Login |  Register



Welcome
เนื่องจาก เราต้องการสกรีนคนเข้าฟอรั่ม Fiction/doujin และ YaoiLand ขอไห้ทุกท่านที่จะสอบเข้า ไปทำข้อสอบได้ที่ Vongola Test


Post new topic Reply to topic  [ 36 posts ]  Go to page 1, 2, 3  Next
Author Message
 Post subject: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe = [UP] =5= 16.6.52
PostPosted: 01 Jun 2009, 09:34 
Joined: 26 May 2009, 10:04
Posts: 8
Location: Same house as XanXus
ไม่ทราบว่าจะเป็นที่ถูกใจของทุกท่านหรือไม่
เนื่องจากผู้แต่งเป็นชายปกติ ที่ชอบผู้ชาย (เอ๊ะ ยังไง)
การดำเนินเรื่องอาจไม่ค่อยมีความหวานแบบตาหวาน แต่ก็มีแน่แน่
อย่างไรก็ตาม แนะนำติชมได้นะครับ

ข้างล่างนนี้เป็นกำหนดออกของตอนต่อไป
ปกติจะกำหนดเผื่อไว้ แต่ถ้าเสร็จกว่ากำหนดก็เอามาแปะให้เลย
อาจมีเปลี่ยนวันที่ให้ใกล้เข้ามาเรื่อยเรื่อย ลองมาดูที่ Rep. นี้แล้วกัน
พยายามจะไม่โพสต์ช้าเกินกว่าที่บอก
นอกจากลุงแจ๊คจะมีเหตุฉุกเฉิน เดินตกท่อ มือสองข้างโดนหมากัดขาด
ต้องใช้ปลายจมูกมานั่งกดแป้นพิมพ์แทน ก็คงต้องยอมจำนนน

========================================

Chapter 1 =Welcome to my Life=
Chapter 2 =Imagine me & you=
Chapter 3 =Would you leave me like that ?=
Chapter 4 =Sure as the sky is blue=
Chapter 5 =Even if romance ran out of rhyme=

========================================


Last edited by UncleJacK on 16 Jun 2009, 04:12, edited 14 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 01 Jun 2009, 09:35 
Joined: 26 May 2009, 10:04
Posts: 8
Location: Same house as XanXus
==================================================
Chapter 1: Welcome to my life
==================================================
To be hurt
To feel lost
To be left out in the dark
To be kicked when you're down
To feel like you've been pushed around
To be on the edge of breaking down
And no one's there to save you
No you don't know what it's like
Welcome to my life
==================================================


ชั่วชีวิตหนึ่งของคนเราจะมีสักกี่ครั้งกันที่ต้องเลือก เลือกเพลงที่ชอบ เลือกเครื่องแต่งกาย เลือกสายการเรียน เลือกคบค้าผู้คน เลือกวิถีชีวิตของตนเอง แต่บางครั้งตัวเลือกของคนเราก็มีไม่เท่ากันแม้จะเป็นสถานการณ์เดียวกันก็เถอะ ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่ง ผู้ไม่มีสิทธิที่จะเลือกแม้แต่งานของตัวเอง ผมทำงานที่สังคมหวาดผวา สังคมมืดที่ถ้าพลาดหมายถึงความตาย ปฏิบัติงานที่ไหน กินอะไร นอนเมื่อไร ผมไม่มีตัวเลือกขนาดนั้น


ชื่อของผมคือ สเปลปี สควอโล
อาชีพนักฆ่า...


ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้เป็นคนเลวโดยสันดานหรอกครับ ผมไม่ได้ฆ่าคนเพราะความสนุก เป้าหมายส่วนใหญ่ มักเป็นมาเพียต่างแฟมิลี ที่ขัดผลประโยชน์ของกันและกัน แม้การฆ่าคนเลวด้วยกันจะมีความหมายใกล้เคียงกับผู้พิทักษ์ความยุติธรรมก็ตาม ผมเองก็ไม่เคยคิดสักครั้งว่าตัวเองเป็นเช่นนั้นจริงจริง เมื่อถึงเวลาต้องลงมือ คนตรงหน้าจะเป็นใคร เคยมีความแค้นต่อกันหรือไม่ เสียงร้องขอชีวิตของเค้า ไม่ใช่สิ่งที่ผมเคยรับฟัง คนที่กำลังหายใจระรวยอยู่ตรงหน้าผมนี้ อาจจะมีครอบครัวรอคอยการกลับไปของเค้าอยู่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมเกิดลังเลที่จะลงมือแม้แต่น้อย บนเส้นทางของนักฆ่าแล้ว ความลังเลย่อมนำมาซึ่งความตาย


เลือดเย็น ไร้ซึ่งเมตตา ไร้ซึ่งความรัก


เสียงกรีดร้องดังขึ้น ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังรอขึ้นรถไฟบนชานชะลาของสถานีแห่งหนึ่ง ผู้คนพากันมุงดูร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำที่เริ่มเย็นชืดลง มีร่องรอยการถูกแทงด้วยของมีคมที่กลางหลัง ของเหลวสีแดงสดที่ไหลออกมาทั่วบริเวณ ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผมแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกับฝูงชนที่มุงดู ผมรีบขึ้นรถไฟขบวนถัดไปทันทีที่มาถึง เพื่อตรงกลับบ้าน


อันที่จริง อาชีพนักฆ่ามันก็ไม่เลวนักหรอก สำหรับคนที่ไม่มีครอบครัวให้ถูกจับเป็นตัวประกันไว้ถูกฆ่าล้างแค้น หรือสำหรับคนที่ไม่กลัวการนอนผวากับเสียงกระสุนปืนในทุกยามค่ำคืน ค่าตอบแทนของงานนี้ก็จ่ายให้งามพอควร แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ผมทำงานนี้ ผมเป็นเด็กกำพร้า ที่ถูกคนในวงการมาเฟียเก็บไปเลี้ยงแต่อ้อนแต่ออก ต้องขอบคุณพวกเค้าที่ไม่ปล่อยให้ผมแข็งตายอยู่ข้างถนนในฤดูหนาวเมื่อยี่สิบสองปีที่แล้ว สิ่งที่ผมทำได้เพื่อตอบแทนบุญคุณพวกเค้า ก็คงมีเพียงสิ่งนี้ ทุกครั้งที่มีภารกิจลอบสังหาร ข่าวความคืบหน้าของภารกิจ เป็นเรื่องที่ต้องรีบรายงานโดยเร่งด่วน นั่นเป็นเหตุผลที่ผมกำลังรีบตรงกลับบ้านอยู่นี้เอง ภารกิจของผมลุล่วงไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่บนชานชะลาของสถานีรถไฟแห่งนั้น


ปราสาททรงยุโรปสมัยเก่าแห่งนี้เป็นที่ตั้งของหน่วยวาเรีย หน่วยลอบสังหารอันเกรียงไกรของวองโกเล่แฟมิลี ภายใต้การบังคับบัญชาของแซนซัส บุตรบุญธรรมของหัวหน้าแก๊งรุ่นที่เก้า ปัจจุบันหน่วยวาเรียมีหัวหน้าหน่วยห้าคน รวมทั้งตัวผมซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการแห่งหน่วยวาเรีย บอกตามตรงว่าหน่วยนี้มีแต่พวกผิดมนุษย์ ประเภทที่บุคคลสติดีทั่วไปไม่คิดจะคบหา การที่ต้องอยู่กับเจ้าพวกนี้ แม้จะมีมีดมาจ่อที่คอหอยเมื่อไร ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ


“ ชิ ชิ ชิ กลับมาแล้วหรอ สควอโล ”


เสียงที่คุ้นหูดังมาจากข้างหลัง
ไม่พูดเปล่า เจ้าของเสียงเอามีดมาจ่อที่คอของผมไปพลาง จนเลือดไหลซึมออกมา


ว่าแล้วไหมล่ะ


“ อ่า ฉันกลับมาแล้ว และตอนนี้ก็เหนื่อยมาก แถมเริ่มจะอารมณ์เสียสุดสุด ”
“ ว่าแต่วันนี้แกมีความสุขดีไหม ”
“ ถามเจ้าชายหรอ เจ้าชายมีความสุขอยู่ทุกวันนั่นล่ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ ”
“ นั่นสินะ เพราะถ้าแกยังไม่ลดมีดลงไปล่ะก็ นี่อาจเป็นวันแสนสุขวันสุดท้ายของแกก็ได้ ”
ว่าแล้วก็สอดดาบยาวไปทางด้านหลัง จ่อไปที่ปลายคางของผู้รุกราน

“ ชิชิชิ แค่ล้อเล่นหน่อยเดียว ”


เจ้าตัวประหลาดตัวที่หนึ่งตัวนี้ชื่อว่า เบลเฟกอล แต่มันบอกให้ทุกคนเรียกมันว่าเจ้าชาย ไม่รู้ว่าเพราะมันกลัวคนอื่นไม่รู้ว่ามันเป็นเจ้าชายหรือเพราะอะไร มันถึงได้ชอบสวมมุงกุฎที่ทำด้วยพลาสติกไว้บนหัวตลอดเวลา บ่งบอกถึงรสนิยมเฮงซวยของมันได้อย่างดี มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้สาเหตุ ว่าทำไมมันถึงสามารถไต่เต้ามาเป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วยแห่งวาเรียได้ แม้จะอายุเพียงหลักสิบเท่านั้น


“ บอสอยู่ที่ห้องหรือป่าว” บทสนทนาแบบธรรมดาถูกหยิบยกขึ้นมา เมื่อต่างฝ่ายต่างเก็บดาบ
“ ไม่รู้สินะ เจ้าชายก็เพิ่งกลับมาจากภารกิจเหมือนกัน ”
“ งั้นหรอ... ”


ลองไปหาดูที่ห้องล่ะกัน


แซนซัส คือชายผู้ซึ่งเป็นเจ้านายของผม ชายคนเดียวกับบุคคลผู้ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยวาเรีย ชายคนเดียวซึ่งทุกคนในหน่วยเรียกว่าบอส เนื่องจากมีนิสัยก้าวร้าวและเป็นคนอารมณ์ร้อน ใบหน้าของแซนซัสดูเหมือนจะเกรี้ยวกราดอยู่ตลาดเวลา ถึงอย่างนั้นก็ยังมีส่วนให้ชวนมอง แม้แต่รอยแผลขนาดใหญ่จำนวนมากบนใบหน้า ก็ไม่อาจซ่อนความหล่อเหลาเอาไว้ได้มิด สีหน้าเย็นชาที่เหมือนสัตว์ป่าช่างเข้ากับนัยน์ตาสีแดงเข้มที่ราวกับจะดูแคลนทุกสิ่งได้อย่างลงตัว และชายคนเดียวกันนี้เอง เป็นคนเดียวกับที่ผมเฝ้ามองอยู่เงียบๆ มาตลอด


แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อบอสไม่ใช่ความรักเป็นแน่ แม้ผมจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของมันเท่าไร ผมเคยได้ยินคำคำนี้แค่จากในเพลง หรือตามที่พบเห็นบนหน้าหนังสือ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่ผมมีต่อบอสแน่ ไม่รู้สิ อาจะเป็นแค่ความหลงใหล... ที่ไม่มีวันเป็นจริง เพราะต่างเป็นที่รู้กันดีในหมู่หัวหน้าหน่วยด้วยกันว่า สเปลปี สควอโล เป็นบุคคลที่บอสแห่งวาเรียเหม็นขี้หน้ามากที่สุด ไม่ว่าจะทำผลงานได้ดีเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ได้ช่วยให้ผมรอดจากการถูกตำหนิได้เลย


ห้องของบอสเป็นห้องทรงกลมขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีแดงล้วนทั้งหมด จึงมีชื่อเล่นว่าห้องทับทิบ หลังจากที่ยืนทำใจอยู่หน้าประตูไม้สีเข้มขนาดใหญ่อยู่พักหนึ่ง ผมทำใจเย็นเคาะประตูห้องดังกล่าวอย่างเบามือ


“ ขออนุญาติครับ ”


ไม่มีเสียงตอบ... บอสไม่เคยตอบ... ทุกครั้งเมื่อรอครบห้านาทีก็ผลักประตูบานใหญ่นั้นเข้าไปเหมือนเคย ภายในห้อง บอสกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ศอกข้างซ้ายถูกใช้ยันระหว่างโต๊ะกับหน้าของตน แว่นตากรอบสีดำขนาดใหญ่ ช่วยลดความดุของแววตาแดงเข้มคู่นั้นลงได้บ้าง เท้าทั้งสองข้างพาดขึ้นมาบนโต๊ะทำงานที่มีเอกสารจำนวนมากวางระเกะระกะอยู่เกลื่อน ชายที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้พูดอะไร แม้จะรู้ว่าผมเข้ามายืนในห้องแล้วก็ตาม ไม่แม้แต่จะละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ เกลียดบรรยากาสแบบนี้ชะมัด


“ ผมมารายงานผลภารกิจของวันนี้ครับ ”
“ .. .. .. .. .. ”
“ เอกสารยืนยันอยู่ในซองนี้แล้ว” พูดพลาง วางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ
“ .. .. .. .. .. ”
“ เอ่อ... ถ้าไม่มีอะไร ผมขอตัว... ”
“ หนึ่งชั่วโมง สามสิบห้านาที... ” ชายตรงหน้าพูดขึ้นเป็นครั้งแรก
“ อะไรนะคับ ”
“ แกมารายงานฉันสายไปหนึ่งชั่วโมง สามสิบห้านาทีไงล่ะ ไอ้สวะ ”


อะไรกัน นั่งนับเวลารอเลยหรอเนี่ย กฎ (ที่บอสตั้งขึ้นเองมั่วๆ) ของการปฎิบัติภารกิจคือต้องรายงานผล ภายในสามสิบนาทีหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ห้ามใช้โทรศัพท์หรืออีเมล์ ป้องกันการดักฟัง การรายงานต้องทำด้วยตนเอง ห้ามให้ผู้อื่นส่งข่าวแทน ป้องกันสายลับแฝงตัว


“ แล้วบอสรู้ได้ยังไง ว่าผมทำภารกิจเสร็จตอนไหน ”
“ แกคิดว่าฉันไม่เคยส่งคนไปสังเกตการณ์ตอนพวกแกทำงานเลยสักครั้งสองครั้งรึไง ”
“ .. .. .. .. แต่บอส ภารกิจคราวนี้มันไกลมาก ไอ้การที่จะกลับมาให้ทันภายใน... ”
“ ถ้าแกทำไม่ได้ ก็ไสหัวออกไปจากที่นี้ซะ ”
ดวงตาสีเลือดจ้องมองมาที่ผม ราวจะสาปให้กลายเป็นหิน
“ ถ้าภารกิจคราวหน้าเป็นแบบนี้อีก แกนึกไม่ถึงแน่ว่าผลที่ตามมา มันจะเป็นแบบไหน ”

“ .. .. .. .. .. ”
“ ออกไปได้แล้ว ”

ผมค่อยค่อย เดินย่องออกมาจากห้องทับทิมอย่างเบาเท้าที่สุด เหมือนกับกลัวว่าจะทำให้พรมเจ็บ ไอ้บอสห่วยแตกนี้ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี จะให้ลากสังขารจากเวเนเซียมาที่ปราสาทแห่งนี้ ภายในสามสิบนาที ถ้าเป็นภารกิจระดับ B Class + ก็ว่าไปอย่าง ยังพอจะเรียกเฮลิคอปเตอร์ได้


“ โดนเละอีกแล้วสิท่า ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น
“ ใช่ !! สุดจะเอื้อมระอากับไอ้บอสห่วยแตกนี่แล้ว ” ผมเห่า
ชายร่างใหญ่ข้างหน้าหัวเราะขึ้นเบาเบา


หมอนี่ชื่อว่าเลวี่ ผู้พิทักษ์แห่งอัสนี หัวหน้าหน่วยอีกคนหนึ่ง เท่านี่ดูเหมือนจะเป็นคนปกติที่สุดในกลุ่ม แต่นั้นเป็นความคิดตื้นตื้นของผม ก่อนที่จะรู้ว่าหมอนี้เคยบังคับให้เป้าหมายรายหนึ่งสารภาพแหล่งกบดาน โดยการขังไว้มันในห้องมืดที่มีหนูวิ่งผลุกผล่านคอยแทะศพของเหยื่อรายเก่า แล้วช็อตไข่ไอ้ดวงกุดนั้นด้วยไฟฟ้าแค่พอไม่ให้ตาย เช้าถึงเย็นถึง นานตลอดสองสัปดาห์ จนมันยอมสารภาพแบบหมดเปลือกไข่
“ เอางี้ ไปดื่มกับพวกฉันแก้เซ็งดีกว่า ” เลวี่ชวนแบบไม่มีปี่ขลุ่ย
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแก้เซ็งหรือว่าเซ็งหนักกว่าเก่า แต่ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ไปก็ไป
“ อืม... เอางั้นก็ได้ ”


พวกเราขับรถตรงไปยังร้านประจำเจ้าที่มากันบ่อยบ่อย ตั้งอยู่ห่างจากตัวปราสาทไม่ไกลนัก ขับรถเพียง 15 นาทีก็ถึง ร้านนี้ไม่ค่อยมีคนปกติมานั่งกันนักหรอก แน่ล่ะ ลูกค้าทั้งร้านมีแต่นังเลงยกทีม นั่งกินเหล้าอยู่อาจได้ดูมวยฟรี หรือมีลูกตะกั่วเสริฟเป็นกับแกล้ม แต่พอขาใหญ่อย่างหัวหน้าหน่วยวาเรียมากันเกือบครึ่งโหล พวกนังเลงก็ดูจะสงบเรียบร้อยดี


“ ต๊ายยย สคอจัง โดนตาบอสตอกหน้ามาอีกแล้วหรอ ”
เจ๊ใหญ่ บุปผา (เทียม) ดอกเดียวแห่งวาเรีย นามลุสซูเรีย ไม่รอที่จะตอแหล

“ เจ้าบอสห่วยนั่น... ” ผมเพ้อ พลางกระแทกแก้วเหล้าลงโต๊ะ
“ มันคิดจะให้ฉันเหาะกลับมาจากสถานนีซานมาริโน ในสามสิบนาที ”
“ แถมมันยังให้คนตามสะกดรอยฉันอีกนะ ”

“ หืม ? แต่บอสไม่เคยส่งคนไปสะกดรอยพวกฉันเลยนะ ” เลวี่ทักขึ้น
“ จริงเด้... นายรู้ได้ไง ”
“ ก็ทุกครั้งบอสเป็นคนสั่งฉันให้เลือกคนไปสะกดรอยนายเอง ”
“ มีแต่นายนี่ล่ะ ที่บอสส่งคนไปประกบ ”

จะบอกว่าบอสไม่ไว้ใจเราอยู่คนเดียวงั้นหรอ !?

“ อย่าคิดมากไปเลย สคอจัง ตาบอสนั้นไม่ได้เพิ่งเริ่มทำอะไรตามใจตัวเองซะหน่อย ”
“ บางที บอสเค้าอาจจะเป็นห่วงสคอจังอยู่ก็ได้นะ กรี๊ดดด~ ”
“ .. .. .. .. .. ”
“ เหอะ พูดเป็นนิทาน ” ผมพูดพลางเทเหล้าลงคอ แก้เขิน

หรืออาจจะจริง... เราควรจะแอบดีใจดีไหมเนี่ย !!

“ พวกแกมีความสุขกันจังนะ แต่อย่าพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องจะดีกว่า ”
“ โดยเฉพาะแก สคอโล่ ” เด็กในเสื้อคลุมสีม่วงเอ่ยขึ้น
“ เพราะสุดท้ายแกเองนั่นแหล่ะ ที่จะต้องเสียใจ ”


เสียงเจ้ามามอน เหรัญญิกจอมงกของหน่วย ทำร้ายบรรยากาสที่กำลังครืนเครงได้เป็นอย่างดี
มาม่อน เป็นผู้ใช้มายามือดีคนหนึ่ง อีกนามหนึ่งในโลกมืดคือ อัลโกบาเลโน่ เด็กต้องสาป ผู้เป็นหนึ่งเดียวในวาเรียที่หัวหน้าแก๊งรุ่นที่เก้าสั่งให้มาสังกัดกลุ่มด้วยตนเอง ไอ้เด็กบ้านี่ชอบพูดจาเหมือนกับรู้ไปซะทุกเรื่อง เหมือนกับมันกุมความลับอะไรเอาไว้


“ แกอยากจะพูดอะไรกันแน่ มาม่อน พูดอย่างกับหึงบอสอยู่อย่างนั้นล่ะ ”

“ หึหึหึ ไร้สาระเป็นบ้า ฉันแค่เห็นว่าช่วยเตือนเอาบุญเท่านั้นล่ะ ”
“ จำไว้ล่ะ อย่าคิดก้าวลึกลงไปกว่านี้ ถ้าแกไม่อยากน้ำตาตก ”

“ ฉันไม่รู้หรอกว่าแกอยากจะพูดอะไร แต่ถ้าจะชวนทะเลาะกันล่ะก็ ได้ทุกเมื่อ ”
ว่าแล้วก็ชักดาบออกมาก่อน เดี๋ยวมันจะหาว่าไม่แน่จริง

“ ชิ ชิ ชิ ถ้าจะตีกันล่ะก็ ชวนเจ้าชายด้วยสิ ”
จะว่าไปหมอนี่มันก็ตามมากับเค้าด้วย ถึงมันดื่มแต่น้ำผลไม้ก็เถอะ

“ อุ๊ยต๊าย~ ไหนไหน ก็ไหนไหน ให้เจ๊ร่วมวงด้วยคนนะยะ ”
ลุสซูเรียตั้งท่ามวยไทยทันควัน นึกอยากเล่นด้วยขึ้นมาอีก


ส่วนเจ้าเลวี่ไม่ได้พูดอะไร แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมา พร้อมกับโยนแก้วเหล้ามากลางวง เหมือนเป็นเสียงระฆังบอกเริ่มยกที่หนึ่ง ก่อนที่ร้านเหล้าแห่งนี้จะมีสงครามขนาดย่อมขึ้นอีกครั้ง…


หลังจากหมดเรื่องที่ร้าน แต่ละคนสะบักสะบอม กว่าจะคลานกลับมาถึงปราสาทได้ ก็เกือบตีสามแล้ว ภายในปราสาทเงียบไปหมด อยากจะนอนเต็มแก่แล้วสิ โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ ตอนเดินผ่านห้องทับทิม เหลือบไปเห็นแสงจากโคมไฟอ่านหนังสือของบอสรอดผ่านช่องธรณีประตูออกมาร่ำไร


นี่ยังไม่นอน หรือว่าเปิดไฟทิ้งไว้กันนะ


สาเหตุคงเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอร์ที่ทำให้ผมเปิดประตูห้องทับทิมเข้าไปอย่างไม่กลัวตาย สภาพห้องเต็มไปด้วยขวดและกลิ่นของผลิตภัณฑ์ที่หลายคนอ้างว่าเป็นเครื่องช่วยผ่อนคลายให้ลืมเรื่องร้ายร้าย อันที่จริงเหล้าไม่ช่วยให้คุณลืมอะไรหรอก แค่มันทำให้คุณไม่ต้องนึกถึงเรื่องเฮงซวยแค่เพียงประเดี๋ยวเท่านั้นเอง ส่วนสภาพของบอสก็เละเทะไม่แพ้กัน บอสยังคงอยู่ในเครื่องแบบชุดเดียวกับเมื่อเย็น นอนก้มหน้าฟุบคาโต๊ะทำงาน ดื่มเข้าไปขนาดนี้ ถ้าปากคาบฉนวนอยู่ล่ะก็ คงไม่ต่างอะไรกับตะเกียงน้ำมัน


ตอนที่ผมกำลังเอื้อมมือไปปิดสวิตช์โคมไฟอยู่นั่งเอง ตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าจนได้ หีบไม้เก่าเก่าขนาดเล็กเปิดอ้าอยู่ ภายในมีรูปภาพอยู่จำนวนหนึ่ง รวมถึงที่กระจายอยู่บนโต๊ะ และที่อยู่ในมือของบอสอีกใบหนึ่ง ความสงสัยทำให้ผมหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาดู เป็นภาพของบอสที่ดูจะหนุ่มกว่าปัจจุบัน ถ่ายคู่กับเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดตามากกว่านั้นคือ บอสในรูปกำลังยิ้มอยู่


คนป่าเถื่อนแบบนี้ก็มีช่วงเวลาที่เป็นความหลังกับเค้าเหมือนกันเหะ แต่เด็กหนุ่มหน้าตาคลับคลาที่ถ่ายคู่กับบอสในรูปเป็นใครกัน... ช่างเถอะ อย่างไรเสียก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องรู้ ผมเก็บรูปลงหีบไม้ใบเล็ก พลางต้องสะดุดตากับลูกแก้วคริสตัลขนาดเท่าลูกปิงปองซึ่งเรืองแสงสีม่วงรำไร ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาสำรวจ


จะว่าเป็นลูกเหม็นดับกลิ่นก็ไม่เชิง ใส่เอาไว้ทำไมนะ


ชั่วพริบตาเดียวที่นิ้วของผมสัมผัสกับวัตถุลึกลับสีม่วงนั้น มันกลับส่องสว่างเหมือนแสงอาทิตย์ขนาดย่อมก็ไม่ปาน แสงจ้าจนผมไม่สามารถลืมตาได้ แล้วสติก็เหมือนถูกอำนาจบางอย่างทำให้หลุดลอยไป ในหัวโล่งไปหมด มีเพียงภาพสีดำทมึนอยู่ข้างหน้าเท่านั้น


สัมผัสแปลกแปลก ตรงหน้าผากทำให้ผมเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง สัมผัสที่อบอุ่น... เมื่อเปลือกตาถูกเปิดขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้แทบลืมหายใจ ใบหน้าของบอสที่อยู่ใกล้จนเกือบเรียกได้ว่าแนบกับหน้าของผม


เมื่อตะกี้มัน... ??


“ ตื่นได้แล้ว สควอโล ” เสียงทุ้มต่ำกระซิบที่ข้างหู

สมองผมเริ่มประมวลความทรงจำให้เป็นลำดับ เมื่อคืนเราออกไปเมากับพวกเลวี่แถมซัดกันซะร้านพังไปครึ่งแถบ พอกลับมาที่ปราสาท กำลังจะเข้าไปนอนในห้องตัวเอง ก็เห็นแสงไฟจากห้องทับทิม เลยว่าจะเข้าไปปิดไฟให้ จากนั้นก็...

อุ๊บ !!

ความคิดของผมถูกปิดกั้นด้วยจูบที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

อุเหม่... ตอนที่หนึ่งอาจจะหาสาระไม่ค่อยได้เพราะต้องพล่ามลายละเอียดเพื่อปูเรื่องต่อไป
หมายเหตุ ลุงแจ๊คปราถนาให้ผู้อ่าน อ่านได้สบายตาขึ้น แต่โง่พอที่จะจัดฟรอนท์ไม่เป็น
กดให้มันเป็นย่อหน้าไม่ได้เหะ T_T ใครรู้ช่วยบอกโหน่ย


Last edited by UncleJacK on 15 Jun 2009, 16:06, edited 9 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 01 Jun 2009, 10:40 
Joined: 15 May 2009, 21:11
Posts: 67
เรื่องกำลังน่าติดตามเลยค่ะ รีบมาต่อนะ :)


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 01 Jun 2009, 12:01 
User avatar
Joined: 22 Jan 2009, 21:03
Posts: 601
Location: Lambo's heart
สนุกดีจ้า บรรยายละเอียดดีมากเลย ชอบๆๆๆ

มาต่อเร็วๆเน้อ

ที่บอสทำเพราะบอสเป็นห่วง(รึเปล่า) อิอิอิ

p.s.ความคิดสควอโล่ดูแมนดีจัง แต่ก็ดีเน้อสมชายชาตรี (เหรอ?)

_________________
Image

Image


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 01 Jun 2009, 18:19 
Joined: 20 Apr 2009, 09:37
Posts: 45
แต่งสนุกดีค่ะ
ชอบภาษาที่บรรยาย สวยมากมากเลยค่ะ

จะรอติดตามนะคะ


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 01 Jun 2009, 20:50 
Joined: 01 May 2009, 00:00
Posts: 144
รอต่อปายยยยยยยยยยยยยยยยย~~~~~~~~~~~


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 01 Jun 2009, 20:59 
User avatar
Joined: 15 May 2009, 13:37
Posts: 262
เกิดไรขึ้นเอ่ย???????????????????

สนุกมากค่ะ รออัพต่อนะ

ขอบคุณผู้เเต่งมากมาย


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 01 Jun 2009, 21:37 
Joined: 20 May 2009, 17:17
Posts: 73
อ่านได้เรื่อยๆดีแหะ ชอบง่ะ ว่าแต่น้องหลามเรียกแทนตัวเองว่าผมเหรอ ??

แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ มาต่อเร็วๆน้าค่ะ รออยู่ค่า


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 01 Jun 2009, 23:25 
Joined: 17 May 2009, 20:58
Posts: 545
เนื้อเรื่องสนุกดีค้า

น่าติดตามมากเลย

คิดเหมื่อนท่านwan น้าตรงที่ว่า"น้องหลามเรียกแทนตัวเองว่าผมเหรอ "

สนุกดีน้า รีบมาอัพไวไวล้า~

เป็นกำลังใจให้น้าค้า


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 02 Jun 2009, 08:19 
Joined: 26 May 2009, 10:04
Posts: 8
Location: Same house as XanXus
==================================================
Chapter 2 : Imagine me & you
==================================================
Imagine me and you, I do
I think about you day and night, it's only right
To think about the girl you love and hold her tight
So happy together
==================================================

“ ดะ... เดี๋ยว หยุดก่อน ”

มือสองข้างของผมผลักร่างที่อยู่ตรงหน้าออก ไม่ได้แสแสร้งแต่อย่างใด แต่ตอนนี้ผมกำลังงงกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่จริงจริง เมื่อสักสองนาทีที่แล้วผมยังจำได้เลาเลา ว่าอยู่ที่ห้องทับทิม กระพริบตาอีกที ก็มานอนเปลือยอยู่กับชายอีกคน... ชายตรงหน้าเป็นบอสอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ดูจะหนุ่มกว่าบอสที่ผมรู้จักเสียอีก โครงหน้าที่ยังไม่คมสันนัก ราวจะเป็นหนุ่มกระทงสิบแปดสิบเก้าปีเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น ใบหน้าและเนตรสีเพลิงคู่นั้นก็ไม่ได้ลดความน่าเกรงขามลงแม้แต่น้อย

“ เป็นอะไรไป... ”
น้ำเสียงที่ได้ยินแฝงไปด้วยความห่วงใย อย่างไม่ต้องสงสัย

“ เอ่อ... คืออันที่จริง ผมยังงง งง กับสภาพของตัวเองอยู่ ”
“ ประเด็นคือ... ที่นี่มันที่ไหน แล้วทำไมบอสถึงได้ดู... ”

จะบอกว่าน่ารักขึ้น ดีไหมนะ

“ หนุ่มขึ้น... ”

บอสหรี่ตาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น ท่าทางประหลาดใจ แล้วหัวเราะเบาเบา
“ พูดอะไรของนายน่ะ สควอโล ไม่เห็นรู้เรื่อง ”
“ อีกอย่าง บอกแล้วไงว่าให้เรียกฉันว่า แซนซัส ”

ระดับความเป็นมิตรนี้มันอะไรกัน !!

บอสเรียกเราด้วยชื่อตัว ไม่ใช่ ไอ้สวะ อย่างที่ได้ยินจนเบื่อ แถมให้เรียกเค้าว่าแซนซัสอีกตักหาก ถ้านี่เป็นการโฆษณาสินค้า ก็ต้องบอกว่าหลอกขายของชัวร์ สิ่งที่เห็นอยู่นี้มันดีเกินกว่าจะเป็นจริงได้ ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าภาพข้างหน้าไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ว่ามันจะเป็นภาพหลอนจากกัญชา หรือนิมิตของเจ้าคริสตัลบ้านั่น หรือแม้จะเป็นความฝันก็ตามแต่ นี่คือสิ่งทีเราแอบหวังมาตลอดไม่ใช่หรอ บอสที่อยู่ข้างหน้าเรามีตัวตน สัมผัสได้ ไม่ใช่แค่จินตนาการลมลม แล้งแล้ง อย่างที่ผ่านมา

“ ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ตื่นเช้าเกินไปหน่อย ” ผมปั้นหน้ายิ้มแบบลิงลิง

ในเมื่อมันไม่ใช่ความจริง เล่นตามบทสักหน่อยก็ได้

บอสค่อยค่อยเลื่อนริมฝีปากเข้ามาใกล้อีกครั้ง ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยพร้อมเผยอริมฝีปากขึ้น ใกล้ใกล้ใบหน้าของผม แต่ไม่ยอมประกบกับริมฝีปาก เหมือนจะยั่วยุให้ผมโหยหาในรสจูบ ทนเสียไม่ได้ ผมจึงต้องเป็นฝ่ายเลื่อนริมฝีปากเข้าไปเอง แต่บอสกลับเลื่อนตัวออกห่าง จนผมต้องยกตัวขึ้นไป ไขว่คว้าสิ่งยั่วใจข้างหน้า การเคลื่อนไหวริมฝีปากของบอสนุ่มนวลแต่หนักแน่น พลางสอดปลายลิ้นเข้ามาเกี่ยวกระหวัดในโพรงปากของผมอย่างช้าช้า

ช่างเป็นจูบที่อ่อนโยนมาก ผิดกับที่ผมเคยจินตนาการไว้คนละขั้ว ไม่มีการตบเลือดกลบปาก ไม่มีการฉีกเสื้อผ้ากระจุยเป็นชิ้น ไม่มีลิ้นเถี่อนทะลวงลึกถึงคอหอย ไม่มีคำก่นด่าให้อับอาย มีเพียงสัมผัสตกค้างที่ยากจะถอนตัวได้ ก็ไม่ได้หวังจะให้บอสใช้ความรุนแรงนะ ผมเองก็ไม่ได้ใฝ่ SM แต่อย่างใด หากแต่นี่มันผิดกับที่คาดไว้แบบพลิกโผเลย

บอสเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาประชิด ใช้เข่าทั้งสองข้าง แทรกกลางระหว่างขาของผม แล้วแยกมันออก จากนั้นใช้แขนรวบตัวผมขึ้นมากอดในท่านั่ง โดยที่ริมฝีปากของเรายังไม่เลิกแลกลิ้นกัน บอสจับขาของผมให้เกี่ยวรัดเอวของเค้าไว้ อย่างแนบแน่น จึงค่อยค่อย ถอนริมฝีปากของเค้าออกไปช้าช้า จนผมนึกเสียดาย

สันจมูกเรียวยาวลูบไล้ไปคอเหมือนจะสูดกลิ่นกายให้หมด ปลายลิ้นอุ่นอุ่น ค่อยค่อย ลากเล่นเพียงแผ่วแผ่วไปตามซอกคอขาว แล้วกลายสภาพเป็นการเม้มจูบที่แนบแน่นเหมือนเจตนาจะทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ปรากฏ

อารมณ์เคลิบเคลิ้มถูกขัดขึ้นด้วยสัมผัสที่รุกล้ำเข้ามาในช่องทางส่วนล่างของผม และการเพิ่มจำนวนของสัมผัสนั้น ทำให้ผมต้องผวาซบอกแกร่งที่อยู่ตรงหน้า... ไม่เคยคิดมาก่อนว่าผู้ที่อยู่ข้างหน้าจะมีไหล่กว้างขนาดนี้

“ ทำไมต้องเกร็งขนาดนั้นด้วย ”
“ อ... อะ... ผมขอโทษนะ ”

แซนซัสส่งยิ้มให้จางจาง พลางจูบที่หน้าผาก ก่อนที่จะเริ่มสอดแก่นกายเข้ามาในร่างของผม เพียงส่วนปลาย ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้ามาในหัวทันที จนเผลอจิกที่หลังของอีกฝ่ายอย่างไม่ได้ตั้งใจ แซนซัสเลื่อนริมฝีปากมาประกบอีกครั้ง หมายจะช่วยบรรเทาความปวดให้เบาบางลง แล้วสอดแก่นกายลึกเข้ามาอีกนิด ก่อนที่จะถอดถอนออกจนเหลือแค่ส่วนปลาย แล้วสอดเข้ามาลึกขึ้นอีกนิด สลับไปมา จนเข้ามาได้สุด
ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่ความเจ็บปวดของผมค่อยค่อย กลายเป็นความเสียวซ่าน เป็นการเพิ่มขึ้นของอารมณ์ที่มากกว่าทวีคูณ เหมือนจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน ผมผลักแซนซัสลงกับพื้นเตียงเพื่อหมายจะเป็นฝ่ายคุมเกมเอง สามัญสำนึกต่างต่างถูกตัดทิ้งไป เมื่อเริ่มขย่มร่างของตนเอง บนแก่นกายของบอส และส่งเสียงครางในลำคอ อย่างลืมอาย

“ ผมจะถึงแล้ว บอ... บอส... ”

แซนซัสเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง พลางผลักร่างของผมลง ให้เป็นฝ่ายหลังติดเตียงแทน ก่อนที่จะขึ้นคร่อมร่างแล้วจับขาทั้งสองข้างฟาดไปบนบ่าของเค้า แล้วพลันสอดท่อนเอ็นอุ่นเข้ามาครึ่งท่อน สลับกับถอนออกจนสุด แล้วใส่เข้ามาเพียงครึ่ง เหมือนอยากจะทรมานให้ผมคลั่งตาย

“ บอ... บอส ได้โปรด... ”
ผมพยายามใช้มือไปควานหาสะโพกข้างหน้า เพื่อรั้งให้สัมผัสร้อนเข้ามาได้ลึกมากกว่านี้

“ ตกลงนายจะเรียกฉันว่าอะไรล่ะ ”
“ แซ...น ซัส... แซนซัส ขะ... ขอร้องล่ะ ”

แซนซัสยิ้มที่มุมปากอีกครั้งก่อนที่ก้มลงจูบที่เปลือกตาของผม แล้วส่งส่วนหนึ่งของร่างเข้ามาในร่างของผมอย่างเต็มสัมผัส มือหนึ่งของแซนซัสบีบที่แก้มทั้งสองอย่างเบามือ เพื่อให้โพรงปากของผมเปิดขึ้นรับการมาของลิ้น ที่บัดนี้ ล้วงลึกเข้ามามากกว่าเดิม อีกมือหนึ่งของแซนซัสเคล้าคลึงความเป็นชายของผมขึ้นลงซ้ำซ้ำ จนผมเริ่มสติกระเจิงกับสัมผัสทั้งหน้าหลังและรสจูบอันร้อนแรง การเคลื่อนไหวอันเร่าร้อนของสะโพกทั้งสองเข้ากันเป็นจังหวะ

แนบแน่น เนิ่นนาน

สมองของผมเริ่มชา ลมหายใจปั่นป่วน ภาพข้างหน้าพร่ามั่วไปหมด ก่อนที่จะส่งสัญญาณบอกคนข้างบนด้วยการเรียกชื่อเสียงดังหลายครั้งต่อหลายครั้ง แล้วจึงปลดปล่อยความต้องการออกมาเป็นสายพร้อมกัน จากนั้นภาพตรงหน้าก็เริ่มจางเป็นสีเทาจนถึงดำสนิท

“ หวะ... สวะ... ”
“ ไอ้สวะ !! ใครใช้ให้แกเข้ามาในนี้ ”

เสียงเกรี้ยวกราดที่คุ้นเคยดังลั่น เหมือนต้องการปลุกสติของผมให้ตื่นจากหลับใหล
รู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนพรมสีแดงเข้มของห้องทับทิม

อืม... ความจริงกับความฝันต่างกันประมาณนี้ล่ะ
ไม่ต้องสงสัยเลย นี่แหล่ะ บอสตัวจริงเสียงจริง


“ เอ่อ... ผมขอโทษครับ เมื่อคืนเดินผ่านห้องเห็นไฟเปิดอยู่ เลย... ”
“ ตึง !! ”

เสียงกระทบกันของกำปั้นกับหน้าโต๊ะที่บัดนี้แตกเป็นรอยดังขึ้น
“ แกรีบไสหัวออกไปซะ ตอนที่ขากับหัวและตัวของแก ยังติดกันอยู่เป็นชิ้นเดียว ”



เหอะ... ไม่ต้องไล่หรอก ใครจะอยากเป็นกระสอบทรายของแกแต่เช้ากันฟ่ะ
แค่ถูกปลุกด้วยเสียงแกก็เรียกว่าซวยเต็มแก่แล้ว
ทั้งที่เมื่อคืนแกยังจูบปลุกฉันอยู่เลยแท้แท้
ถึงมันจะไม่ใช่แกจริงจริง ก็เถอะ

กลับมาถึงห้องตัวเอง นั่งลงพินิจพิเคราะห์ความทรงจำที่ยังคงชัดเจนอยู่ สัมผัสที่ยังหลงเหลืออยู่บนผิวกาย มองไปทางกระจก เพี่อหารอยแดงที่คอก็ไม่ปรากฏร่องรอยแต่อย่างใด

คงเป็นแค่ความฝันจริงจริงนั่นแหล่ะ

นี่เรากลายเป็นคนช่างฝันตั้งแต่เมื่อไร
ทำตัวเป็นเด็กน้อยด้อยเดียงสาไปได้
ประสบการณ์ขาดความรักในวัยเด็กส่งผลมาหรือไงนะ...
เอาเป็นว่า เรื่องนี้พับเก็บไว้ก่อน ตอนนี้ต้องรีบเตรียมตัวไปทำงานแล้วสิ

ภารกิจของวันนี้ เป็นภารกิจลอบสังหารที่มีความอันตรายระดับ B Class เป็นการตามล่าสปายสองคนที่แฝงตัวเข้ามาในวองโกเลแฟมิลีเมื่อสี่เดือนที่แล้ว ก่อนที่จะถูกเปิดโปงและหลบหนีออกมาได้สองวัน จนเมื่อหน่วยข่าวกรองของวาเรียค้นพบแหล่งกบดานของพวกมันเมื่อเช้านี้เอง และนั่นเป็นเหตุให้ผมต้องรีบมาที่ป่าแห่งนี้

กุสต๊าฟกับเมโลเน่ ไม่ได้เป็นแค่เพื่อนธรรมดา

เป็นข่าวลือที่ได้ยินกันหนาหูในแฟมิลี่ว่าทั้งสองกำลังแต่งงานกัน แม้พวกมันจะเป็นสายลับแฝงตัวมา และแม้ผมเองจะเจอหน้าพวกมันบ่อยบ่อย ถึงไม่ค่อยได้คุยกันก็เถอะ แต่ก็ไม่เคยฉุกใจนึกเลยสักนิดเดียว พวกมันแฝงกายได้แนบเนียนมาก พยายามไม่ทำตัวเด่นจนเป็นที่สังเกต แต่ก็ไม่ทำตัวด้อยค่าจนไม่สามารถเป็นที่ไว้วางใจได้

ผมซ่อนตัวอยู่ข้างเงาไม้ใหญ่ตรงนี้มาได้เกือบชั่วโมงแล้ว ไม่มีวี่แววของความเคลื่อนไหวจากภายในกระท่อมข้างหน้าแต่อย่างใด สิบห้านาทีต่อมา ผมตัดสินใจเคลื่อนตัวออกจากเงาไม้ ค่อยค่อยแฝงกายเข้าไปใกล้กระท่อมหลังนั้นช้าช้า อย่างระมัดระวัง เมื่อหลังชิดติดผนังข้างหน้าต่าง ผมก็ชักดาบขึ้นมา ใช้ปลายดาบสะท้อนภาพ ข้างในกระท่อมผ่านหน้าต่าง

ไม่มีใครสักคน... หรือว่าพวกมันไหวตัวทัน...

หลังจากเปิดประตูเข้าไปในกระท่อม เพื่อหาร่องรอย พบเศษภาชนะบรรจุอาหารมากมายวางทิ้งเกลื่อนกลาด บริเวณเดียวกัน มีเศษผ้าพันแผลเปื้อนเลือด และกล่องปฐมพยาบาลที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ดูเหมือนพวกมันจะถูกตามล่ามาก่อน เลยรีบร้อนออกจากที่นี่ บนโต๊ะกระดาษสีขาวสะดุดตาวางอยู่ ผมสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมา เศษกระดาษที่ถูกฉีกมาจากปฎิทินที่แขวนบนผนัง มีข้อความเขียนไว้เพียงไม่กี่บรรทัดด้วยหมึกสีแดง ซึ่งคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นโลหิตมนุษย์

ใครก็ตามที่อ่านจดหมายฉบับนี้...
ไม่คิดว่าคุณจะรับฟัง แต่ถ้าเป็นได้โปรดระเว้นพวกเราด้วย
แล้วชื่อของพวกเราจะสูญหายไปจากชีวิตของคุณ


ไม่มีการลงชื่อทิ้งท้ายไว้ แต่นั่นก็ไม่จำเป็น รู้อยู่แล้วว่า ไม่กุสต๊าฟ หรือเมโลเน่ คนหนึ่งต้องเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนี้ แม้ใจความของมันจะไม่ซึมเข้าสมองของผมแม้แต่น้อยก็ตาม ผมอยู่ในวงการนี้มานานพอที่จะเมินเฉย และทำงานนี้มามากพอที่จะไม่ยอมปล่อยให้เป้าหมายหลุดมือไป เหยื่อที่ผมหมายตาไม่เคยพลาด

อิจฉา... เอ๊ย หมั่นไส้นัก ใครจะยอมปล่อยให้พวกแกไปแต่งงานกันฟ่ะ


อธิบายเรื่องน้องหลามเรียกแทนตัวเองว่า "ผม" สักนิด
คือว่าลองได้ใช้คำว่า "ฉัน" เหมือนตามต้นแบบแล้ว ปรากฎว่าไม่ค่อยเข้ากับอารมณ์ของฟิคเท่าไร
เลยเปลี่ยนนิดหน่อยให้เวลาพูดกับบอส รวมทั้งคำพูด คำบรรยายของน้องหนามเป็น "ผม"
แต่น้องหนามคุยกับคนอื่นก็ใช้ว่า "ฉัน&แก" นะครับ
ซึ่งทั้งหมดนี้เพียงเพื่อสนองตัณหาของลุงแจ๊คเท่านั้น


Last edited by UncleJacK on 15 Jun 2009, 16:08, edited 3 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 02 Jun 2009, 16:42 
User avatar
Joined: 29 Jan 2009, 09:59
Posts: 23
ย้อนเวลาเหรอ???


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 02 Jun 2009, 21:47 
User avatar
Joined: 21 Feb 2008, 15:25
Posts: 426
Location: เร่ร่อนพเนจร
แต่งแจ่มมากเลยลุง หนูจะรอตอนต่อไปน้า

บรรยายบรรยากาศ สภาพตัวละครได้เห็นภาพเลยล่ะ ^^

แต่หลามดูซอฟท์ลงเยอะเมื่อใช้คำว่า "ผม"

แต่ดูเหมือนหลามจะติดใจแซนซัสในฝันซะมากกว่าตัวจริงอีกนะนี่

หนูจะรอตอนต่อไปน้า >////<

_________________
เป็นท้องนภาที่โอบอุ้มทุกสรรพสิ่ง เป็นฟากฟ้าที่แสนอ่อนโยน


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 02 Jun 2009, 23:47 
User avatar
Joined: 05 Jan 2009, 19:27
Posts: 144
Location: ทุกที่ในโลกที่มีวาย(โดยเฉพาะ XS)
น้องหลามย้อนเวลาแล้วรึ
ป๋ารักหลามได้ใจมาก กอดอีก(ว๊ากกก)
แต่หลามพูด "ผม"....จั๊กจี้ที่สุดเลยจ้า
น้องหลามก็..ท่าทางจะติดใจป๋าภาคอดีตซะแล้ว

กางเต็นท์นอนรอ น้องหลามเซะซี่ บอมบาเย้


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 03 Jun 2009, 00:01 
Joined: 17 May 2009, 20:58
Posts: 545
ย้อนเวลาเหรอ??? เอ่อย้อนมันตอนใหนอ่า

คือว่ามันงงนิดหน่อย

แต่เราชอบมากเลยอ่าที่ฉลามพูดว่าผม

รออัพตอนหน้าค้า


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [fICtIoN : XS] =sAnD oF tiMe =
PostPosted: 03 Jun 2009, 01:04 
User avatar
Joined: 29 Jan 2009, 17:30
Posts: 18
Location: {Dark Tower}
หลามน้อยพูดว่าผม ก็แปลกดีอ่ะ
รอตอนต่อ หลามน้อยคงใจสั่นเจอป๋าใจดี 555+

_________________
Image

Image

Image


Profile  Offline
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 36 posts ]  Go to page 1, 2, 3  Next


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 3 guests

Panel

Top You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum
Search for:
Jump to: