเป็นการจงใจให้รู้ตัวว่าถูกสืบ และนั่นเป็นการท้าทายต่อตัวฉันเอง!!” ดวงตาสีแดงเลือดวาบด้วยความเดือดดาล ก่อนจะเค้นเสียงเข้มต่อ “ไอ้แฟมิลี่สวะนี่ไม่ได้ถูกจารึกเอาไว้ว่าเป็นอันดับหนึ่งของรัสเซียอย่างโจ่งแจ้ง แต่มันมีชื่ออย่างเป็นที่รู้กันในหมู่มาเฟียระดับแนวหน้าว่ากำลังชักใยพวกแฟมิลี่โด่งดังในรัสเซีย”

ดวงตาคู่คมสวยเพ่งมองเอกสารเล่มใหม่ที่บันทึกประวัติศาสตร์ของซายเซทว่าแฟมิลี่เอาไว้อย่างผิวเผิน แต่ไม่มีข้อมูลสาวถึงลักษณะภายนอกหรือประวัติบอสสักนิดเดียว ที่ด้านล่างของหน้าต่อไปมีรายชื่อของแฟมิลี่รัสเซียมากมายที่ถูกใช้เป็นเครือข่ายของซายเซทว่าแฟมิลี่ ยิ่งจ้องระเรื่อยมาทีละชื่อดวงตาสีฟ้าอ่อนก็ยิ่งเบิกกว้าง หัวคิ้วยิ่งผูกเข้าหากันอย่างเป็นจริงเป็นจัง “เฮ้ย... นี่มัน...” ปลายนิ้วเรียวแตะลากไปตามลูกศรเชื่อมโยงมากมายที่แตกแขนงจากแฟมิลี่ระดับสูงไปถึงระดับล่างเป็นเครือข่ายกว้างใหญ่

“แฟมิลี่ท็อปห้าอันดับของรัสเซียถูกไอ้สวะนอวิคอฟ ซายเซทว่าชักเป็นหุ่นกระบอกทั้งหมด” แซนซัสกล่าว “และไอ้ท็อปห้าอันดับนี่มันก็ดันมีเครือข่ายอยู่ทั่วรัสเซีย ซึ่งก็หมายความว่าซายเซทว่าแฟมิลี่กุมอำนาจเอาไว้ทั่วประเทศ”

“เฮ้ย เฮ้ย บอส!! ประเทศรัสเซียนี่มันใหญ่มาก—”

“และเห็นได้ชัดว่ามันมีความมั่นใจขนาดจะเจาะอำนาจมาที่วองโกเล่เป็นอันดับแรกโดยหมายจะใช้วาเรียเป็นเครื่องมือ!” บอสแห่งวาเรียขึ้นเสียง “ไอ้วิธีการแบบนี้มันคิดจะเริ่มจากอิตาลี่เพื่อขยายอำนาจไปฝรั่งเศส อังกฤษ สเปนและทั่วยุโรปแน่ เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องลองบุกเข้าที่คฤหาสน์แขนงหนึ่งของมันและล้วงข้อมูลโดยตรงว่ามันคิดแผนอะไรอยู่ ถ้าเข้าถึงตัวบอสมันได้ก็จับเป็นซะ ครั้งนี้ไอ้แก่รุ่นที่เก้าบอกจะส่งกองกำลังของวองโกเล่ไปด้วย”

สีเลือดที่แต่เดิมมีน้อยนิดบนใบหน้าสควอโล่อยู่แล้วกลับยิ่งซีดจางลงไปอีก แม้วองโกเล่จะขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดแต่หากจะให้เปิดศึกกับมาเฟียรัสเซียทั้งประเทศก็แลดูเป็นการกระทำที่บ้าบิ่น

อย่างไรก็ตาม รองหัวหน้าหน่วยวาเรียจะไม่เอ่ยถามว่ารุ่นที่เก้ามีความเห็นเช่นไร หรือแซนซัสจะทำอย่างไร เพราะการที่เขาสู้เคียงกายผู้ใช้เพลิงพิโรธมาถึงจุดนี้ย่อมขึ้นอยู่กับคำถามเดียว “แล้วแกจะให้ฉันทำอะไรวะ”

“แกกับหน่วยพิรุณจะอยู่ที่นี่คุ้มกันปราสาทเช่นเดียวกับไอ้สวะลุสซูเรียกับหน่วยอรุณที่จะคอยสลับเปลี่ยนกะกัน ระหว่างที่ฉันและผู้บริหารวาเรียจะมุ่งไปรัสเซียพร้อม ๆ กับหน่วยที่เหลือ”

คำบัญชาที่เปล่งออกมาอย่างเย็นชาเรียบง่ายตบหน้านักดาบผู้ภักดีอย่างแรงจนรู้สึกหูอื้อ โทนเสียงที่ใช้ฟังดูเฉยเมยประหนึ่งสั่งให้ไปฆ่าสปายที่ปลอมตัวเป็นขอทานหน้าปราสาทวาเรียก็ไม่ปาน จนสควอโล่เชื่อมั่นว่าเขาได้ยินอะไรผิดไปอย่างแน่นอน หัวใจเต้นข้ามจังหวะไปชั่ววินาที ดวงตาสีวารีใสประสานเข้ากับดวงตาสีโลหิตข้นอย่างตื่นตะลึงไม่เชื่อหู กะพริบตาสองสามครั้งด้วยความหวังอันแรงกล้าว่าหากลืมตาขึ้นมาอีกทีเหตุการณ์เมื่อครู่จะเปลี่ยนเป็นภาพฝัน อย่างไรก็ตาม ทั้งร่างสูงของบุรุษผมดำผู้พาดปลายเท้าบนผืนโต๊ะประดับด้วยขวดกับแก้วเหล้า ทั้งทัศนียภาพอันแสนคุ้นตาของห้องทำงานบอสแห่งวาเรีย กระทั่งหน้าคร้ามที่ถูกแผลเป็นจารึกเอาไว้ก็ยังคงอยู่ตรงนั้นเช่นเดิม ดวงตาสีเลือดยังคงไม่ละหนีเขาไปที่ใด

“บอส...?” สควอโล่เปล่งเสียงแห้ง ๆ “น่าจะให้ฉันไปด้วยและให้ใครคนอื่นอยู่แทน—”

“ไม่ ฉันสั่งให้แกอยู่ที่นี่”

“ว้อย!! แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบงานคุ้มกัน!! ดูถูกกันชัด ๆ เลยนี่หว่า ดาบของฉันน่ะเหมาะกับการบุกตะลุยมากกว่า—”

“—แล้วคอยดูให้ดีว่าไม่มีแมลงตัวไหนรุกรานเข้ามา—”

“—ให้ฉันได้สู้กับแก—”

“ไอ้ฉลามสวะ!!”

กายโปร่งเหยียดผวาเล็กน้อย ปากบางหุบเงียบแม้จะยังจ้องคนเบื้องหน้าด้วยสายตาโอหังไม่ไหวหวั่นต่อความตั้งใจตน หลังจากความเงียบงันเข้าครอบคลุมได้ไม่กี่วินาทีกล้ามเนื้อของร่างเพรียวก็เริ่มผ่อนบรรเทา ดวงตาสีธารน้ำหม่นลง ในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ที่จะปริปากตัดพ้อ “แกโกรธขนาดจะให้ฉันสู้เคียงข้างแกไม่ได้เลยรึไงวะ...”

ผู้ถูกถามเชิดศีรษะขึ้นเล็กน้อยพลางวางขาลงกับพื้น เปลี่ยนมาเป็นโน้มตัวมาข้างหน้าและท้าวท่อนแขนกับโต๊ะทำงานเพื่อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สนทนามากขึ้น “แกโอหังไปมาก! ฉันไม่เคยเอาอารมณ์ส่วนตัวมากระทบการทำงานแบบแก จะฝึกดาบก็หัดมีสติคิดซะบ้างว่าต้องพักฟื้นร่างกายให้พอน่ะ ก่อนจะถึงเวลาภารกิจร่างกายแกต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด”

“วัน ๆ แกก็ดื่มแต่เหล้าแล้วไอ้อาการของแก—” คำโต้เถียงขาดห้วงไปเมื่อรู้สึกถึงแรงกระชากคอเสื้ออย่างว่องไวจนเซถลาไปข้างหน้า วินาทีต่อมาปลายจมูกของทั้งสองก็อยู่ใกล้เพียงแค่ปลายลมหายใจ ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงขณะที่เสียงตึกตักดังก้องอึงอลในหูด้วยความตกใจระคนยำเกรง แต่แล้วหัวใจก็ยิ่งเต้นถี่เมื่อแซนซัสไม่มีท่าทีจะเคลื่อนไหวต่อหรือโถมหัวเขาลงกับโต๊ะให้รู้แล้วรู้รอด มือหนากุมชายเสื้อเอาไว้แน่นจนความร้อนของมือแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้ามา สควอโล่นิ่งแข็งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเพราะกลิ่นแอลกอฮอล์ทำให้เขาหวนนึกไปถึงเมื่อครั้งเคย—

“จูบฉัน ไอ้สวะ” เจ้าของดวงตาแสนแข็งกร้าวเค้นเสียงคุกรุ่นออกมา

แก้มขาวของผู้ถูกสั่งขึ้นสีเรื่อเจือจาง แต่ก็ยังทนจ้องกลับไปอย่างหาเรื่อง “บอส ก็ไหนมันจบลง—”

“ความคิดยโสของแกน่ะสิ! ฉันไม่เคยบอกเลยว่าอนุญาต”

“แต่แกไม่ปฏิเสธ!”

“แต่แกปฏิเสธฉัน!!” แซนซัสกระชากเสียง “ถ้าไม่พอใจกับไอ้ที่เป็นอยู่ล่ะก็ลดระดับมาเป็นคู่นอนของฉันซะสิวะ!! เอ้า! ตอนนี้ได้ยินที่สั่งแล้วนี่”

ความรวดร้าวและความถวิลหา

นั่นคือสิ่งที่อยู่ในดวงตาสีจาง ก่อนที่เรียวปากแห้งผากจะแตะลงบนริมฝีปากที่ซับกลิ่นสุราแสนเคยคุ้นอย่างลังเลใจ ความแตกแห้งบนริมฝีปากบางข่วนแผ่วเบาบนปากผู้เป็นนายคล้ายขนนกจนแทบไม่รู้สึก ด้วยลักษณะที่หวาดหวั่นจะก้าวกลับเข้าไปในเขตแดนที่ฝืนดึงตัวเองออกมาเมื่อหลายวันก่อน กลีบปากหนาเผยอออกเป็นเชิงอนุญาต ใบหน้าเรียวยาวเอียงน้อย ๆ เพื่อให้อยู่ในมุมถนัดมากขึ้นก่อนจะเผยออ้ากลีบปากตนและกดประทับมันเข้ากับบุรุษเบื้องหน้า คนผมเงินสอดปลายลิ้นเข้าไปอย่างแช่มช้าขณะที่มือใหญ่กดหลังคอของเขาเสียจนแผ่นอกแนบชิดกัน

ทำไมแกถึงไม่ปล่อยฉันไป

รองหัวหน้าหน่วยวาเรียไม่เข้าใจว่าทำไมแซนซัสถึงไม่รักเขา ทั้งที่วินาทีนี้หัวใจอกคนตรงหน้าเริ่มเป็นจังหวะแรงขึ้นต้านกับหน้าอกของเขา เวลาเดียวกันกับที่เรียวลิ้นบางเข้าไล้วนในช่องปากอุ่นร้อนตามสัญชาตญาณ แต่แล้วชายผมดำก็เริ่มเกี่ยวกระหวัดลิ้นอีกฝ่ายเพื่อเปลี่ยนให้ตัวเองเป็นคนชักนำรสจูบด้วยความหมดความอดทนกับคนที่จูบไม่เป็นเอาเสียเลย มือหยาบประคองแก้มเนียนใสทั้งสองข้าง ถ่ายทอดความอบอุ่นสู่ผิวหน้า ซึ่งเป็นการกระทำที่สควอโล่แอบหลงใหลเป็นที่สุดเพราะอากัปกิริยาเช่นนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนของเลอค่าที่ถูกบรรจงเก็บลงกล่อง แม้มันจะเป็นเพียงแค่ชั่วครู่ก็ตามที

วงหน้าขาวขึ้นสีจัดเมื่อความชุ่มร้อนดูดเม้มริมฝีปากจนลืมทุกอย่างในหัวไปสิ้น ความเอาแต่ใจ การมีอำนาจเหนือกว่า และความเชี่ยวชาญเข้ายึดครองทุกจังหวะที่ลิ้นเกี่ยวสัมพันธ์เข้าหากันอย่างกระหาย ลิ้นหนาสอดแทรกลิ้มรสในช่องปากร่างบางอย่างดื่มด่ำ กระทั่งหัวฉลามขาวรู้สึกมึนเมาเมื่อขาดอากาศหายใจ สควอโล่เริ่มส่งเสียงเครือจากลำคอเรียกแรงสั่นหวามไหวต้านในลิ้นของกันและกัน ทุกการเชื่อมต่อถั่งท้นไปด้วยความหนาแน่น ท่วมท้นรุนแรง และเปี่ยมไปด้วยชีวิต

โหยหา ปรารถนา และ...

การเชื่องโยงอะไรสักอย่างที่หาใช่ความรัก

มิเช่นนั้นแล้วจุมพิตนี้คงไม่เปรียบเสมือนมือที่สอดประสานกันโดยมีถุงมือขวางกั้น โดยไม่มีการชี้แจงว่าทำไมมือทั้งสองจึงขาดไออุ่นทั้งที่นิ้วประสานเชื่อมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่อให้ใครคนหนึ่งแสวงหาคำอธิบายนั้นมากเพียงใดก็ตาม

ชายผมเงินหอบฮั่กเมื่อกลีบปากหนาผละออกอย่างเนิบนาบ แล้วจึงเห็นว่ามือทั้งสองของเขากำลังยื้อรั้งที่บ่ากว้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะทราบ ทั้งสองได้แต่จ้องตากันแน่นิ่ง

“เรียกชื่อฉัน” นภาราตรีเปล่งคำบัญชา

“แซนซัส” ผู้อยู่ใต้คำบัญชาขานนามเสียงแหบ

นามที่เขาฝืนจะเรียก จำเป็นต้องเรียก และปรารถนาจะเรียก – แซนซัส

“พูดว่าแกเป็นของฉัน”

ความเงียบเข้าครอบคลุมชั่วครู่ แต่แล้วในที่สุดคนอยู่ใต้อาณัติจึงว่าตามด้วยน้ำเสียงที่เรียบจนเกือบจะเย็นชา “ฉันเป็นของแก”

“อีกที”

“ฉันเป็นของแก บอส พอใจรึยัง!”

“ไม่เอา เรียกชื่อฉัน” คมหน้าเข้มนิ่งเรียบ ดวงตาสีชาดเย็นชาไร้ความรู้สึก

หนุ่มหน้าสวยกัดฟันกรอดชั่ววินาที หัวคิ้วขยับเข้าหากันอย่างเจ็บแค้น “ฉันเป็นของแก แซนซัส”

แซนซัสจ้องตาสีฟ้าซีดและเห็นความอลหม่านวิ่งเวียนอยู่ลึกลงไป หากดวงตาคู่นี้เว้าวอนได้คงหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด หากดวงตาคู่นี้หลั่งน้ำตาได้คงบวมฉ่ำไม่เหลือดี หากดวงตาคู่นี้บอกรักได้คงไม่มีถ้อยคำใดเพียงพอที่จะเรียงร้อยออกมา ทว่าท้ายที่สุดแล้ว มีเพียงดวงตาของคนที่กักเก็บอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ด้วยความทระนง หากจะมีสิ่งใดที่ปิดไม่มิดคงจะมีเพียงความว้าวุ่นใจที่เขาเป็นต้นเหตุ แซนซัสหวนระลึกได้ดีว่าคนตรงหน้าจะทอดสายตาเช่นนี้ในยามที่ต้องการถามหาคำยืนยันที่มีเขาสามารถมอบให้แต่เพียงผู้เดียว

“แซนซัส พวกเราเป็นอะไรกันวะ”

“ฉันเป็นอะไรสำหรับแกกันแน่ แซนซัส”

“ทำไมแกต้องทำอย่างงี้ด้วย แกเห็นฉันเป็นอะไรวะ แซนซัส!”

“แซนซัส บอกฉันสิวะ ฉันจำเป็นต้องรู้”


ไม่ต้องให้รอนานนัก สควอโล่ก็เปิดปากถาม “แซนซัส...” นัยน์ตาสีน้ำแข็งยังคงจ้องคนตรงหน้านิ่งไม่เสหนี “ตกลงตอนนี้พวกเราเป็นอะไรกันวะ”

คำถามมีเพียงคำถามเดียว และถูกสลับเล่นคำเสียหลายรูปแบบ ในขณะที่คำตอบมีหลากหลายนัก แต่กลับถูกบีบกดให้เหลือเพียงแบบเดียว และเป็นแบบเดิมมาตั้งแต่ครั้งที่พวกเขาหากันพบ

“ก็เป็นอย่างที่เป็น”

บุรุษทั้งสองเป็นดังเช่นที่พวกเขาเป็น และเป็นได้เพียงแค่นั้น

คู่รักที่กอปรด้วยผู้ถวายชีพที่เอี้ยวคอกลับไปด้านหลังเพื่อหาจุดบกพร่องที่ตนพยายามทำให้ประสบผล กับผู้กุมชีวาที่ยืดหัวมองไปด้านหน้าเพื่อกอบกำเพียงสรรพสิ่งที่ตนมีไว้ในครอบครอง

พวกเขาจึงไม่เคยหันหน้ามาพบกันเลย

~

ความกริ้วตรัสว่าเจ้าไม่มีวันหนีเราตราบสิ้นหล้า
ความหยิ่งทูลตอบว่าเป็นท่านต่างหากที่พันธนาการเราไว้

ความรักเล่าจึงปรารภว่าไม่มีเนตรใดมองเห็นเรา แม้เราจะประทับสถิตอยู่เบื้องหน้าท่านก็ตาม
ดวงหทัยเอ่ยสัพยอกกลับว่าเราไม่มีตา จะไปแลเห็นท่านได้เยี่ยงไร

~

ห่าฝนกระแทกสู่ผืนดินอย่างบ้าคลั่งในวันนั้น ทว่าผู้บริหารหน่วยพิรุณกลับไม่มีวี่แววจะกลับมาจากป่าด้านหลังปราสาทวาเรียแต่อย่างใด บอสแห่งวาเรียหมดความอดทนกับฉลามนักดาบที่ยังคงปลีกตัวออกห่างอย่างเดิมและฝึกดาบอย่างหนักจนแทบไม่เห็นหน้าค่าตา จึงได้ตัดสินใจไปตามหาตัวอีกฝ่ายด้วยตนเอง

ที่สำคัญเขากำลังอารมณ์เสียกับการงานโง่ ๆ ที่ต้องเริ่มดำเนินการในวันพรุ่งนี้ แน่นอนว่าแหล่งระบายความขุ่นมัวนั้นย่อมไม่พ้นรองหัวหน้าคนงามในเมื่อเขาหงุดหงิดใจกับเจ้าตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และด้วยเวลาเพียงแสนสั้นก็เขาสามารถหาเจ้าของฉายาฉลามคลั่งจนพบ

แซนซัสมักจะได้กลิ่นโลหิตเจืออยู่ในละอองฝน

แสงสีเทายามพลบค่ำส่องสลัวลอดผ่านแมกไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝนโหมกระหน่ำลงมาจากฟ้าสีครึ้มเสียจนแสงเงาบนใบหน้าบุรุษสองคนแทบจะเป็นสีขาวดำ

ประหนึ่งโลกของสีขาว ดำ และเทาที่พวกเขาอยู่

หนุ่มผมสีเงินยวงปล่อยเสียงค่อกแค่กอยู่ในลำคอเมื่อแผ่นหลังกระแทกปะทะต้นไม้ใหญ่ เปลือกไม้หนาครูดกับสะบักหลังจนรู้สึกแสบแม้จะมีเครื่องแบบสีดำปกคลุมไว้ก็ตาม เขารู้ตัวว่าถูกทิ้งรอยถลอกเอาไว้เสียแล้วอย่างช่วยไม่ได้ มือหนาปลดเปลื้องกระดุมเครื่องแบบออกอย่างเชี่ยวชาญก่อนที่ริมฝีปากร้อนประกบลงบนยอดอกสีชมพูอ่อนอย่างกระหายอยาก สร้างความรู้สึกที่แจ่มชัดในสายฝนต่างอุณหภูมิ

“ฮ่ะ-เดี๋ยว... บอส! ออกมาตากฝนแกพักฟื้นหายสนิทแล้วรึไง” สควอโล่โวย เรียวหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงจาง ๆ แม้จะมองไม่เห็นนักในแสงสนธยา ถึงกระนั้นคนถูกห้ามก็หาใส่ใจไม่ ลิ้นสากไล้เลียที่เนินไหล่ระเรื่อยมาจนถึงลำคอ รับรสของน้ำฝนที่อาบเรือนร่างขาว ขณะที่มือหยาบอีกข้างกอบกุมมือกลก่อนจะจัดการปลดดาบยาวออกและเหวี่ยงมันทิ้งข้างกายโดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าของดาบขัดขืน

“คำถามนั่นฉันขอเอาคืนแกไปทั้งประโยคเลยไอ้สวะ ยังไงพรุ่งนี้ฉันก็จะออกเดินทางอยู่ดี” ผู้เป็นนายประกาศในสิ่งที่คนฟังล่วงรู้อยู่แล้ว เหยียดกายให้ใบหน้าตนขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับดวงหน้าอีกฝ่าย นัยน์ตาสีชาดฉานดูเย็นเยียบในแสงสีเทาทะมึน เส้นผมสีเดียวกับรัตติกาลลู่ตกลงมาแนบกับรอยแผลเป็นข้างแก้ม ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ลักษณะทรงอำนาจลดทอนลงไปได้เลย กลับแลดูเย็นชาและมืดดำยิ่งกว่าเคย ผิดกันกับร่างแบบางตรงหน้าที่ดูอ่อนนุ่มยิ่งขึ้นเมื่อถูกน้ำฝนเกาะพราวตามเส้นผมสีเงิน นัยน์ตาสีน้ำแข็งจ้องกลับมาอย่างขัดเคืองเพราะระหว่างเขากำลังซ้อมดาบอยู่ดี ๆ กลับโดนจู่โจมอย่างไม่คาดฝันเสียนี่ ปลายจมูกของบุรุษเบื้องหน้าอยู่ชิดใกล้เสียจนรู้สึกถึงไอร้อนกรุ่นทางกายและไฟโทสะในจิตใจ หัวใจเต้นระรัวในอกด้วยความกระวนกระวาย กายบางเกร็งตามสัญชาตญาณเมื่อสัมผัสได้ว่าคนตรงหน้าอารมณ์ไม่สู้ดีนัก

“แกน่าจะตัดสินใจใหม่ให้ฉันไปด้วย” นักดาบหนุ่มว่าด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง ฝนที่ตกหนักทำให้ตัวเขาชุ่มโชก เส้นผมยาวสีขาวเงินแนบติดกับลำคอและเนินไหล่บางยิ่งขับให้ร่างระหงส์ดูซีดจางลงไปประดุจผกาสีขาวโดดเดี่ยวในดงไพรเวิ้งว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปลือกไม้สีเข้มกำลังตัดอยู่กับผิวหน้าขาว อีกทั้งข้อมือซ้ายที่ถูกนิ้วกร้านกำแน่นก็กำลังสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความยะเยือกหรือหวาดกลัว แต่มาจากกล้ามเนื้อที่ถูกหักโหมใช้ฝึกซ้อมมาเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่าสควอโล่ไม่มีประสงค์จะพักฟื้นให้มากไปกว่านี้แต่อย่างใด และการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงนี้เองที่ปลีกตัวเขาออกจากเหล่าวาเรียคนอื่น ๆ แม้กระทั่งผู้ที่เป็นจ้าวแห่งชีวิตตน

“ฉันสั่งให้แกเฝ้าปราสาทเอาไว้ก็ต้องเป็นตามที่สั่งสิวะ! โอกาสที่พวกมันจะบุกมาก็มีอยู่แล้วนี่” แซนซัสว่าด้วยเสียงหยาบกระด้าง

“การลอบโจมตีที่แกวางแผนเอาไว้ถูกปกปิดไว้เป็นอย่างดี พวกหน่วยย่อยจะถูกแจ้งให้เดินทางทันทีพรุ่งนี้ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า มีแต่ผู้บริหารระดับสูงอย่างพวกฉันเท่านั้นที่รู้ เพราะงั้นไม่ได้มีโอกาสสูงนักหรอกที่ข่าวจะรั่วและไอ้บอสซายเซทว่าจะส่งคนมาบุกรุกที่ปราสาทนี้ได้เร็วกว่าแกเข้าบุกเชือดมัน! งานนี่มันดูถูกกันชัด ๆ—ฮะ!” ผู้มีอำนาจด้อยกว่าออกปากเถียง แต่แล้วเสียงก็ขาดห้วงไปเมื่อนิ้วกร้านลูบที่บริเวณหว่างขา แม้เนื้อผ้ากางเกงจะขวางกั้นเอาไว้แต่วิธีการที่เรียวนิ้วแสนคุ้นเคยสัมผัสอย่างเอาแต่ใจนั้นกระตุ้นให้ไฟราคะโหมเป็นริ้ว ๆ ขึ้นมาได้ไม่ยากนัก กายบางพยายามขยับหนีอย่างอึดอัดใจแต่ก็ได้แต่กดแผ่นหลังให้แนบติดลำต้นไม้มากขึ้นเท่านั้น

แซนซัสใช้ลิ้นโลมเลียเข้าที่ใบหูขาว เรือนกายบางกระตุกวูบเวลาเดียวกับที่ความตื่นตัวเพิ่มมากขึ้นเสียจนเนื้อผ้ากางเกงเริ่มตึงแน่น ปฏิกิริยาของสควอโล่มีเพียงชักลมหายใจหมายจะสะกดกลั้นเสียงครางระคนคับแค้นใจ แต่แล้วเขาก็รู้สึกได้ถึงริมฝีปากที่เล้าโลมกกหูเขากำลังแย้มหยัน ตามประสาคนที่ถือไพ่เหนือกว่าเพราะรู้ดีเป็นที่สุดว่าจุดใดของร่างกายนี้ที่ไวต่อความรู้สึก ถึงแม้การรุกเร้าจะเรียกอาการสั่นพร่าพร้อมกับลมหายใจถี่ระส่ำมากขึ้นทุกขณะแต่ไหล่บางกลับห่อเข้าหากัน ระหว่างที่ยกมือขวาขึ้นยันไหล่กว้างเป็นเชิงกีดกันกายแกร่งกว่าจากตนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สควอโล่ปิดเปลือกตาแน่นขณะที่หัวใจเต้นร่ำ เขาพยายามตั้งสมาธิขณะที่หัวเข็มขัดตนกำลังถูกปลดออกจากกาย สายฝนตกลงมานั้นไม่ใช้ฝนฤดูเหมันต์จึงไม่หนาวนัก แต่อุณหภูมิระหว่างบรรยากาศรอบ ๆ กับไอร้อนที่ก่อเกิดในร่างก็ยังทำให้ความรู้สึกรุ่มร้อนที่มีอยู่แจ่มชัด จนยากจะปัดหมอกมัวจากหัว ฉลามคลั่งกัดฟัน พยายามตั้งสมาธิที่จะเปิดปากห้ามปรามเมื่อกางเกงถูกรูดเลื่อนจากเรียวขา แต่แล้วมือหนาก็เลื่อนไปลูบไล้ที่ยอดอกไม่เบานักเรียกเสียงครางเบาบางจากผู้ถูกปลุกเร้า เสียงของหยาดฝนกระทบผืนหญ้าคอยรบกวนจนมือสังหารนักดาบรู้สึกเหมือนเสียศูนย์ เพราะมันดังกว่าคำปฏิเสธในใจที่เขาอยากจะพูด

ร่างบางจรดหน้าผากลงกับบ่ากว้าง ซุกซ่อนใบหน้าแดงซ่านของตนขณะส่ายหน้าเบา ๆ สูดอากาศเข้าเต็มปอดช้า ๆ แต่ไม่อาจหยุดอาการกระตุกสั่นของลมหายใจได้ “ไม่-ไม่ใช่วันนี้ บอส... โอ๊ย!” กายโปร่งถูกยกขึ้นเสียจนด้านหลังศีรษะกระแทกกับลำต้นไม้ใหญ่ ความปวดตุบ ๆ และความอุ่นของโลหิตที่ไหลออกมาจากบาดแผลใหม่บนหัวชวนให้รู้สึกวิงเวียน การได้บาดแผลยามที่ถูกคนที่ตนรักแตะต้องนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่หัวใจเขาอดไม่ได้ที่จะโกรธเคืองทุกครั้งไป

รูปร่างเพรียวถูกโอบอุ้มให้อยู่ในระดับสูงขึ้นพอเหมาะตามความสะดวกของผู้เป็นนาย มือบางจำเป็นต้องยุดไหล่หนาไว้แน่นเมื่ออยู่ในตำแหน่งล่อแหลมที่ไม่สบายตัวนักเช่นนี้ ลำขาเปลือยถูกอ้าออกโดยมีกายหนายืนอยู่ระหว่างกลาง รองเท้าบู๊ตเปื้อนโคลนยังไม่ถูกถอดออกจากเรียวขาที่ลอยเหนือพื้นเสียด้วยซ้ำ กระดุมชุดเครื่องแบบถูกปลดจนหมดและถูกถอดออกพอให้เห็นหัวไหล่ ความร้อนผะผ่าวแล่นปลาบไปทั่วใบหน้าสควอโล่ยิ่งขึ้นกว่าเดิมเมื่อสัมผัสได้ถึงความแข็งขืนของบุรุษเพศสัมผัสกับต้นขาด้านในของตน เสี้ยวหน้าสวยหันไปก้มลงมองทางอื่นอย่างอับอาย เม้มปากแน่นเสียจนซีดขาวตัดกับผิวแก้มสีจัด

“ว่าไงนะไอ้สวะ” แซนซัสถามเป็นเชิงท้า พลางใช้นิ้วโป้งหยาบไล้บนยอดท่อนกายที่ตื่นตัว ส่งผลให้กายบอบบางสั่นระริกไปทั่วร่าง และแล้วชายร่างสูงจึงสอดใส่ความแข็งขืนเข้าไปที่ปากทางชื้นร้อนโดยไม่ลังเล

“อ่ะ... ฮ้า!” กายบางเหยียดเกร็งพร้อมเปล่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บเจือความกระสันเมื่อรู้สึกถึงความแข็งหนารุมเร้าร่างกายตนที่ถูกฝึกให้ตอบสนอง ท่อนแขนบางโอบยึดบ่ากว้างเอาไว้เป็นที่พักพิง

ดวงตาสีแดงหรี่ลงกับความตึงร้อนระอุที่บีบรัดแกนกายตนเอาไว้ ขณะพยายามจับสะโพกคนตรงหน้าให้อยู่ในมุมสะดวกต่อการสอดเสียดร่างเข้าไปให้ลึกขึ้น แรงขึ้น ใบหน้างามสะบัดไปด้านหลังขณะที่ตัวบิดเร่าและปากร้องคราง จนในที่สุดกล้ามเนื้อของช่องทางคับแคบที่บีบแน่นในตอนแรกเริ่มผ่อนคลาย แปรเปลี่ยนเป็นดูดกลืนความใหญ่หนาให้เสียดแทรกเข้าไปอย่างง่ายดาย

“อ่ะ... อ๊า..ฮ้า—” สควอโล่ครางเสียงแตกพร่า สลับกับหอบหนักหน่วง สูดอากาศเข้าถี่กระชั้น เนื้อเยื่อในร่างตัวเองกำลังถูกเสียดสีจนรู้สึกร้อน ร้อนเสียจนลืมสายฝนที่สาดลงมาไม่หยุดหย่อน ร้อนราวกับมีเพลิงลุกลามไปทั่วทุกอณูผิวเสียจนทรมาน ทรมานที่กระหายอยากสัมผัสมากกว่านี้จนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ทรมานจนเปล่งวาจาใดไม่ได้นอกจากครางกระเส่าจนรู้สึกด้อยค่า ทรมานเสียจนใช้นิ้วมือที่มีอยู่ทุกนิ้วเกาะก่ายลำคอและบ่าอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิมตามสัญชาตญาณ

มือแกร่งยึดเอาเอวบางไว้แน่นเพราะร่างโปร่งบางอ่อนยวบเสียจนไม่เหลือภาพพจน์มือสังหาร แซนซัสกระแทกร่างเข้าไปเร็วและแรง เสียดกระทบกับประสาทอ่อนไหวด้านในเรียกสุรเสียงกระเส่าในทุกจังหวะการขับเคลื่อนไปสู่จุดหฤหรรษ์ ร่างสูงหอบหนัก ขณะนี้ผิวแก้มเนียนของคนตรงหน้าแนบกับเสี้ยวหน้าคมของเขา เปล่งเสียงรัญจวนที่ริมหู ไม่นานนักก็เริ่มสลับกับการพร่ำหาชื่อเขาราวกับคนเสียสติ

“อ๊ะ—แซน... แซนซัส ฮ่ะ... อ๊า! แซนซัส—อื้อ...”

ริมฝีปากหนาเข้าประกบกับเรียวปากสีเรื่อเพื่อหยุดการเรียกขานนั้น เหลือเพียงเสียงครางที่กำลังถูกกลืนกิน และเสียงหอบหายใจเมื่อลิ้นเกี่ยวกระหวัดกันอย่างโหยหา

แซนซัสผูกหัวคิ้วเข้าหากันยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อความวุ่นวายใจในรสจูบที่แลกเปลี่ยนกัน เขากดกลีบปากตนเข้าหาอีกฝ่ายหนักกว่าเดิม และใช้ลิ้นยึดอำนาจทุกอย่างในช่องปากร้อนชุ่มตรงหน้า เมื่อแรกร่างอรชรเกร็งอย่างไม่ทันตั้งตัวกับความหนักแน่นที่ได้รับ ก่อนจะเริ่มระทวยแรงกับจูบแสนเชี่ยวชาญที่พรากอากาศจากปอดในเวลาอันสั้น บอสแห่งวาเรียเลื่อนมือไปจับเสี้ยวหน้าเรียวให้อยู่ในมุมที่เขาต้องการ เสียงครางระโหยเล็ดรอดจากปากฉลามขาวเมื่อริมฝีปากผละออกเพียงเล็กน้อย ก่อนที่แซนซัสจะดูดกลืนกลีบปากนุ่มนิ่มให้แดงช้ำยิ่งกว่าเดิม และทำเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียจนฉลามร้ายหายใจไม่ทันอีกต่อไป ได้แต่ตัวสั่นระทวยอยู่ในอ้อมอกหนา

มือหยาบอีกข้างจับควบคุมสะโพกมนเพื่อจะเสียดรุกรานเข้าไปง่ายยิ่งขึ้น และร่างสูงรู้สึกดีถึงความขึงแน่นเปี่ยมล้นในแกนกายและความสุมสมที่ใกล้เข้ามา เขาถอนกายออกจนเกือบสุดเพียงเพื่อจะโถมกระแทกร่างเข้าไปรวดเดียว

“อ๊า!!” ชายผมเงินสะบัดแหงนศีรษะพลางร้องครางแตกพร่าเสียงดังอย่างลืมอาย เรือนร่างกระตุกเกร็งกับความหฤหรรษ์ที่สูบฉีดในทุกเส้นเลือดจนพรากพละกำลังและห้วงสติในหัวไปสิ้น เวลาเดียวกับที่แซนซัสใช้อุ้งมือป้องปลายท่อนกายของร่างบางเอาไว้ไม่ให้คราบสีขุ่นที่พุ่งฉีดออกมาเลอะเสื้อเชิร์ตตน ร่างสูงสอดกายเข้าเสียดแทรกกับความบีบรัดที่ตอดรัดสะท้านทั่วความยาวหนา ผนังชุ่มชื้นภายในสั่นวาบไปทุกตารางนิ้วเพราะว่าเจ้าของช่องทางสีหวานเพิ่งสุขสมไปหมาด ๆ แซนซัสอ้าเรียวปากหอบอากาศชื้นเข้าปอดเมื่อหัวสมองแปรเป็นสีขาวโพลน ใบหน้าคมสันซุกเข้าไปเรือนผมเปียกโชก กลิ่นอายของเลือดผสมกับแชมพูแสนคุ้นเคยลอยเข้าจมูก แผ่นอกที่แนบกันต่างกระเพื่อมไหวเป็นจังหวะเดียวกันระหว่างที่น้ำขุ่นข้นถูกฉีดลึกอยู่ในกายบาง

แต่แล้วแซนซัสก็ยกมืออาบด้วยน้ำราคะขึ้นมาเกลี่ยนิ้วไปมาอย่างพินิจพิจารณา พลางว่า “บางชะมัด แกช่วยตัวเองรึไง”

สควอโล่ชักสีหน้าโดยไม่พูดหรือมองตาคนตั้งคำถามหยาบโลนแสนตรงไปตรงมานั้น ดวงหน้าสวยที่สีแดงจัดอยู่แล้วยิ่งแดงก่ำเข้าไปอีก กระทั่งลมหายใจถี่รัวก็ยังไม่กลับมาเป็นปกติ

นายเหนือเพียงแค่เหยียดยิ้มด้วยความสะใจกับคนที่ได้แต่กลืนน้ำลายปฏิเสธไม่ออก เมื่อรู้ได้ว่าคนพยายามหลบหน้ากลับเป็นฝ่ายโหยหาตัวเขาเสียเอง

ร่างแบบบางไม่แม้แต่จะกล้าขยับด้วยความที่ว่าร่างคนสูงกว่าคงฝังลึกอยู่ในกาย ของเหลวข้นหนืดเหนอะปริ่มออกจากปากทางปนเปกับสายฝนที่เริ่มซาลง ทว่าไออุ่นของร่างกายที่มอบให้กันและกันยังไม่เลือนหายไปเสียทีเดียวนัก

“ฮะ... อ่ะ...” เสียงร้องหลุดจากปากฉลามร้ายอย่างไม่ตั้งใจเมื่อแขนแกร่งโอบร่างเขามานอนลงกับผืนหญ้าโดยที่ไม่ถอนกายออก ส่งผลให้เกิดแรงเสียดสีเล็กน้อยภายใน เนื่องมาจากทั้งสองเพิ่งประสบจากจุดสุดยอดมา ร่างกายจึงไวต่อความรู้สึกเป็นพิเศษ ปลุกอารมณ์ตัณหาให้คืนมาอีกครั้งอย่างง่ายดาย สควอโล่นิ่วหน้าเมื่อปากทางอ่อนชุ่มรู้สึกปวดตึงจากการขยายตัวของบุรุษเพศที่เชื่อมอยู่กับตน มือกลยกขึ้นมาปิดเรียวปากกักกั้นเสียงร้องเมื่อท่อนขาถูกยกให้สูงขึ้นมาพาดเนินไหล่หนา ส่งผลให้ท่อนกายที่ฝังอยู่ในร่างเสียดสัมผัสกับเนื้ออ่อนอุ่นด้านใน ความยาวกลางลำตัวมีปฏิกิริยาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ถึงอย่างนั้นก็ยังใช้มือยันไหล่ร่างที่คร่อมเหนือตนอยู่ราวกับไม่ต้องการให้เข้าใกล้มากไปกว่านี้ “บอส พ-พอก่อนสิวะ ฉันไม่...”

ทุกครั้งที่แซนซัสเข้ามาใกล้เกินไป ความควบคุมในตัวเองของเขาจะมลายหายไป และนายเหนือหัวจะเป็นฝ่ายควบคุมทั้งการกระทำ การตอบสนอง และคำพูด ช่วงชิงไปแม้กระทั่งสติสัมปชัญญะ แม้ว่าเขาจะไม่ยินยอมพร้อมใจจะอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นนัก ไม่ใช่เวลาที่เขารู้สึกเหมือนไร้ค่าต่ออีกฝ่ายยิ่งกว่าเดิม

“แกไม่อะไร” แซนซัสเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงถาม พลางใช้นิ้วแตะรูดแกนกายที่ชูชันแข็งขืนขึ้นของร่างตรงหน้า ก่อนจะเลื่อนไปไล้ที่หน้าท้องแบนเรียบ ทำให้ของเหลวตัณหาที่อยู่บนมือเปรอะบนผิวเปียกลื่นนั้น สายฝนที่เบาบางลงทำให้เขาได้มีโอกาสเห็นเรือนร่างอีกฝ่ายได้ชัดเจนขึ้น ดวงตาสีเลือดกะพริบครั้งสองครั้งเพื่อไล่หยาดฝนออกจากตา “คิดว่าการหลบหน้าฉันมันจะทำให้ฉันไม่ได้สิ่งฉันอยากได้รึไงไอ้ฉลามสวะ เมื่อวันก่อนฉันพูดไม่ชัดเจนตรงไหนกันว่าแกเป็นของฉัน!”

“แต่ไอ้คำตอบ‘ก็เป็นอย่างที่เป็น’ของแกน่ะ—ฮ้า!” ปากบางอ้ากว้างหอบเฮือกเมื่อร่างด้านบนเริ่มเคลื่อนไหวกาย

“เดี๋ยวนี้แกหัดโลภมากแล้วรึไง” นายเหนือหัวถามเสียงต่ำระหว่างที่เริ่มเร่งจังหวะกระแทกกระทั้น ส่งผลให้ใบหน้างามบิดเบี้ยวด้วยแรงอารมณ์และความเจ็บแปลบเพราะไม่ว่าเมื่อไรการเคลื่อนกายของคนเบื้องบนก็ยังหนักและรัวแรงอยู่นั่นเอง เสียงหอบดังกระชั้นท่ามกลางเสียงกายที่เสียดสีกันบนผืนหญ้าเปียกชื้น

“ฮะ... แต่คำตอบนั่นมัน—อ๊ะ—ไม่พอนี่หว่า อ๊า!!”

แซนซัสโถมร่างเข้ามาอย่างแรงเสียจนแผ่นอกพวกเขาทั้งสองแนบชิดกัน เกรี้ยวกราดขึ้นมาทันทีกับคำโต้เถียงนั้น ใบหน้าคมสวยแดงซ่านและกายก็โอนอ่อนไปตามจังหวะราคะ ในหัวเริ่มลอยละลิ่วนึกสิ่งใดไม่ออกเมื่อระลอกกระแสไฟถูกส่งไปทั่วแข้งขาทุกคราที่กายสูงขยับกายออกก่อนจะรุนรานเข้ามาอย่างรัวเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นจังหวะแสนบ้าคลั่งด้วยความที่คุมอารมณ์ไม่อยู่ ฉุดลากพวกเขาให้ไปถึงจุดสุดยอดซ้ำแล้วซ้ำอีกตามใจอยากของแซนซัสแต่เพียงผู้เดียว จนไม่มีใครสามารถนับครั้งที่พวกเขาปลดปล่อยราคะกันได้

สควอโล่มักจะสัมผัสได้ถึงโลหิตภายใต้ฟ้ามืด

TBC.

...ฟิกนี้เรทเร็วกว่าที่ข้าน้อยคาดไว้อยู่เหมือนกัน เอาเถอะ มันอาจไม่ได้เรทไปอีกสักพัก(หรืออีกนาน)

หมู่นี้คิดชื่อบทไม่ค่อยออกยังไงไม่รู้ 55+ ระหว่างช่วงแก้ไขบทนี้หัวอิไดองค่อนข้างตื้อยังไงชอบกล ผิดพลาด/แปลกยังไงชี้แจงได้นะฮะ ^^;

จริงๆบทนี้เขียนจบตั้งกะเอาบทแรกมาลงแล้ว *โดนถีบ* แต่ก็เพราะมันยังไม่ถูกใจ ในที่สุดก็ตัดใจนั่งแก้รอบสุดท้าย (เพียงเพื่อจะหันมานั่งแก้บทที่สามแทน กร๊ากกกก)

จะว่าไปแล้ว.. บทนี้อัพวันศุกร์สิบสามนี่นะ *จุดพลุ*



ยังไงก็ขอบคุณสำหรับทุก ๆ เมนต์คร้าบ ^^ เรื่องวิธีทรมานด้วยการอดนอน... จริงๆมันเป็นวิธีที่ตำรวจ/ทหารใช้แฮะ อิไดองก็มายัดเยียดให้มาเฟียใช้ซะงั้น 55+ นักโทษเคยพูดเอาไว้ว่าการอดนอนนี่ทรมานยิ่งกว่าถูกอดอาหารหรือน้ำซะอีกนะ 55+

ท่าน limoncello << คู่นี้ก็ทำทีจบกันไปอย่างนั้นเองล่ะมั้ง สุดท้าย(หลาม)ก็ฝืนอยู่ด้วยกัน อิไดองก็ชอบแต่งอะไรทะมึนๆอยู่เรื่อยเลย ถ้าไม่เบื่อก็ดีไปฮะ 55+

ท่าน ~So~Kiss~ << อิไดองมองว่าป๋าโหดเหี้ยม เลยชอบแต่งป๋าให้โหดร้ายไว้ก่อน 555+

ท่าน SO.Radianz << อ่านฟิก(แสนวกวน)ข้าน้อยตอนอดนอนนี่ทรมานตายเลย o.O" (เพราะบทแรกยาวกว่าที่อิไดองกำหนดไว้อีกต่ะหาก) แต่ก็ดีใจที่ชอบและอินไปกับมันนะคร้าบ ^^
หลามตัดบอสออกจากชีวิตไม่ได้ ถึงได้มาหักโหมซ้อมดาบทุ่มชีวิตให้กับบอสไงคะ 55+ (แต่หลามคงทำผิดประเด็นไปหน่อย - - เพราะบอสอยากกดคนมากกว่า)

ท่าน REFICUL << ขอบคุณที่ชอบคร้าบ~~ หวังว่าบทนี้จะถูกใจเน้ >__<

ท่าน fonez-a << จริงๆเริ่มสงสัยว่าข้าน้อยแต่งบอสเป็นแต่แนวเถื่อน ดิบ โหดอย่างเดียวซะล่ะมั้ง = = (แหม่ แต่เพิ่งจะเริ่มเรื่องเท่านั้นเอง บางทีต่อไปบอสอาจจะอ่อนโยนขึ้น(??)) อิไดองก็ว่าเรื่องนี้คงจบยากน่าดู *พยักหน้าหงึกๆ* ...Realityก็ยากแบบไม่ยอมกัน -_-" จริงๆไม่ควรจะมีเวลาเขียนอะไรเลยนะเนี่ย

ท่าน lucent << ขอบคุณค่า~ เพราะเขียนไปก็กลัวอยู่ว่าประโยคมันจะยาวยืดจนอ่านแล้วงง/เบื่อ แต่ถ้าถูกใจก็โล่งใจไปเน้ (แต่ไม่รู้ว่าเรทมันร้อนรึเปล่าหนอเวลาภาษาเป็นแบบนี้ 55+)
เราคิดว่าXSเหมาะกับความสัมพันธ์มันคลุมเครือเพราะไม่มีใครวางใจในสัมพันธ์ที่มีอยู่แบบนี้แหละดี กร๊ากกก
lucent wrote:
ความจริงก็คืออยากเขียน XS แบบที่(ดูเหมือน)รักกันขึ้นมาหน่อย
^อ่านไปเหมือนสควอโล่จะรักข้างเดียวมากกว่า ส่วนบอสก็...ปกติเฮียแกก็เป็นคนที่เดาใจยากอยู่แล้ว ฮะๆ

เราใช้คำผิดไปซะแล้ว =/l\= ต้องพูดว่าอยากลองแต่งสองคนนี้คบกันเป็นคู่รักมากกว่า 55+ (แต่พอเขียนออกมาจริง ความเป็น'คู่รัก'(??)ระหว่างสองคนนี้ก็ยังไม่ค่อยต่างกับการเป็น'คู่ขา'เท่าไรอยู่ดี TwT" )
??/S ยังคงเป็นปริศนาต่อไป(ยอมรับว่าบทแรกส่อBS 55+) ส่วนเจ้าชายเขาก็น่ารักอย่างงี้แหละ X3

ท่าน yadajan << ขอบคุณคร้าบ~ ^^ จะว่าไปข้าน้อยเองก็ชอบหลามร้าวรานเหมือนกัน (อันที่จริงก็แต่งให้คนที่ชอบร้าวรานเป็นประจำ - - )

ท่าน u-nife << โอ้ ท่านu-nife~ ขอบคุณเมนต์เน่อ~ >__< อิไดองก็เกิดมาเขียนอะไรที่มันhappyไม่ค่อยจะเป็นอย่างงี้แหละ =w=" คงจะทำให้คนอ่านอารมณ์หลั่นล้าไม่ได้เท่าไร 55+

ท่าน var << >////< ถ้าเบลอยากได้ของขวัญแบบนั้นมาขอเรานี่ให้เลยทีเดียว!! จริงๆแล้วใจโอนอ่อนไปพอควร บทแรกเกือบให้มีBSปรอยๆ(?) แต่ให้เป็นXSไปก่อนเห๊อะ - -

katebuster << เจ้าชายก็น่ารักทุกฟิกในบอร์ดนี้แหละ!!(เหมา) กร๊ากกก ว่าแต่เคทชอบป๋าโหดร้ายสินะ =w= รัศมีSMโชยแล้วตัว ส่วนหลาม....... ชักอาภัพละม้ายกีกี้ในfic Gazettoของเราแล้วเนอะ =__= (ผิดตรงกีกี้ถูกกัดเยอะจนไม่เหลือภาพพจน์ดีๆ) อย่างน้อยๆคนที่เราชอบต้องร้าวรานในระดับหนึ่ง เขียนไปด้วยรักหรอกนะฮร้า(?)
ง่า.. ให้สมหวังสักเรื่องเหรอ... เคทพูดอะไรอย่างน๊าน!? =w= เราก็แต่งHappy Endingเหมือนกันนะ(แค่ไม่จบ?) แต่เรื่องนี้สมหวังรึไม่ก็ต้องรอดูกันต่อไปจ้ะ ^^; (ซะงั้น)



หลังจากนี้น่าจะอัพช้าขึ้นเป็นทบทวี... ติดงานอย่างแรง - --" ทุกครั้งที่เอาฟิกมาลงแปลว่าอู้งานค่ะ (ฮา)

_________________
ต่อแต่นี้ติดตาม The Blade of Perfection [XS] และฟิกเรื่องอื่น ๆ ของข้าน้อย(ทั้งเก่าและใหม่)ได้ที่
Image กับ http://daiong.exteen.com/ ค่า~


Image

Image


Last edited by daiongmyoji sirius on 13 Mar 2009, 09:51, edited 2 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up2: 13/03/09]
PostPosted: 13 Mar 2009, 04:36 
User avatar
Joined: 16 Nov 2007, 22:45
Posts: 346
Location: ใต้เตียงแซนซัส
อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ตาย ตาย ตาย!!!!
ขอกี๊ซตายกันไปข้าง >W<!!!! ไม่ได้อ่านฟิคแล้ว อ่านไปยิ้นไปแบบโรคจิตมานานแล้วค่ะ (ฮา) ฟิคท่านนี้โดนใจเหลือหลาย

ไม่ไหวแล้ววววว เลิฟบอสสสสสสส รักบอสสสสสสสสสส เขียนบอสได้โดนใจข้าพเจ้ามาก เลวได้ใจค่ะ หลามร้าวรานได้อีก
ถึงแม้จะชอบเมะเลวร้าวรานกว่า แต่เกะอย่างสคอลโล่นี่ เหมาะกับบทร้าวรานดีจริงๆๆ คุ๋นี้มันต้องแบบนี้แหละ!!!

ให้ตายเถอะโรบิน!!!!

เราคิดว่าXSเหมาะกับความสัมพันธ์มันคลุมเครือเพราะไม่มีใครวางใจในสัมพันธ์ที่มีอยู่แบบนี้แหละดี << ถูกต้องงงง ค่ะ
เห็นด้วยอย่างร้ายกาจ เป็น XS ในอุดมคติของเฟียร์มากเลยเจ้าค่ะ คู่นี้มันต้องเป็นแบบนี้แหละถึงจะดี ยิ่งอ่านบทพูดของบอสแล้ว
ใช่เลย!!! เป็นบอสจริงๆๆ เรื่องง่ายๆ ก็ไม่พูด โมเอะ น่ารักที่สุด!!!! (รสนิยมเรานี่ดีจริงๆ ฮ่าๆๆ)

ส่วนมือที่สามนั้น ขอเชียร์เป็น ดีโน่ สุดใจขาดดิ้นค่ะ ดีโน่ ใช่ไหมค่ะๆๆๆๆๆๆ ยิ่งถ้ามาอารมณ์ แอ๊บดีแล้วร้ายลึกจะโฮกสุดๆ เลยค่ะ
ว่าแล้วก็ มาอัพตอนต่ออย่าว่อง เถอะ พลีสสสสสสสส ข้าเจ้าอยากอ่านต่อ!!!

ยังไงก็ เอาให้มันร้าวราน หายใจไม่ออก ตายกันไปข้างเลยค่ะ ท่าน ขอบูชาลัทธิร้าวรานยิ่งชีพ โอ้เยส!!!!

สุดท้ายนี้ อ่านฟิคแบบนี่ทีไร รอช็อตเอาคืน เมะ!!! อยากอ่านเฮียร้านราน ค่ะ!!!!! >W<!!! รู้สึกจะพล่ามออกนอกเรื่องนอกราวดีจริงๆ ข้าเจ้า (ฮา)


ปักป้ายรอตอนต่อนะเจ้าค่ะ ><!!!!
เฟียร์+

_________________
มันไม่ใช่ความรักหรอก
ไม่ใช่ ....ฉันแน่ใจ

แต่ฝนจะอยู่เคียงฟ้า ....ช่วงนิรันดร์
In the name of dark sky and blue rain.

Image

BLOG :: http://fiar.exteen.com/


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] The Blade of Perfection [XS, ??/S - Up2: 13/03/09]
PostPosted: 13 Mar 2009, 09:10 
User avatar
Joined: 10 Aug 2008, 14:25
Posts: 410
Location: ทุกที่ที่มี 6918~!!!
ว่าแต่เคทชอบป๋าโหดร้ายสินะ =w= รัศมีSMโชยแล้วตัว <<< =w=" อิเคทเป็นเอ็มมมมมมมมม!!!! (ยอมรับแต่โดยดี - -) ชอบป๋าโหดร้ายยย !!! (มันเร้าใจดี 555+) จะรัศมีโชยก็ไม่แปลกหรอก 555+

ส่วนหลาม....... ชักอาภัพละม้ายกีกี้ในfic Gazettoของเราแล้วเนอะ =__= (ผิดตรงกีกี้ถูกกัดเยอะจนไม่เหลือภาพพจน์ดีๆ) <<< 555+ นึกถึงแล้วขำอ่ะ ไอ้อาภัพมันก็อาภัพอยู่นั่นแหละ แต่พวกเราดันทำภาพพจน์เขาหายหมด เหอะๆๆ (นอกเรื่อง กีกี้ใน PV ตัวใหม่น่าร้ากซะ~!!!)

ว่าแต่มันเรทแล้วเรอะ !!!
รู้สึกเรื่องนี้มันจะเรทเร็วแปลกๆ =w="
แล้วไอ้ก็เป็นอย่างที่เป็นของป๋าเนี่ย มันเป็นแบบไหนล่ะค๊า~!!!! = []="
โธ่ๆ แบบนี้พี่หลามก็น้อยใจแย่ - - ชิชะ~

ไดองใช้ภาษาได้ไฮโซเหลือหลาย ฮือออ อิจฉา !!! TT []TT"
ในขณะที่ภาษาไทยของอิเคทถดถอยลงทุกทีๆ ฮ่าๆๆ

รีบๆ เคลียร์งานให้เสร็จแล้วมาอัพไวๆ เน้อ
(เรื่องอื่นด้วยนะคะคุณท่าน 55+)

_________________
Image

...ไม่ว่าฤดูใบไม้ผลิจะผันผ่านไปมากมายเท่าไร

...แต่คำสัญญาของเรา ...จะเป็นดั่งเช่นนิรันดร...ใช่ไหม ?





Profile  Offline
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 88 posts ]  Go to page 1, 2, 3, 4, 5, 6  Next


Who is online

Users browsing this forum: MybodyKiss and 0 guests

Panel

Top You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum
Search for:
Jump to: