Katekyo Hitman Reborn!
Title : Rain
Paring : XS
Rate :
NC-22
Author : aki
***********************************************************
[9.] In the rain…
* Edit ขออภัยค่ะ เนื่องด้วยเรา(เพิ่งจะ)พบข้อผดพลาด ซึ่งเราคิดว่ามันค่อนข้างจะใหญ่หลวงในฟิคตอนนี้...
เลยขออนุญาตลบที่ลงไว้แล้วนำไปแก้ไขสักพักค่ะ...
ขอโทษจริงๆนะคะ ตอนแรกก็ว่าจะปล่อยมันผ่านไป แต่ยิ่งอ่านยิ่งขัดใจ ที่เราทำให้คาแรกเตอร์ที่วางมาตลอดมันผิดพลาดไปได้ขนาดนั้น
แล้วจะพยายามเอามาลงให้เร็วที่สุดนะคะ
ย้ำอีกรอบ...ขออภัยค่ะ
*Edit again...กลับมาแล้วค่ะ (หัวเราะ)
มาอ่านตอนที่แก้ไปรอบแรกอีกรอบ ก็รู้สึกว่า เออ, ตอนนั้นทำไมพลาดโง่ๆแบบนั้น(วะ?)
ขออภัยสำหรับความผิดพลาดและความเอาแต่ใจค่ะ
ต่อแต่นี้เชิญติดตามต่อได้แล้วค่ะ...
.
.
.
เสียงคำรามของท้องฟ้าดังให้ได้ยินอยู่นานสองนาน ก่อนที่สายฝนจะเริ่มโปรยตัวลงมา...
ฉันละสายตาจากเอกสารที่หยิบติดมือมาด้วยก่อนจะเบนสายตาออกไปเบื้องนอก...
หยดน้ำมากมายพากันร่วงหล่นอย่างเอาเป็นเอาตายทิ้งท้ายช่วงปลายฤดู ก่อนที่จะเคลื่อนผันเปลี่ยนไปตามเวลาของมัน
...กำลังจะหายไปแล้วสินะ...
- -ปัง!- -
เสียงผลักเปิดประตู...หรืออีกนัยหนึ่งก็เรียกได้ว่าถีบเข้ามาอย่างไม่เกรงใจเจ้าของห้องเรียกให้ฉันหันกลับไปมอง เจ้าของแรงส่งกระทบต่อประตูยังยืนอยู่ตรงนั้นอยู่อึดใจก่อนจะก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับเสียงทักโวยวายตามนิสัยเจ้าตัว
“เฮ้ย, บอส...นอนยัง?”
...ถ้านอนแล้วแกจะเข้ามาได้เรอะ ไอ้สวะ!?...
ฉันคงจะสวนกลับมันไปอย่างนี้ ถ้าไม่ทันนึกขึ้นได้ว่าดวงตาของมันยังคงทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกตินัก...
ฉันถอนหายใจกลบอารมณ์อยากตะคอกกลับใส่มันตามความเคยชินไว้ก่อนจะเอ่ยกลับไปเรียบๆ
“มีอะไร?”
มันก้าวยาวๆเข้ามาหาฉันใกล้ๆก่อนจะชะงักไป...
ท่าทางคงพยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงไฟที่ฉันเปิดไว้เพียงสลัวๆเท่านั้น ฉันเลิกคิ้วน้อยๆเมื่อมองเห็นมือเรียวกอดถุงสีน้ำตาลไว้แน่น
คิ้วเรียวเหนือดวงตาสีเงินที่พยายามเพ่งมองตรงมาขมวดมุ่น ราวกับมันกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
จากรายงานของคณะแพทย์ ตอนนี้ดวงตาของมันพอมองเห็นบ้างแล้ว
แม้จะยังคงพร่าเลือนยามอยู่ในที่แสงสลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่มันต้องถูกพันตาจนไม่อาจมองเห็นอะไรได้แล้ว เรื่องแบบนี้คงเป็นเหมือนข่าวดีให้มันเลยทีเดียว
“นั่นอะไร?”
“คือว่า...วันก่อนที่บอสพาฉันไปเลี้ยงข้าว...” มันเริ่มต้นแทนที่จะตอบคำถาม
“เหอ!?” ฉันเลิกคิ้วขึ้นงงๆ
เลี้ยงข้าว...
...วันไหนวะ?...
ฉันทบทวนความจำอยู่ครู่ก่อนจะเหยียดยิ้มพลางขยับลุกลงจากเตียงเดินเข้าไปใกล้สคอลโลมากขึ้น...
“อ้อ...” ฉันลากเสียงก่อนจะเว้นระยะไปเล็กน้อย “จะมาใช้หนี้แล้วเรอะ?”
“เฮ้ย! ไหนบอกว่าไม่ต้องจ่ายแล้วไงวะ!?” มันผงะถอยหลังไปนิดเมื่อเห็นว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของฉันกับมันออกจะแคบเกินไปเสียหน่อย...
ฉันเผลอหัวเราะเบาๆเมื่อมองเห็นใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีของมันจนเรียกเสียงโวยวายจากริมฝีปากบางนั่นได้อีกระลอก
“ขำอะไรวะ!?”
“ถ้าไม่ได้มาใช้หนี้แล้วแกมีธุระอะไร?”
“เอ้า!” มันดันถุงสีน้ำตาลที่สู้อุตส่าห์อุ้มอยู่ในมือนานสองนานใส่ฉัน “ของตอบแทน!!!”
ฉันเปิดถุงดูภายใน...กล่องสีแดงเลือดหมูที่ประดับด้วยดิ้นทองนอนนิ่งสงบอยู่ในนั้น ฉันหยิบมันออกมาวางบนเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆก่อนจะเปิดออกดูภายใน...
และสิ่งที่อยู่ในนั้นก็เรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากของฉันได้ไม่ยาก...
...คอนยัค...
…Louis XIII de Rémy Martin…
ของดีซะด้วย...
...เอามาจากไหนวะ?
“ไปล่ะ!” มันว่าก่อนจะหมุนตัวตั้งท่าจะออกไปจากห้อง
“เดี๋ยว!” ฉันเรียกมันไว้ก่อนจะเข้าไปกระชากแขนลากมันกลับเข้ามาในห้อง
“อะไรเล่า!?” มันโวยวายเล็กน้อยเมื่อฉันกดร่างมันนั่งลงตรงโซฟา แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ (ซึ่งนั่นก็น่าจะมาจากความเคยชิน...) ฉันเลือกหยิบแก้วออกมาใบหนึ่งก่อนจะกลับมานั่งลงตรงข้ามมัน...
“เป็นไง?” มันเปลี่ยนจากเสียงโวยวายเป็นรูปประโยคคำถามเมื่อฉันรินน้ำสีอำพันลงแก้วแล้วยกขึ้นส่องกับแสงไฟ...
“ลองชิมดูไหมล่ะ?” ฉันว่าก่อนจะต้องกลั้นยิ้มเมื่อเห็นเจ้าตัวส่ายหน้าจนผมกระจาย ท่าทางยังคงฝังใจจากตอนที่เมาหลับคาห้องทำงานของฉันนั่นล่ะ...
“ไม่เอาหรอก...” มันขมวดคิ้วแน่น
ฉันเหยียดยิ้มก่อนจะกระดกเหล้าในแก้วเข้าปากรวดเดียวแล้วโน้มตัวข้ามโต๊ะเตี้ยด้านหน้าไปหามัน...
“บอส...”
มันเรียกได้แค่นั้น ก่อนที่ถ้อยคำจะถูกกลืนหายเมื่อฉันรั้งต้นคอมันให้แหงนเงยรับรสชาติจากริมฝีปากของฉัน...
สัมผัสแนบแผ่วเบาค่อยๆรุกล้ำเข้าไปเรื่อย
สคอลโลชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบสนองเนิบช้า ฉันยอมละริมฝีปากออกเล็กน้อยก่อนจะกดแนบลงไปใหม่ให้ได้มุมถนัดกว่าเดิม...
ในตอนนี้...จากการโน้มตัวข้ามโต๊ะเตี้ย กลับกลายเป็นว่าฉันก้าวข้ามมันไปยืนฝั่งเดียวกับเจ้าฉลามงี่เง่านั่นเสียแล้ว...
การตอบสนองที่ไม่ได้เชี่ยวชาญชั้นเชิง แต่ก็เป็นการยอมรับอย่างเต็มใจของมันนั่นยิ่งเรียกร้องให้ฉันยิ่งอยากและเล็มริมฝีปากบางนั่นเข้าไปใหญ่
“แค่นี้...แกคงไม่เมาใช่มั้ย?”
ฉันถามขึ้นหลังจากละริมฝีปากออกมา
มันหอบหายใจน้อยๆทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำ...
ดวงตาสีเงินตวัดมองก่อนจะพยายามผละหนี แต่ก็ทำไม่ได้อย่างใจ เมื่อฉันโอบรัดร่างมันไว้ให้แนบกาย...
“ปล่อยได้แล้วน่ะ บอส...” ,มันอุบอิบ
“วันนี้ค้างที่นี่มั้ย?” ฉันไม่ใส่ใจกับคำพูดแต่กลับเอ่ยขึ้นมาดื้อๆ เรียกให้มันเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย
“หะ...ห้องฉันอยู่แค่นี้เอง เดินกลับได้ ไม่มีปัญหาอยู่แล้วล่ะ บอส!” มันระล่ำระลักตอบ
“ดูเหมือนแกจะยังไม่ค่อยเข้าใจนะ ไอ้สวะ!” ฉันเอ่ยพลางเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “เมื่อกี้ไม่ใช่คำถาม...แต่เป็นคำสั่งต่างหาก”
“ดะ....อื้อ!”
ฉันไม่ได้ปล่อยให้มันบ่นประท้วงอีก...
ริมฝีปากกดแนบลงไปอย่างเอาแต่ใจพร้อมกับมือที่เริ่มไล่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของมันต่ำลงไปทุกที ขณะที่มืออีกข้างก็สอดผ่านกลุ่มไหมสีเงินเข้ากดใบหน้ามันให้แหงนหงายรับจูบที่ฉันมอบให้...
ปฏิกิริยาตอบสนองที่ดูเหมือนลังเลในตอนแรกกับแรงต้านจากข้อมือทั้งสองข้างของมันค่อยๆหมดลง
ก่อนที่มันจะเป็นฝ่ายปลดกระดุมเสื้อของฉันบ้าง...
ฉันไล่จูบระเรื่อยมาตามแนวลำคอก่อนจะไล่ต่ำลงไปบนอกขาว...
ก่อนที่จะชะงักไปเมื่อเห็นรอยแผลจางเป็นแนวยาวตามรอยดาบที่มันเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่นานมานี้...
“ขอบคุณวิทยาการทางการแพทย์...”
มันก้มลงมองตามสายตาก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนพลางหัวเราะเบาๆในลำคอ ทำให้ฉันอดยิ้มไม่ได้...ฉันกดริมฝีปากลงไปบนรอยแผลจางที่แทบจะมองไม่เห็นนั่นแล้ว...
“ขอบใจ...” ฉันกระซิบแผ่ว
ขอบใจ...ที่ตื่นขึ้นมา
ขอบใจ...ที่ยังคงยืนอยู่ตรงหน้า
ขอบใจ...ที่ทำให้ฉันยังได้กอดแกไว้แบบนี้
มันครางเสียงแผ่วเมื่อฉันไล่จูบลงต่ำก่อนที่จะกลับมากระหวัดเกี่ยวเล่นตรงแถวใบหู...
อุณหภูมิขึ้นสูงตามอารมณ์ที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ...
มาตอนนี้ ฉันกดมันลงนอนจนแผ่นหลังเปลือยของมันสัมผัสกับเบาะโซฟา
ปลายนิ้วฉันไต่ระเรื่อย ลากไล้ลงต่ำเร่งเร้าให้มันร้องครางเรียกชื่อฉันซ้ำๆ...
“อะ...แซน...ซัส...”
เรียกชื่อฉัน...ซ้ำๆไปแบบนี้...
ให้ฉันได้ยินเสียงของแก...
ให้ฉันได้มั่นใจว่าเป็นแก...ที่อยู่ในอ้อมกอดนี้
มันหอบหายใจแรงเมื่ออารมณ์พุ่งสูง...
เสียงครางของมันถูกกลืนหายเมื่อฉันเป็นฝ่ายดูดกลืนเสียงร้องของมันไว้ด้วยริมฝีปากที่กดแนบลงไปซ้ำๆ
เรียวนิ้วที่รุกไล่เข้าไปทำให้ร่างมันผวาขึ้นมาหาฉัน
มันกดริมฝีปากเข้ากับเนินไหล่ของฉัน มือทั้งสองข้างเกาะแน่น พยายามระงับเสียงที่กำลังจะเล็ดรอดออกมา...
ฉันกดริมฝีปากแนบเข้าที่กลุ่มผมชื้นเหงื่อของมันก่อนจะกระซิบที่ริมหูเบาๆ
“เรียกชื่อฉันสิ...สคอลโล...”
“อึก...ซะ...แซนซัส...”
“เด็กดี...”
ฉันกระซิบตอบรับเสียงเรียกนั้นก่อนจะเลื่อนกายขยับแทรกให้เข้าหา...
ผิวกายขาวที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเนียนเรียบเหมือนอิสตรีแต่น่าดึงดูดด้วยแรงปรารถนาเริ่มถูกแต่งแต้มร่องรอยให้มากขึ้นทุกท
ีจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ใครมาตีตราซ้ำสองได้
เรือนผมสีเงินกระจายเต็มโซฟาและสะบัดไปตามแรงอารมณ์ของผู้เป็นเจ้าของ ยิ่งทำให้ฉันอยากสัมผัสมันมากขึ้นไปอีก...
พิรุณเอ๋ย...จงโปรยปรายลงมา
ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดดำแห่งนี้...
ฉันขยับร่างให้สนิทแนบ...กอดรัดจนสุดแรงก่อนจะฝังใบหน้าลงกับซอกคอขาว
เสียงครางเรียกชื่อดังแผ่วอยู่ข้างหู...
สายพิรุณที่เป็นของนภาผู้นี้...
...นภาที่ดำดุจทมิฬกาล...
มันตอบรับอ้อมกอดด้วยอ้อมแขนที่โอบพาดลงมา...
กอดรัดให้แน่นเข้า...เกลือกว่ามันจะหลุดหาย
ดุจสายฝนลาลับไปตามฤดูกาล...
ฉันเลื่อนริมฝีปากขึ้นมากดแนบกับริมฝีปากมันอีกครั้ง...เรียวลิ้นต่างสอดรัดรับกันราวกับกระหายอยากเสียเหลือเกิน...
ริมฝีปากกดแนบตีตราให้รับรู้...
ไม่มีใครที่จะสัมผัสต้องกับสายพิรุณนี้ได้
ฉันสอดกายแนบรัดดุจราวเป็นหนึ่งเดียวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะได้ยินเสียงจากแรงอารมณ์ร้องเรียกชื่อฉัน...
ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างกับที่ฉันคำรามชื่อมันออกมาในครั้งสุดท้าย...
ฉันซุกหน้าลงกับกลุ่มผมชื้นเหงื่อของมัน...ก่อนจะค่อยๆและเล็มแผ่นอกขาวที่ตอนนี้ถูกแต่งแต้มด้วยร่องรอยตีตราจนเต็มพื้นที่
“แซนซัส...”
มันเรียกชื่อฉันก่อนจะเป็นฝ่ายรั้งใบหน้าฉันไปจูบเสียเอง...เรียวลิ้นไร้ชั้นเชิง มีเพียงแรงตอบสนองจากความคุ้นเคยและความรู้สึกของมันเท่านั้น...
“ไม่ได้เรื่อง!”
ฉันว่าเมื่อละริมฝีปากออกมา ทำเอาคิ้วเรียวของมันขมวดมุ่น...
“ช่างเหอะน่า!” มันโต้กลับ “ใครมันจะเชี่ยวเหมือนนายกันเล่า!”
“หึ!” ฉันแค่นเสียงในลำคอก่อนจะก้มลงจูบมันอีกครั้ง
.
.
.
“ย้ายที่กันดีกว่ามั้ง...?”
.
.
.
แม้ในโลกแห่งความเป็นจริง สายฝนจะพร่างพรมฉ่ำเย็นเพียงใด
หากพิรุณใต้ฟ้าผืนนี้คงมีเพียงแค่พิรุณสีเลือด...ที่นำพาเพียงแค่ความตาย
แต่นั่นก็คงไม่เป็นไร...
เพราะอย่างน้อย, ภายใต้ผืนฟ้าผืนนี้...ก็ยังคงมีสายฝนที่โปรยปราย
.
.
.
Tbc.
แถมค่ะ...
รูปของขวัญที่สคอลโลหามาค่ะ...
แพงใช่ย่อยค่ะ ขวดละประมาณ $2000 ได้
ขอบคุณเฮียสำหรับข้อมูลนะคะ ^^