Welcome
เนื่องจาก เราต้องการสกรีนคนเข้าฟอรั่ม Fiction/doujin และ YaoiLand ขอไห้ทุกท่านที่จะสอบเข้า ไปทำข้อสอบได้ที่ Vongola Test




Post new topic Reply to topic  [ 463 posts ]  Go to page 1, 2, 3, 4, 5 ... 31  Next
Author Message
 Post subject: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28-32 -FIN- p.31 |05.11.09|
PostPosted: 29 Jan 2008, 22:36 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 818
Location: ห้องสารภาพบาป

Denunci เล่ม1 รวมเล่มตั้งแต่ตอน1-19 ซึ่งจะรันเลขตอนต่างจากที่ลงในบอร์ด แต่จะพยายามรันเป็นเลขเดียวกันฮะ
จะมีตอนขาดๆหายๆไปบ้างซึ่งอยู่ในหนังสือ (ฮา)


รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องรีปริ๊นต์สามารถดูได้ที่นี่ฮะ



sarail



-----------------------------------------------------

Title: Denunci, This love must betray
Writer: sarail
Fandom: Katekyo Hitman Reborn! [KHR]
Pairing: XS
Rate: ตั้งแต่PGถึงNC = =

---------------------------------------------------






Chapter 1 : Broken wing










ภาพที่เห็นตรงหน้า.... ดูเหมือนจะไม่ใช่ความจริง...

หญิงสาวที่เข้ามาขวางวิถีกระสุน... เส้นผมสีนิลสลวยกับแผ่นหลังบอบบางนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย...

แล้วทำไมถึงช่วย?....

สควอลโล่ใช้เวลาเพียงชั่วเสี้ยววินาทีในการคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น....

วันนี้เขามาทำงานตามที่บอสสั่ง งานที่ว่านั้นก็คือฆ่าทุกคนที่อยู่ในคฤหาสน์หลังนี้....

คฤหาสน์หลังใหญ่งดงามตระกาลตาราวปราสาทขนาดย่อมดูไม่มีพิษสงแม้แต่นิด น่าแปลกที่สถานที่แห่งนี้กลับพร้อมสรรพไปด้วยนักฆ่าฝีมือดีที่ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดชั้นเยี่ยม ถึงกระนั้นฝีมือระดับรองหัวหน้าวาเรียและจักรพรรดิแห่งดาบรุ่นที่สองก็ไม่ใช่อะไรที่จะดูถูกได้ง่ายๆ
สควอลโล่แทบไม่ต้องเปลืองแรง งานง่ายๆ...แค่ฆ่าคน...
แค่ฆ่า..ก็เท่านั้น...

แต่ฉลามหนุ่มยังอดสงสัยในคำสั่งของเจ้านายตนไม่ได้

แซนซัสมีเหตุผลอะไรรึเปล่า ถึงได้เจาะจงที่นี่ เท่าที่เขารู้ คฤหาสน์หลังนี้เป็นบ้านของอดีตแฟมิลี่ที่ผันตัวออกจากวงการ ถึงโลกมืดไม่ใช่ที่ที่จะเข้าแล้วออกไปมีชีวิตปกติธรรมดาได้ง่ายๆ... แต่เขาก็ยังไม่เห็นเหตุผลที่ต้องฆ่าล้างบางขนาดนี้เลยสักนิด แถมยังให้เขามาจัดการคนเดียวแสดงว่าความลับในภารกิจครั้งนี้...ต้องเป็นอะไรบางอย่างที่จะให้คนอื่นร่วมรับรู้ด้วยไม่ได้....

หรือไม่ก็มีแต่เขา... ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่คนเดียว....

ชั่วพริบตาที่เผลอตัวกับการหาเหตุผล เม็ดตะกั่วก็ยิงทะลุไหล่ขวาไปอย่างฉิวเฉียด เฉือนอาภรณ์สีดำที่ใส่อยู่เป็นนิจ แผลที่เกิดแค่ถากๆสำหรับฉลามคลั่ง แต่สิ่งที่ทำให้นัยน์ตาสีทะเลสาบเบิกกว้าง คือร่างบอบบางที่เขามาขวางตรงหน้าเขานี่ต่างหาก

การที่เธอคนนั้นเข้ามาหยุดตรงหน้า ทำให้พวกบอดี้การ์ดทั้งหลายทำอะไรไม่ถูกและชั่วพริบตาที่มีช่องว่างนั่นเอง...

ฉัวะ!!
ด้วยฝีมือจักรพรรดิแห่งดาบรุ่นที่สอง เพียงปลายดาบกวัดแกว่งไปชั่วพริบตา ศัตรูทั้งหลายก็ด่าวดิ้นสู่ปรภูมิ เหลือเพียงสาวน้อยที่เข้ามาขวางทางเขาเท่านั้น ที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี...
คนที่ฆ่ามานี่ ไม่มีผู้หญิงเลยสักคน แม้แต่สาวใช้ ทว่าสตรีเพียงคนเดียวที่พบ กลับเข้ามาปกป้องเขาเสียอีก เวลาที่ทำงานในกลุ่มนักฆ่ามาตลอดหลายปี ไม่เคยมีสักครั้งที่จะมีคนทำแบบนี้กับเขา....
แล้วจะเอายังไงกับเธอดี?....

ระหว่างคิดก็มองสาวใจกล้าตรงหน้า เธอใส่ชุดกระโปรงสีขาวที่ดูเหมือนชุดนอนมากกว่ากระโปรงสุ่มผู้ดีทั่วๆไป ผิวขาวจัดตัดกับเส้นผมหยักศกสีดำสนิทยาวประบ่า ตากลมโตเหมือนหินออบซิเดียน... สีเทา...ปนกับสีน้ำเงินเข้มจนเหมือนโลหะไร้ประกายแวววาว แค่มองผ่านกลับรู้สึกเหมือนถูกสะกดให้จับจ้อง

ราวกับดวงตาคู่นั้นสามารถมองทะลุได้ถึงจิตใจตน..

สวย...ขนาดตัวเขาที่ไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนยังรู้สึกได้
แต่... น่าเสียดาย...

น่าเสียดายที่ต้องมาจบชีวิตลงแค่นี้....


เพราะไม่มีอะไร...สำคัญกว่าคำสั่งของแซนซัส......

คิดได้อาวุธคมซึ่งติดกับมือกลก็วาดลงไปหยุดตรงหน้าแม่สาวน้อยไร้อารมณ์

กึก...
สควอลโล่จงใจหยุดดาบไว้ให้ปลายแหลมห่างจากหน้าผากมนเล็กเพียงเล็กน้อย ทว่าร่างตรงหน้ากลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน นัยน์ตาคู่งามนิ่งเฉยแม้ความตายมาหยุดอยู่เบื้องหน้า
เธอมองไม่เห็นอย่างนั้นหรือ?

...ถือว่าเขาสงเคราะห์แล้วกัน...
“สควอลโล่...?” ชื่อตัวเองที่หลุดจากปากอีกฝ่ายนั้นทำให้เจ้าของร่างชะงัก

ยังไม่ทันเอ่ยปากต่อ คนตรงหน้าก็ล้มฟุบไปเสียก่อนโดยที่ชายหนุ่มคว้าตัวไว้ได้ทัน
“เวรแล้วไง”

ทั้งที่ไม่ควรจะให้เหยื่อรู้จักกับนักฆ่า แต่เวลาได้ยินชื่อตัวเองแล้วมันอดสงสัยไม่ได้ ทั้งที่ควรเก็บให้ปิดปากเงียบไปชั่วนิรันดร์แท้ๆ....

สควอลโล่เหลือบมองใบหน้าที่หลับตาพริ้ม....

ชีพจรยังเต้นปกติ......คงจะสลบไป...ก็ว่าอยู่...กลิ่นคาวเลือดชวนเวียนหัวขนาดนี้...

คิดแล้วก็ถอนหายใจก่อนจะช้อนแขนยกตัวสาวน้อยปริศนาคนนี้ขึ้นมา ขาเพรียวก้าวข้ามร่างไร้ชีวิตด้วยฝีมือตนออกจากสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นโลหิตคละคลุ้ง....

ไม่ไยดี ซากศพไร้วิญญาณที่อยู่เบื้องหลังแม้แต่น้อย

..............................................


ปราสาทวาเรียในยามดึก จันทร์เพ็ญสาดส่องร่างซึ่งอุ้มเด็กสาวไว้ในอ้อมแขนท่ามกลางความเงียบเชียบของบรรยากาศโดยรอบ สนเมดิเตอร์เรเนียนพัดหวิวราวกับต้อนรับหนึ่งในเจ้าของบ้านซึ่งกลับจากการทำงานหนักมาทั้งวัน
ฉลามหนุ่มก้าวเท้าอย่างเงียบกริบ ผ่านประตูทางเข้า มองซ้ายขวาจนเห็นว่าไม่มีใครรวมถึงวาเรียระดับล่างที่เฝ้ายามตามปกติ ประตูบานใหญ่ค่อยๆแง้มออกขณะที่ร่างโปร่งเหล่มองหาสิ่งผิดปกติในเงามืด

“สควอลโล่ กลับมาแล้วเหรอ~”

พรวด!
สควอลโล่แทบล้มตึงเมื่อเสียงต้อนรับเอ่ยทักทายมาจากคนคุ้นเคย เจ้าชายนักฆ่า เบลเฟกอลนั่งยิ้มร่าบนเชิงบันไดหินอ่อนเวียนไปสู่ชั้นสองของปราสาท เมื่อเห็นว่าฉลามคลั่งพาใครอีกคนมาด้วยเด็กหนุ่มก็แทบตกจากจุดที่นั่งอยู่

“สะ...สควอลโล่อุ้มใครมาน่ะ....”
ร่างสูงกว่าถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะทำเป็นไม่ใส่ใจเดินผ่านเพื่อนร่วมงานไป แต่ดูท่าหนุ่มน้อยจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายเมินง่ายๆ เจ้าชายน้อยผละจากที่ประทับเข้าใกล้ ขณะที่ฉลามหนุ่มเอ่ยปราม

“อย่ายุ่งน่า...เบล”

“อ๋า หวงซะด้วย แฟนสควอลโล่ก็ไม่บอก...” คนตัวเล็กกว่าพูดทำเอาคนผมเงินแทบสะดุดเสียอีกรอบ

“พูดอะไรของแกไอ้เด็กเวร!”
“แล้วทำไมสควอลโล่พามาล่ะ ทั้งที่เจ้าชายไม่เคยเห็นสควอลโล่พาใครมาแท้ๆ”
ฉันก็อยากรู้เหมือนกันแหละน่า...
ฉลามหนุ่มไม่เข้าใจตัวเองเลย ทั้งที่ไม่ฆ่ายังพอว่า แต่ที่ถึงขนาดพามาถึงรังลับของวาเรียเนี่ย...ถ้าเป็นศัตรูจะทำยังไงนะ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็น ‘เหยื่อ’จะไปคิดแบบนั้นก็ใช่ที่ แค่ผู้หญิงธรรมดาคนเดียวไม่มีทางสู้เขาได้อยู่แล้ว แถมตาบอดอีก...
ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ...ทำให้เขาคาใจบอกไม่ถูก...

อะไรบางอย่าง...สัญชาติญาณ....
หรืออาจจะเป็นลางสังหรณ์ของนักฆ่า...ความเชื่อมั่นแปลกๆที่คิดว่ามันมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ในคำสั่งสังหารนั้น...

“สควอลโล่?” เจ้าชายน้อยเอ่ยทักเมื่อร่างโปร่งเงียบไปนาน ชายหนุ่มเพียงถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยความระมัดระวัง

“เบล วันนี้แกรู้เรื่องภารกิจของฉันรึเปล่า?”

“ที่ว่าบอสให้สควอลโล่ไปลุยเดี่ยวน่ะเหรอ...รู้สิ เจ้าชายรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว” ร่างเล็กว่าพลางเอ่ยต่อ “ทำไมเหรอสควอลโล่?”
ท่าทีแปร่งๆของฉลามหนุ่มกับร่างเล็กในอ้อมแขนทำให้มือเรียวของเจ้าชายทุบกับฝ่ามือตนเองอย่างถึงบ้างอ้อ
“อ๋อ... แล้วสควอลโล่ก็ไปเจอนางฟ้า แล้วสควอลโล่ก็หลงรักนางฟ้าแต่แรกเห็นเลยฆ่าไม่ลง สควอลโล่เลยพากลับปราสาทให้บอสเป็นบาทหลวงทำพิธีแบบคลุมถุงชน แล้วเจ้าชายเป็นพยานสินะ!”
“ไม่ใช่เว้ย!!” สีโลหิตสูบฉีดบนใบหน้าคนถูกพาดพิงอย่างแรง ฉลามหนุ่มสะบัดหน้าพรืดก่อนจะเดินไปทางบันไดเวียน “ช่างมันเหอะ ฉันมันโง่เองที่ถามแก”

“สควอลโล่โง่แต่เจ้าชายก็ชอบนะ”
“ว้อย! เงียบไปเลยไอ้เด็กเปรต!”

“สควอลโล่นี่ปากไม่ตรงกับใจเลยนะ ชิชิ” เบลเฟลกอลฉีกยิ้ม พลางไล่ละเลียดเดินตามฝีเท้าอีกฝ่าย “ไม่อยากให้บอกพระราชาสินะ? สควอลโลก็พูดมาตรงๆก็ได้...”

ท่าทีรู้ทันของเด็กหนุ่มทำเอาฉลามคลั่งหงุดหงิด หรือเขาจะโง่อย่างที่มันว่าจริงๆ? เรื่องนั้นเขาก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ...ไอ้เด็กบ้านี่มันรู้ทันเขาไปซะทุกอย่าง...

“ฉันแค่อยากถามอะไรหล่อน เสร็จแล้วเดี๋ยวก็ ‘เก็บ’ ล่ะน่า” พูดกันในภาษาที่รู้ๆกันอยู่ เจ้าชายน้อยพยักหน้าหงึก แต่ไม่วายเอ่ยเย้า

“แน่ใจเหรอสควอลโล่ว่าจะเก็บน่ะ? ให้เจ้าชายช่วยเค้นคอไม่ดีกว่าเหรอ?”
“ให้แกเล่นก็ได้เหลือหลักฐานเพียบสิวะ” ฉลามหนุ่มถอนหายใจหน่าย “แต่ไว้เดี๋ยวเสร็จแล้วฉันจะบอกให้แกช่วยแล้วกัน”

“แลกกับอะไรล่ะสควอลโล่...”
“หา?”

“ก็เจ้าชายรู้ความลับของสควอลโล่แล้ว...ค่าปิดปากล่ะ?”
เด็กหนุ่มเอ่ยพลางฉีกยิ้มแฉ่งเหมือนเรื่องที่พูดเป็นเรื่องธรรมดา ความจริงมันก็เป็นเรื่องปกติของวงการนี้ล่ะนะ ยิ่งจ่ายแพงค่าแรงยิ่งคุ้ม

แต่แกมาสู่รู้เองนี่หว่า!
ร่างโปร่งตะโกนอยู่ในใจ ทว่าริมฝีปากบางกลับเอ่ยไปอีกทาง
“เลือดคนทั้งปราสาทยังปิดปากแกไม่ได้ จะเอาอะไรล่ะวะ?”

“สควอลโล่ก็ปิดปากเจ้าชายสิ”

“ห๊ะ...เฮ้ย!!!”นัยน์ตาสีใสเบิกกว้างเมื่อร่างผอมนั้นกระโดดตะครุบตัวเขาลงกับพื้น ‘สัมภาระ’ที่อยู่ในมือเลื่อนตกไปสลบอยู่ข้างกาย แม้ขนาดนี้ก็ยังไม่ตื่น คุณเธอกินยานอนหลับก่อนนอนทุกวันรึไง... ฉลามหนุ่มแอบบ่นอยู่ในใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้ร่างโปร่งสมควรปรามาสมากกว่าในยามนี้ คือรสจุมพิตที่แนบอยู่กับ ‘ใกล้’…ริมฝีปาก

ทว่าแค่สัมผัสภายนอก ไม่มีการล่วงล้ำ คล้ายจุมพิตแบบครอบครัว...เพียงแต่...คนที่ทำไม่ใช่คนสายเลือดเดียวกันเลยแม้แต่นิดน่ะสิ!

“แก....ไอ้...ไอ้เบล!!!!”ฉลามหนุ่มขึ้นเสียงทันที แทบจะโวยลั่นปราสาทกับเรื่องเมื่อครู่ ถ้าไม่ติดว่าใครบางคนอาจจะตื่นมากลางดึกเพราะเสียงของเขาล่ะนะ...

“ถือว่าสควอลโล่ปิดปากเจ้าชายแล้วนะ” ร่างเล็กยิ้มร่า ก่อนจะผละตัวจากฉลามคลั่งที่เริ่มมีความคิดจะฆ่าพวกเดียวกันเองจริงๆแล้ว หนุ่มน้อยหัวเราะเบาๆแล้วจึงผละตัวหายไปในเงามืด
ทิ้งให้ฉลามหนุ่มยังอึ้ง อาย ปนโกรธไม่หาย

มือเรียวปาดริมฝีปากตนลวกๆ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจหรือขยะแขยงเกินพอดี สำหรับการล้อเล่นเป็นประจำของหนุ่มน้อยเมื่อครู่ ร่างโปร่งถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเสมองไปยังร่างที่สลบอยู่เคียงข้าง

“ขี้เซาจริงนะ” ริมฝีปากบางเอ่ยเบาๆ พลางช้อนตัวร่างบางไว้ในอ้อมแขน จริงอยู่ว่าร่างของนักดาบหนุ่มมิได้แข็งแกร่งเท่าผู้เป็นนายตน หรือมีกล้ามเนื้อเกินความพอดี ทว่าเรื่องกำลังแขนที่ได้จากการฝึกดาบนั้นเรียกได้ว่าไม่เป็นรองใคร ชายหนุ่มก้าวขาของตนเดินวนขึ้นไปยังชั้นซึ่งห้องของตนอยู่...

ในเงามืด...เสียงกระซิบของปีศาจตัวน้อยดังแว่วมา...

...สวยนะสควอลโล่...แต่เจ้าชายว่า...สควอลโล่สวยกว่าเยอะ...




แต่ถ้าจะให้เจ้าชายยกสควอลโล่ให้ใครนอกจากพระราชาล่ะก็... เจ้าชายไม่ยอมหรอกนะ


......................................


Last edited by sarail on 04 Nov 2009, 23:37, edited 69 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 29 Jan 2008, 22:38 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 818
Location: ห้องสารภาพบาป
ปัง..

บานประตูไม้ปิดลงพร้อมกับร่างหนึ่งซึ่งก้าวเข้ามา ชายหนุ่มวางสัมภาระมีชีวิตลงกับเตียง ก่อนจะนั่งลงปลายที่นอนปูผ้าขาวสำหรับคนเดียว ดูจากสภาพที่นอนอันคับแคบแล้ว...เขาคงไปทำตัวเป็นหมอนข้างให้แม่สาวน้อยคนนี้ไม่ไหว...
“เฮ่อ...”
จะทำยังไงต่อไปล่ะ...
ฉลามหัวเงินบ่นพึมพำ จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่รู้จะทำยังไงกับเธอดี...

เอาวะ...เดี๋ยวค่อยคิดทีหลัง...
แสงจันทร์จากโคมรัตติกาลเพียงหนึ่งเท่านั้นที่ส่องจากหน้าต่างให้แสงสว่างรำไรกับห้องพักขนาดปานกลาง ร่างโปร่งเสยเรือนผมที่ร่วงลงมาปรกใบหน้าแล้วจึงลุกเดินเข้าห้องน้ำส่วนตัวไป

คราบเลือด....กลิ่นคาวโลหิตที่ชวนให้เวียนเหียน....

แต่ไหนแต่ไร ก็มีมันอยู่ข้างตัวมาตลอด....
เหมือนจะลบไม่ออกซักที....

พอจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ฉลามหนุ่มในชุดนอนก็เหลือบสายตามองเธอคนนั้นอีกครา

“บ้าชะมัด...” ชายหนุ่มสบถกับตัวเอง ก่อนจะทิ้งตัวลงกับโซฟารับแขก นัยน์ตาสีฟ้ากวาดเอกสารงานในมือชั่วครู่ แผ่นกระดาษสำหรับรองหัวหน้าวาเรียแต่ละแผ่นค่อยๆผ่านไปอย่างเชื่องช้าอย่างพินิจพิจารณา

แล้วนัยน์ตาสีสวยก็ปิดสนิทลงที่โซฟานั่นเอง....

On the bed under the linen
there's a sleeping angel
his charm is like the sandal
the candle light of my soul

dear my blue angle blue
open your eyes and make me true
fill my heart with your love make it full
please my blue angle blue



(*credit : brioche/cofactor)

.................................

แสงตะวันส่องแทนที่จันทราเมื่อคืนวาน ร่างโปร่งบางซึ่งสลบไสลในยามค่ำคืนค่อยๆลืมตาตื่นอย่างงัวเงีย ทว่าสิ่งหนึ่งที่วาบเข้ามาในความคิดรับอรุณทำให้ตาสว่าง

“เฮ้ย นี่มันกี่โมงกันวะเนี่ย” นั่นเป็นประโยคแรกที่เอ่ยจากปากฉลามหนุ่ม พลางคิดถึงสิ่งที่เผลอไผลไปเมื่อคืนวาน
....รายงานแซนซัส…

นัยน์ตาสีสวยมองสภาพบนเตียงตนเอง คนที่ยกที่นอนให้ในยามราตรีที่ผันผ่านยังหลับตาพริ้ม จะปลุกก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนไปขัดความสุขเธอยังไงอย่างนั้น...

เช้าวันแรกหลังการเข้าหอเป็นอย่างนี้รึเปล่านะ?
“เฮ้ย! คิดอะไรวะ…” โวยวายกับตัวเองเสร็จก็หันไปมองสาวน้อยที่หลับอยู่อย่างไม่รู้สึกรู้สา ท่าทางเหมือนลูกแมวที่ขดตัวกลมหลบจากความหนาว สควอลโล่เห็นแล้วอดถอนใจไม่ได้ มือเรียวดึงผ้าห่มหนานุ่มมาคลุมร่างเล็กนั้น ก่อนจะทำภารกิจส่วนตัวแล้วออกจากห้องไป

เบื้องหลังเสียงฝีเท้าที่ไกลออกไปพร้อมกับจังหวะการปิดประตู นัยน์ตาคู่สวยค่อยๆลืมตาตื่น...จากนิทรา...
............................................

“บอสไม่อยู่?”
สควอลโล่เอ่ยทวนถามอย่างแปลกใจ เพราะไปที่ห้องก็ไม่เห็น ลงมากินข้าวเช้าก็ไม่มีแม้แต่เงา จนกระทั่งเลวี่มันบอกนี่แหละ

“บอสไปญี่ปุ่น ครึ่งเดือนเดี๋ยวก็กลับ”

“ไปทำไมตั้งครึ่งเดือนวะ”

“จัดการเรื่องผู้สืบทอด”
เท่านั้นสควอลโล่ก็ไม่พูดอะไรอีก....

......ไปไหนมาไหนไม่เคยเกรงใจชาวบ้าน ไม่เคยคิดจะบอกกันหรอก......
......ถ้าไม่ถามหรือเดาเอาเอง....
จนถึงตอนนี้ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้สักทีว่าเพราะอะไรถึงหลงใหลในดวงตาคู่นั้น…

“ว่าแต่เบลล่ะ?” คราวนี้ร่างโปร่งไม่ถามเลวี่ ไพล่ขอคำตอบจากลุซซูเรียแทน สองคนนี้รู้ดีเรื่องเดียวกันพอๆกับที่รู้ว่าเขากับเลวี่ไม่ชอบหน้ากันขนาดไหน ถามคำตอบคำ... ชาติไหนจะเรียกได้ว่าสามัคคี... จะว่าไปมันก็ไม่จำเป็นนี่นะ...
มันเห็นเขาเป็นก้างฉลามขวางคอ...แล้วเรื่องอะไรเขาจะต้องญาติดีกับมัน

“เบลก็ไปกับบอสด้วยล่ะจ้า” ลุซซูเรียตอบให้ “แหม อิจฉาจัง ถ้าชั้นตื่นเร็วกว่านี้ก็จะได้ไปด้วยแท้ๆ คิดถึงพ่อหนุ่มนักมวยนั่นจังเลย”

“เครื่องบินพวกนั้นออกกันกี่โมงน่ะ”

“ประมาณตีสามล่ะมั้ง...โอ๊ยชั้นตื่นไม่ได้หรอก ช่วงดึกๆเนี่ยเป็นเวลาฟื้นฟูสภาพผิว” ว่าแล้วคุณกระเทยถึกแห่งวาเรียก็ลูบๆคลำๆฉลามน้อยตรงหน้า “สควอลโล่นอนดึกนะ ผิวก็เลยเป็นอย่างนี้ไง ต้องรู้จักดูแลตัวเองบ้างนะ”

คำพูดเกี่ยวกับเรื่องการดูแลตัวเองของแม่กระเทยสาวผ่านหูฉลามหนุ่มไป ร่างโปร่งกำลังคิดเรื่องค่าปิดปากกับเจ้าชายจอมกวนโอ๊ย....ว่าที่เบลมันแอบติดเครื่องบินไปด้วยนี่มันจะเป็นปัญหารึเปล่า กำชับว่าอย่าบอก แต่ไหงไปด้วยกันเฉย สถานการณ์อันตรายสุดๆ....

เมื่อคืนก็กลับมาใกล้ๆช่วงนั้น ไปลามาไม่ไหว้ ไม่คิดจะบอกกันเลยสินะ....
แล้วยังต้องคอยปิดบังเจ้าพวกนี้อีก ครึ่งเดือนนี่มันจะรอดกันมั้ยเนี่ย....
ยังไงซะ...ตอนที่แซนซัสกลับมา..
ที่ปราสาทแห่งนี้...ต้องไม่มีแม้แต่เงาของผู้หญิงคนนั้น....
“แล้วมาม่อนล่ะ?” ร่างโปร่งเอ่ยพาดพิงถึงตุ๊กตายัดนุ่นตัวโปรดของเจ้าชายโรคจิต บางทีอาจจะติดไปด้วยกันได้...อาจจะช่วยทำให้เบลสงบปากสงบคำบ้างล่ะนะ...

“ออกไปทำภารกิจจ้า เดี๋ยวคงกลับมาคิดค่าเหนื่อยกว่าชาวบ้านนั่นแหละ”
“ไปทำไมแต่เช้า” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ลุซซูเรียฟังแล้วอมยิ้ม ก่อนจะตอบเสียงใส

“ความจริงเป็นเวรของสควอลโล่ แต่เบลบอกบอสว่าเมื่อคืนสควอลโล่เหนื่อยเลยให้พักจะดีกว่า” ผู้พิทักษ์แสงอรุณเอ่ย “บอสเลยบอกให้มาม่อนไปแทน... บอสนี่ใจดีกับสควอลโล่ทุกทีเลยสิน้า...” ว่าพลางเหล่ตามองผู้พิทักษ์อัสนีด้วยสายตาที่บอกได้ว่า... ‘ไม่เหมือนใครบางคน...’

“เบลเหรอ...” เด็กบ้า...วางแผนอะไรอยู่วะแก... ฉลามหนุ่มแอบคิดอยู่ในใจ ก่อนจะลงมือรับประทานอาหาร

“นี่ลุซซูเรีย...ห้องฉันน่ะ ไม่ต้องให้ใครเข้าไปทำความสะอาดนะ มีอะไรต้องจัดการนิดหน่อย....”

“ปกติห้องสควอลโล่ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไปยุ่งอยู่แล้วนะ ยกเว้นบอสกับเบล”
“เอาน่า สั่งเพิ่มไปด้วยแล้วกัน...แค่ซัก 3 วันก็ได้”
แล้วฉันจะเก็บกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง...

.............................................................



“ที่นี่คือที่ไหนเหรอคะ คุณสควอลโล่”

ร่างเล็กนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง แสงอาทิตย์เบื้องหลังขับให้เธอดูมีรัศมีเปล่งประกาย รอยยิ้มหวานส่งมาให้อย่างจริงใจ ขณะที่ฉลามหนุ่มเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ในสมองเขากำลังตีกันเอง....
อย่างแรกคือ ไม่มีใครเรียกเขาแบบสุภาพๆมาตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะการที่มีสรรพนามไพเราะเพราะพริ้งอยู่หน้าชื่อตัวเอง... ทำให้รู้สึกแปลกๆบอกไม่ถูก ส่วนการที่โดนสาวเจ้าถามว่าที่นี่คือที่ไหนไม่ใช่เรื่องตอบยาก แต่ปัญหาอยู่ที่ ตอบหรือไม่ตอบดี...
“เธอรู้จักฉันได้ยังไง” ร่างโปร่งตัดสินใจใช้วิธีเบี่ยงประเด็น สาวน้อยตรงหน้ายิ้ม

“ถ้าฉันบอกว่าฉันมีสัมผัสพิเศษคุณจะเชื่อมั้ย”

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะฉันเชื่อแล้วว่าเธอตาบอดจริงๆ” ชายหนุ่มถอนหายใจ รอบที่เท่าไหรก็ไม่ได้นับ... ในเวลาไม่ถึงสิบสองชั่วโมง สงสัยเขาคงอายุสั้นแหงๆ
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ....
จะให้ทำใจเชื่ออะไรแบบนี้...... มันก็ไม่ค่อยเข้ากับนิสัยตนเองเอาซะเลย....
“ที่นี่คือปราสาทของกลุ่มวาเรีย นักฆ่าในเงามืดที่แข็งแกร่งที่สุดของวองโกเล่...ถูกมั้ยคะ....”

ชั่วพริบตานั้น ดาบคบกริบก็จ่อข้างคอระหงทันที
“เธอเป็นใครกันแน่...”
“...เอลด้า เขาเรียกฉันกันอย่างนั้น....” เธอพูดคำที่เหมือนจะเป็นชื่อตนเองออกมา สควอลโล่พยักหน้ารับรู้ ทำไมชื่อนี้ดูคุ้นๆหูนักนะ แต่เขาก็นึกไม่ออก
“พูดความจริงมา...ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน!” คำพูดเย็นเฉียบเอ่ยจากปากทั้งที่ยังดาบยังจ่อคออยู่ สาวน้อยยังยิ้มอยู่ น่าแปลกนัก ทั้งที่เธอมองไม่เห็น แต่กลับรู้ตำแหน่งที่จะส่งรอยยิ้มหวานมาให้ได้ง่ายๆ

“คุณเคยช่วยฉันไว้”

“ฉันมีแต่ฆ่าคน จะไปช่วยได้ยังไง”

“วันที่ฉันตาบอด คุณเป็นคนเข้าไปช่วย....คนเดียว...”

ใช่แล้ว....

เหมือนภาพยนตร์ที่นำมาฉายซ้ำ
...ครั้งแรกที่สควอลโล่ช่วยคน....
ท่ามกลางเปลวไฟมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กผู้หญิง... เธอตัวเล็ก น่าจะอายุไม่เกินสิบห้า แต่กลับต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ความจริง... เขาก็ไม่ได้คิดจะช่วย แต่....

ภาพของคนๆหนึ่งปรากฏในห้วงความคิด...
...แม่...
...ร่างโปร่งบาง...หญิงสาวที่งดงามทั้งกายและใจ เธอกอดเด็กชายตัวน้อยเอาไว้ท่ามกลางเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ ... ก่อนที่จะถูกพาออกมา...เมื่อสายเกินไป...

ควันไฟพรากชีวิตร่างบางไป...แต่มอบชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องการให้กับอีกคนที่เหลือรอด...
กลิ่นควัน เสียงปะทุของเชื้อเพลิง ความร้อนของเปลวไฟ
เขารู้ดียิ่งกว่าใคร...ยามที่เรียกร้องหาความช่วยเหลือทั้งที่ไม่มีความหวังนั้นเป็นเช่นไร มันเจ็บปวดขนาดไหน...

รู้...เสียยิ่งกว่ารู้...และเพราะเข้าใจความรู้สึกนั้น...ถึงได้ไม่ลังเลที่จะทำ...

เด็กสาวตัวคนนั้นถูกอุ้มออกมาโดยที่คนช่วยก็สะบักสะบอม เขาพาเธอไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดอย่างลับๆ ไม่มีใครรู้ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้น จริงอยู่ท่ามกลางไฟที่ลุกกระหน่ำอาจจะมีคนอื่นอยู่อีก...

แต่.... อาจเป็นเพราะภาพซ้อน...ของความทรงจำอันเลือนรางในอดีต...
เขาถึงเห็นแต่เธอเท่านั้น....

“เธอ... คือเด็กผู้หญิงเมื่อตอนนั้น?....” จบการย้อนความ สควอลโล่ถามอย่างไม่แน่ใจ ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปไม่นาน เด็กสาวตัวเล็กๆ จะเติบโตอย่างสง่างามอย่างนี้ได้ แต่... น่าเสียดายดวงตาคู่นั้นจริงๆ...
“ค่ะ” สาวน้อยพยักหน้ารับ เธอเอื้อมมือมาจับดาบของอีกฝ่าย ทำให้มือขาวมีรอยเลือดซิบออกมา และดูท่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ....
“คุณเป็นคนช่วยชีวิตฉัน ชีวิตนี้เป็นของคุณ จะฆ่าจะแกงยังไงก็เป็นสิทธิ์ของคุณ....”

“แต่เธอยังไม่ตอบคำถาม เธอรู้จักฉันได้ยังไง ในเมื่อตอนนั้นเธอก็ตาบอดแล้วนี่”

“ความจริงตอนนั้นฉันยังเห็นภาพลางๆอยู่ แต่พอแผลหายมันก็มองไม่เห็นอะไรอีก” เห็นแค่ลางๆ แถมตั้งหลายปีแล้ว เสียงก็ได้ยินแค่ครั้งเดียว แต่กลับจำแม่นขนาดนี้

ที่ว่ามีสัมผัสพิเศษคงจะไม่ใช่เรื่องโกหกสินะ

สควอลโล่ชั่งใจ จะฆ่าเธอดีไหม ในเมื่อเธอก็เป็นคนบอกเองว่าชีวิตเธอเป็นของเขา ถ้าฆ่าเธอซะก็เสร็จงาน แซนซัสกลับมาก็ไม่ต้องหาข้อแก้ตัว ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเบล ดูทางไหนก็มีแต่ได้กับได้ แต่... ชีวิตที่อุตส่าห์ฝ่าความลำบากรอดมาได้ถึงหลายครั้งหลายครา แล้วยังที่เป็นชีวิตที่เขาช่วยมาเองมาถึงขนาดนี้ เขาจะเป็นคนทำลายมันอย่างนั้นหรือ...

ปกติก็ไม่เคยสนใจใครอยู่แล้ว...แล้วทำไม...ถึงได้รู้สึกแปลกๆ...
...ว่ามือมัจจุราชที่สมควรจะพรากลมหายใจร่างตรงหน้านี้ไป ไม่ใช่เขา...

“เอาเถอะ...” สควอลโล่ลดดาบลง ริมฝีปากบางเอ่ยต่อ “ซักครั้งก็แล้วกัน”

ไม่ว่าจะขัดใจหรือทำตามที่แซนซัสบอก ก็โดนอีกฝ่ายระบายอารมณ์ใส่อยู่แล้ว แค่เหลือเด็กผู้หญิงไว้ซักคน คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง....
ความจริง...มันจะเป็นปัญหาใหญ่ระหว่างสควอลโล่กับแซนซัสเลยทีเดียว….












To be continued...


Last edited by sarail on 01 Aug 2008, 21:07, edited 4 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 29 Jan 2008, 22:41 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 818
Location: ห้องสารภาพบาป
Note:

รีไรต์ตอนเก่าๆ จะตัดอะไรออกไปบ้าง เพิ่มอะไรเข้ามาบ้าง คนอ่านเก่าๆโปรดทำใจ คนใหม่ก็ตามแต่อัธยาศัย เพียงแต่ฝากรอยเท้าไว้สักครั้งจะเป็นพระคุณยิ่ง=A=!!

sarail


Last edited by sarail on 01 Aug 2008, 21:09, edited 3 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 29 Jan 2008, 22:59 
User avatar
Joined: 16 Nov 2007, 22:45
Posts: 346
Location: ใต้เตียงแซนซัส
ดี้ด้าดี้ด้า~
มีคนเขียน XS เพิ่มอีกคนแล้วววว หึหึหึ

พล็อตน่าสนใจดี รอดูต่อไป
ครับผม^^

_________________
มันไม่ใช่ความรักหรอก
ไม่ใช่ ....ฉันแน่ใจ

แต่ฝนจะอยู่เคียงฟ้า ....ช่วงนิรันดร์
In the name of dark sky and blue rain.

Image

BLOG :: http://fiar.exteen.com/


Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 29 Jan 2008, 23:14 
User avatar
Joined: 24 Sep 2007, 07:34
Posts: 2153
Location: ทุกแห่งหนในความฝันนี้
เธอผู้นั้น...แอบทายว่า...

แม่ท่านป๋าชิมิคะ

เปรี้ยง//// โดนถีบออกจากกระทู้

ผมสีดำ งึมงัม

อ่อย อับจนหนทาง

แนวธรรมดาก็น่าสนนะค่ะ

เปร้ยง///โดนสอยร่วงออกจากกระทู้ อีกรอบ

ยังไงก็รอต่อไปค่า

_________________
ImageImageImageImageImage


Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 29 Jan 2008, 23:16 
User avatar
Joined: 12 Dec 2007, 19:20
Posts: 140
กรี๊ดดดดXS
XS
XS
XS
XS
XS
XS
XS!!!

งื้อออ มี๊ๆๆ>//< XSมาแล้ววว(คู่นี้รู้สึกจะมาแรงช่วงนี้)
ท้ายๆนั่นมันแอบB59รึเปล่าน่ะ=w=
(ถ้าใช่จริงดีใจแย่ คึหึหึหึ)


Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 29 Jan 2008, 23:50 
User avatar
Joined: 12 Jan 2008, 13:34
Posts: 889
Location: มุมหนึ่งในห้องน้ำของแซนซัส
หรือว่า..หรือว่า..เรื่องนี้จะเล่นแบบ 3P สวิงกิ้งกัน 2 ชาย 1 หญิงคะ????

ไม่ก็ยัยผู้หญิงนี่อาจจะเปนตัวแปรมาทำให้แซนซัสหึงสควอโล่ก็ได้น้า แล้วก็อาจจะเกิดศึกแย่งชิงฉลามกันละคราวนี้ ^^


Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 29 Jan 2008, 23:59 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 818
Location: ห้องสารภาพบาป
Chapter 2 : Hesitate






Open your eyes, baby
Windy wind blow from the windows
Rain flows on the earth
Rain rains outside your heart
Rain touches your face
Cold rain over your head
Higher over the sky


พอรู้ว่านัยน์ตาคู่นั้นไม่อาจสะท้อนสิ่งใดได้อีก ความสนใจในรูปโฉมอันงดงามแรกแย้มนั้นก็ค่อยๆหมดไป เหลือเพียงความเวทนาอันน่าสมเพช

มีเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ
ชายแก่ดูแลหญิงสาวราวลูกหลานแท้ๆ
เขาช่างอ่อนโยนและมีเมตตา เธอเรียกเขาว่าคุณลุง คุณลุงมีงานยุ่งเยอะ แต่ก็หาคนมาดูแลเธอเสมอๆ ไม่ว่าสิ่งใดที่เธออยากได้ก็จะได้....

นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่เอ่ยปากขอ ว่าอยากพบกับใครคนหนึ่ง
คนที่ช่วยชีวิตเธอนั่นเอง

ไม่รู้ว่าด้วยวิธีใด แต่เธอก็ได้รู้จักเขา ผ่านเสียงของคนดูแล ที่อ่านประวัตินั้นให้ฟัง
เขาช่างแข็งกร้าวและรุนแรง ไม่น่าจะเป็นคนๆนั้น

แต่เมื่อพบ....ก็รู้ได้ทันที

กลิ่นคาวโลหิตที่มาพร้อมกับกลิ่นฝน ทั้งมึนงง แต่ก็หอมหวาน ราวกระสัยยารักษานัยน์ตาที่มืดบอด

ดวงตาคู่นี้มองไม่เห็นสิ่งใด นอกจากนภาอันมืดมิดชั่วนิรันดร์ และหยาดโลหิตที่ร่วงหล่นราวสายฝนนั่นเอง

...............................................

สามวันจากนั้น...คำทักทายบนโต๊ะอาหารเริ่มด้วยความสงสัยของแม่กระเทยสาว จะพูดถึงใครเล่า? นอกจากพ่อนักดาบหนุ่มที่แทบจะไม่เห็นในสายตา...

“ช่วงนี้มีใครเห็นสควอลโล่บ้าง”
“มันไม่อยู่ก็ดีแล้วนี่ เงียบลงไปเยอะ”
“มาม่อนล่ะ” ลุซซูเรียเห็นว่าชายหน้าปลาจวดตอบไม่ได้ดั่งใจก็ไพล่ไปถามคนที่น่าจะพูดรู้เรื่องกว่าแทน

อัลโกบาเลโน่หน้าเงินแบมือมาตรงหน้าสาวถึกเป็นคำตอบ...
“อะไรยะ”

“จ่ายก่อนสิ” ว่าแล้วทารกหน้าเลือดก็ยิ้มอย่างเป็นต่อ ขณะที่มืออีกข้างเตรียมเครื่องคิดเลขเอาไว้เสร็จสรรพ สั่งปุ๊บกดปั๊บ ทันใจพร้อมใบเสร็จบวกภาษี....

ทีเรื่องเงินๆทองๆน่ะ ถนัดนักนะ...
ผู้ร่วมโต๊ะทั้งหมดแอบคิดในใจพร้อมกัน

“..............................”ลุซซูเรียเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะขยับแว่นกันแดดของตนออก เผยนัยน์ตาร้ายลึก
เสียทองเท่าหัวไม่ยอมเสียผัวให้ใครอาจจะเป็นคติของหล่อน

...แต่ในเมื่อสควอลโล่ไม่ใช่สามีเธอ...
จะเรียกลูกสาวก็เรียกได้ไม่เต็มปาก...

แต่ก็คิดหนักอยู่ว่า ถ้าบอสกลับมาแล้วไม่เจอฉลามคลั่ง คงได้โดนเพลิงพิโรธไล่เผาเรียงตัวแน่ บวกลบผลประโยชน์ตามหลักแม่ค้าสาวเรียบร้อย ก็ฉีกยิ้มหวาน(เหี้ยม) แล้วกระซิบข้างหูเด็กแสบเบาๆ เล่นเอาคนอื่นที่รับประยัดกับข้าวขนลุกเกรียวแทน

“ต๊าย ชักอยากกินเด็กขึ้นมาแล้วสิ ยังเอ๊าะๆแบบนี้ท่าจะอร่อยน่าดูเลยนะ~”
ฟิ้ว...

เหมือนมีลมจากขั้วโลกเหนือพัดผ่านห้องอาหารวาเรีย...โดยเฉพาะเป้าหมายของทิศทางลมนั้น หนาวกว่าเพื่อนเห็นๆ....

เท่านั้นมาม่อนก็ยอมทำงานฟรี.... อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิตล่ะ....

...........................................

“งานก็ยังทำ แต่ช่วงนี้ไม่เห็นอยู่ที่นี่ โผล่หน้ามาทีก็แค่รับงาน แล้วไปนอนซะที่ไหนล่ะเนี่ย”กระเทยสาววิเคราะห์ระหว่างรอภาพจากมาม่อน อัลโกบาเลโน่จอมงกทำหน้าที่ตามสั่งอย่างดีเสียจนลุซซี่ชักหงุดหงิด

“เอาแผนที่ที่อยู่สิยะ ไม่ใช่แผนที่อิตาลี”

“ฉันไปเก็บเงินที่บอสก็แล้วกัน”มาม่อนบ่นอุบแล้วจัดการตามสั่งใหม่
แผนที่โรงแรมหรูใจกลางเมือง ....แต่ไม่น่าเชื่อว่าคนนิสัยอย่างสควอลโล่จะไปอยู่โรงแรม

“เอาเป็นว่ารู้ที่อยู่ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปกวนเขาหรอก”ลุซซูเรียตัดบท บางที...ถ้าสัญชาติญาณลูกผู้หญิงของเธอถูก น้องหลามของเราอาจจะมีเรื่องส่วนตัวก็ได้

ฮุๆๆๆ ต้องเป็นเรื่องความรักแน่ๆ!!ว่าแต่อยากรู้จังเลยน้า~ว่าสาวที่ไหนจะมาครองใจฉลามคลั่งของเราไปได้แหมๆ ไว้รอโอกาสคงพามาเปิดตัวกับบอสเองล่ะมั้ง…
ว่าแล้วลุซซูเรียก็หัวเราะคิกคักในใจคนเดียว ลืมคิดไปสนิทว่า... คนอย่างแซนซัสจะยอมให้มีใครบังอาจมายุ่มย่ามกับสควอลโล่หรือ?

.........................................

“เอ้า วันนี้อยากกินอะไรล่ะ” ชายหนุ่มถีบประตูห้องรอยัลสุดหรูอย่างไม่เกรงฟ้าดิน ตามปกติวิสัย คนที่เขาถามยิ้มแล้วไม่ตอบอะไร ก่อนสีหน้านั้นจะสลดลงเล็กน้อย

“มีอะไรรึไง?”

“คุณ... มีกลิ่นเลือดติดตัวมาอีกแล้ว”สาวเจ้าว่าเสียงแผ่ว ฉลามหนุ่มหน้าเปลี่ยนสี ลืมไปว่าเธอคนนี้ประสาทสัมผัสดีสุดๆ เขาเองก็พึ่งเสร็จงานมา... งานที่ว่านั่นก็เหมือนๆทุกวันนั่นล่ะ…

สควอลโล่ให้เธออยู่ห้องเขาที่ปราสาทนั่นต่อไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะรู้ ร่างโปร่งเลยย้ายสำมะโนครัวชั่วคราวมาอยู่ที่โรงแรมหรูซึ่งวองโกเล่เป็นผู้คุมอยู่เบื้องหลัง ห้องที่ราคาแพงสุด ชั้นสูงสุด ระบบการบริการดูแลอย่างวีไอพี สะดวกสบายเต็มที่ ห้องแบบนี้...คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับ ‘ผู้อุปการะ’ ในสายตาผู้บริหารเครือข่ายโรงแรมล่ะนะ...สาวเจ้าจะมีรูมเซอร์วิสมาส่งอาหารไม่ขาดมื้อ ช่วงที่เขาเสร็จงาน ไม่ว่าจะดึกหรือบ่ายก็มาหาเสมอ…เพราะเขาถือว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตเธอแล้ว...น่าแปลกที่ทุกครั้ง...เธอตื่นรออยู่เสมอ...ราวกับรู้ว่าเขาจะมาอย่างนั้น...

“มันเป็นงานนี่ ช่วยไม่ได้” ร่างโปร่งเอ่ย ชายหนุ่มตัดบท เอลด้ามองอย่างไม่ใคร่สบายใจนัก สาวน้อยลุกเดินมาหา มือเรียวไล้ใบหน้าสวยเกินชายนั้นอย่างแผ่วเบา

“ฝนเลือดตกลงมาในที่ที่คุณจากมา แต่..” มือขาวนั้นเลื่อนลงไปที่อกซ้าย ซึ่งมีโลหิตไหลซึมมาเล็กน้อย ซึ่งถือว่าเป็นแค่แผลถากๆเมื่อเทียบกับที่ไปฆ่าเรียบเป็นปกติ ...แผลถากๆของเหล่าวาเรีย ที่ทำเอาคนธรรมดาบ่นร้องโอดโอยเจียนตายได้ง่ายๆ..

“สายฝนในใจคุณยังไม่หยุดเลยไม่ใช่หรือ..”

ประโยคนั้นทำให้ชายหนุ่มนิ่งเงียบไป... จิตใต้สำนึกของเขากำลังร่ำร้องถึงอะไรบางอย่าง...

ซากศพมากมายที่เหยียบย่ำอยู่...
รู้สึกบ้างไหม...ถึงภาระหนักอึ้งบนไหล่..?

ถูกจ้างวานทำงานสกปรก...
สังหาร…เพื่อความสนุกสนาน?

หน้าที่...ที่ต้องปฏิบัติตาม...

ความหมายของความตายของคนเหล่านั้น.....
...มีค่าเพียงเท่านี้เอง.....


ไม่...

เสียงกระซิบอีกหนึ่งดังแย้งขึ้นมาในใจ ...ทว่ากลับแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน...
เพียงคำพูด...แต่กลับเจ็บแสบ...
ยิ่งว่าคมดาบกรีดแทงลงในใจ...

ร่างบางเห็นชายหนุ่มนิ่งไปจึงเปลี่ยนเรื่อง
“ออกไปข้างนอกกันบ้างดีมั้ยคะ ฉันเบื่อที่จะอยู่แต่ในที่นี่ยังไงไม่รู้” สควอลโล่แอบรู้สึกว่าเอลด้าเอาแต่ใจกว่าช่วงที่เจอครั้งแรก...อาจจะตามประสาทคุณหนูก็เป็นได้... แต่เขาก็พยักหน้าไป

และด้วยความที่สาวน้อยไม่ค่อยจะได้เดินเหินเท่าไหร่นัก...
...การจะรีบออกจากห้อง...ทำให้โอกาสสำเร็จเป็นศูนย์...

หญิงสาวสะดุดพื้นพรมทันที ลากเอาคนที่ตนเองกำลังลูบๆคลำๆหรือจะว่าลวนลามทางอ้อมก็ว่าได้...ล้มลงไปด้วย แต่นักฆ่าของวาเรียไม่เสียทีง่ายๆ ชายหนุ่มพลิกคนตัวเล็กกว่าลงไปอยู่ข้างล่างโดยสัญชาติญาณ พอมาดูอีกที ก็กลายเป็นว่าเขาคร่อมอีกฝ่ายอยู่เฉย

ทว่าเอลด้าดูไม่ค่อยจะแปลกใจเท่าไหร่ สิ่งที่ทำให้เธอสนใจมากกว่า คือเส้นผมสีเงินสวยที่ตกลงมาระใบหน้าตนต่างหาก
“คุณผมยาวเหรอคะ” เป็นคำถามที่หน้าขันในสถานการณ์เช่นนี้ สาวน้อยยังควบคุมอารมณ์ได้ดีทั้งที่หนุ่มเวอร์จิ้นแถมยังเฟมินิสต์แบบไม่รู้ตัวหน้าแดงไปแล้ว สควอลโล่รีบลุกอย่างรวดเร็ว แล้วดึงตัวอีกฝ่ายขึ้นมาด้วย

“อือ...ก็งั้นแหละ”

“แปลกจัง ฉันนึกว่าผู้ชายไม่ชอบไว้ผมยาวกันซะอีก”
“ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังแล้วกัน ตอนนี้ออกไปหาอะไรกินก่อน” ฉลามหิวนั้นอารมณ์บูดง่ายกว่ายามคลั่ง เพราะฉะนั้นรีบหาอะไรใส่ท้องก่อนจะเผลอไปหาเหยื่อแทน

เอลด้ายิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะเกาะแขนเพรียวนั้นเป็นเครื่องนำทางออกจากห้องสี่เหลี่ยมไป..

....................................................

“อาหารก็เหมือนๆกัน ยังไงก็มองไม่เห็นอยู่แล้ว จะให้พาออกมาทำไม”
สาวน้อยเปรยขณะตักอาหารในจานเข้าปาก ถ้าไม่ดูดีๆก็จะไม่รู้เลยว่าเธอคนนี้ตาบอด แต่อาจเป็นเพราะคุณลุงที่สาวน้อยว่าดูแลเธออย่างดีก็ได้ ไม่ใช่เลี้ยงเหมือนไข่ในหิน แต่สอนให้รู้จักดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง สควอลโล่เลยไม่ต้องปฏิบัติกับเธอเป็นพิเศษเท่าใดนัก

ร้านที่พามานี่แทนที่จะเป็นภัตตาคารหรู แต่เอลด้าเลือกร้านเล็กๆริมทางแทน ไม่ใช่ว่าสควอลโล่ชอบสถานที่ระดับไฮโซขนาดนั้น แต่เพราะคิดว่าเธอคนนี้คงไม่ถูกปากกับของคนธรรมดา

แต่....ผิดคาด.. ร้านริมทาง แอร์ก็ไม่มี รับอากาศเย็นสบายแบบอิตาลี พร้อมบริกรท่าทางธรรมดา พ่อครัวไม่ใช่เชฟระดับโรงแรมห้าดาว น่าแปลกที่เธอเลือก...
...และน่าแปลกที่มันอร่อย...

ตั้งแต่เมื่อไหร่..ที่เหมือนประสาทรับรสจะมึนชาไปซะหมด... ความหอมหวานที่สัมผัสได้...ดูเหมือนจะมีแต่เนื้อหนังและโลหิตของศัตรูก็เท่านั้น...

“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นซักหน่อย”ฉลามหนุ่มแย้ง
“คุณไม่คิดหรอกค่ะ” ว่าแล้วก็ยิ้มต่อ จนสควอลโล่ชักนึกในใจจริงๆว่า นี่เธอตาบอดจริงๆเหรอ? กินข้าวได้เรียบร้อยปานนี้ เดินเหินก็ไม่ต้องให้คนพยุง หรือจะมีแต่เขาที่คิดไปเอง... ว่าสาวน้อยคนนี้แกร่งกว่าที่เห็นภายนอก...
“ฉันอยากลองออกมากินข้าวแบบคนธรรมดาดูหลายครั้งแล้วล่ะค่ะ”

“ปกติมันไม่ธรรมดามากนักรึไง?”
“แบบที่มีคนอื่นอยู่ด้วยน่ะค่ะ”

“ฉันไม่ใช่คนอื่นซักหน่อย” สิ้นคำ โดยที่ฉลามคลั่งไม่รู้ตัว เอลด้าหน้าแดง.. แต่ก็สามารถปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

อย่าอ่อนโยนสิ..อย่าอ่อนหวานสิ..
อย่าพูดคำที่จะทำให้ตายใจสิ...
ไม่อย่างนั้น..ฉันคงจะหลงละเมอไปฝ่ายเดียวกับความหวังที่มี...

“คุณมีงานต่อจากนี้รึเปล่าคะ”
“ไม่แล้ว”

“งั้นเสร็จแล้วไปเดินเล่นด้วยกันได้มั้ยคะ”เอลด้าถามเสียงใส เล่นถามอย่างนี้จะให้เขาตอบปฏิเสธได้ยังไง ในเมื่อผู้ชายคนอื่นในร้านก็เตรียมตะครุบสาวน้อยคนนี้อยู่แล้ว เขาที่รับผิดชอบเธอมาถึงขนาดนี้แล้วจะตัดขาดง่ายๆมันก็ยังไงอยู่...

คิดแล้วก็แปลก รู้ตัวเองว่าไม่ใช่คนใจเย็น แต่พออยู่กับเธอแล้วรู้สึกสงบลงอย่างประหลาด สิ่งนี้ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง...ที่ทำให้เขาฆ่าเธอไม่ลงสักที...

............................................

ภาพชายหนุ่มกับหญิงสาวหัวร่อต่อกระซิกกันซึ่งสะท้อนในสายตาคมทำให้เจ้าของร่างรู้สึกแปลกๆ..

ใช่ว่าจะอิจฉา ริษยา หรือหมั่นไส้...
แต่ที่ตรงใจที่สุดคงจะเป็นประหลาดใจ...

ไม่นึกว่าอย่างไอ้ฉลามสวะคิดจะริจีบหญิง
แถมยังเป็นช่วงที่เขาไม่อยู่

รถเมอร์เซเดสสีดำคันงามเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วด้วยการจัดระบบการจราจรที่ดีในอิตาลี ทำให้บอสแห่งวาเรียไม่ทันได้มองว่าสาวน้อยผมดำที่เห็นแต่ข้างหลังนั้นเป็นใคร

แต่...
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม...
ถ้ามายุ่งกับ‘ของของเขา’

ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย
เขาก็ไม่ไว้หน้าทั้งนั้น!

“กลับเร็วกว่ากำหนดตั้งหลายวัน สควอลโล่คงดีใจน่าดูเลยนะบอส~” เจ้าชายน้อยว่าพลางนึกถึงเรื่องที่ใครบางคนขอไว้อย่าให้บอก ขณะที่คนโดนบอกว่ากลับมาแล้วจะมีใครดีใจรู้สึกเหมือนโดนด่าแรงๆสักทีจากใครสักคน

ไอ้คนที่ว่าจะดีใจมันกลับมาหัวร่อต่อกระซิกกับผู้หญิงเนี่ยนะ...
คิดแล้ว...บอสไม่อาจทน

“จอดรถ!!”

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Last edited by sarail on 01 Aug 2008, 21:12, edited 3 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 30 Jan 2008, 00:04 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 818
Location: ห้องสารภาพบาป
Chapter 3 : Promise in the blue





When happiness came .We didn’t care it
But when it gone .We miss it
More than ever miss we had met

Not the worst story
But hardly do







“สวะนี่…”คำสบถของร่างสูงทำเอาคนแถวนั้นหันมามองอย่างหวาดๆ ขณะที่นัยน์ตาสีเพลิงนั้นกราดเกรี้ยวจนแทบจะระเบิดออกมารู้แล้วรู้รอด

ชายหนุ่มไม่รอรถจอดสนิท มือแกร่งประชากประตูเหล็กกระโจนลงมากลางถนน สร้างความโกลาหลไม่น้อย เสียงบีบแตรประท้วงดังสนั่น ถ้าเป็นบ้านเราอาจมีการด่าพาดพิงถึงญาติผู้ใหญ่ แต่ในอิตาลีไม่ใช่.. เขามีวิธีที่ ‘ถึงใจ’มากกว่า...
รถหลายคันจอดทันที คนที่ลงมานั้นก็อย่างที่รู้ๆ... คนที่คิดจะหาเรื่องก็มีอยู่ประเภทเดียว พวกคนที่คิดว่าตัวเองใหญ่กว่าชาวบ้านทั่วๆไป... มาเฟีย...
“ฉันไม่มีเวลาว่างมายุ่งกับแก ไอ้พวกสวะ!” เพลิงพิโรธแทบจะลุกขึ้นเดี๋ยวนั้น แต่ท่ามกลางถนนที่คนเดินมากมายเช่นนี้… มันดูจะวุ่นวายไปซะหมด ยิ่งสายตาคมกริบเหลือบเห็นเส้นผมสีเงินสะท้อนแสงนั่นไวๆถึงจะนึกได้ว่ามีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ!

ตามบัญชายิ่งกว่าเดินฝ่าทะเลแดง คนเดินเท้าทั้งหลายแหวกทางให้บอสของวาเรียอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้น แผ่นหลังของลูกน้องไม่รักดีก็หายไปซะแล้ว...

“บัดซบเอ๊ย!”

...................................

“เสียงอะไรน่ะ..”
สควอลโล่หันไปมองข้างหลัง ห่างจากจุดเกิดเหตุพอควรแต่วาเรียฝึกประสาทสัมผัสมาหมดทุกอย่าง ต่อให้เสียงเข็มหล่นพื้นก็ต้องได้ยิน…

“คนรู้จักคุณล่ะมั้งคะ” สาวน้อยตอบอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก แต่สควอลโล่คิดหนัก คนรู้จักงั้นเหรอ... ไม่น่าหรอกน่า...

“ตอนนี้เราอยู่แถวไหนกันเหรอคะ” เอลด้าถาม
“เธออยากมาเที่ยวใช่มั้ยล่ะ นี่ไงBocca Della Verita”
ว่าแล้วก็ชี้ไปทางสถาปัตยกรรมรูปศีรษะมนุษย์ทำจากแผ่นศิลา ปากของหินสลักนั้นดูน่าสะพรึงไม่น้อยเมื่อบวกกับอายุอันยาวนานของมัน แต่ถ้าจะพูดให้ถูก สควอลโล่ไม่ได้พามาเที่ยวที่นี่ แต่บังเอิญเดินมาเจอโบสถ์พอดีต่างหาก

“ฉันไม่ได้เข้าโบสถ์มานานหลายปีแล้วนะเนี่ย..”ฉลามหนุ่มรำพึง ว่าแล้วก็เดินเข้าประตูสลักสวยงาม ไม่วายเอามือลากผ่านรูปสลักนั้นตามนิสัย หญิงสาวทำตามบ้าง แต่..

“อ๊ะ”ร่างเล็กอุทานเมื่อมือบางมีบาดแผลขึ้น บางทีอาจจะโดนหินบาด น่าแปลกนัก มือสวยเปื้อนโลหิตเล็กน้อย แต่กลิ่นคาวเลือดที่ฉลามนักล่าสัมผัสไวได้กลิ่นเป็นประจำไม่รอดผ่านประสาทไปได้ ถึงจะพยายามซ่อน ชายหนุ่มก็ดึงมือบางมาดูทันที นัยน์ตาสีทะเลสาบนั้นมีแววขุ่นข้องใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร

“เจ็บรึเปล่า” ว่าไปนั่น แล้วก็เทขวดน้ำที่หยิบติดมือมาจากร้านอาหารใส่แผล ผ้าเช็ดหน้าขาวถูกหยิบขึ้นมาซับเลือดอย่างลวกๆ ถึงอย่างนั้น หญิงสาวก็รู้สึกดีที่อีกฝ่ายใส่ใจ
“คุณพกผ้าเช็ดหน้าด้วยเหรอคะ?”เธอถามเพื่อพยามยามซ่อนหน้าแดงๆของตนเองจากอีกฝ่าย แน่ล่ะว่าฉลามหนุ่มก็ไม่ได้สังเกต..เหมือนเคย

“ความจริงก็ไม่อยาก แต่มันต้องใช้อยู่บ่อยๆน่ะสิ”ว่าพลางหัวเราะเล็กน้อย ไพล่คิดไปถึงไอ้คนที่ใช้บ่อยตัวจริงกลับไม่พก ให้เขาพกซะนี่.. แล้วเอาไว้ทำอะไรน่ะหรือ ก็เอาไว้เช็ดเลือดที่มันเปื้อนติดมือติดดาบยังไงล่ะ…

ระหว่างทางเดิน เพราะว่าไม่ใช่ช่วงโลว์ซีซั่นนักท่องเที่ยวจึงมีไม่มากนัก แต่ร่างโปร่งก็เป็นที่ดึงดูดสายตาทั้งชายและหญิง
สควอลโล่ใส่เชิ้ตกับกางเกงสีดำแล้วรวบผมสีเงินสวยนั้นไว้สูง อากาศเย็นสบายแต่ก็มีแดดทำให้คนใจร้อนต้องใส่หมวกกันอารมณ์วีน ขณะที่ถัดมามองหญิงสาวนั้นก็ดูต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เอลด้าปล่อยผมหยักสลวยเคลียบ่า ชุดแสกขาวพลิ้วบาง เข้ากับสีผิว แต่ตัดกับเรือนผม สาวน้อยใส่รองเท้าเพิ่มส้นเพื่อให้เดินคู่กับอีกฝ่ายได้ถนัด แต่ก็ยังดีที่สควอลโล่ไม่สูงเกินมาตรฐานชายอิตาลีไปนัก ออกจะปานกลางแต่ผอมเพรียวบางกว่าเกณฑ์มากด้วยซ้ำ
เธอแอบคิดเข้าข้างตนเองไม่ได้ว่าเธอก็เข้ากับเขาได้เหมือนกัน

ระหว่างที่สาวน้อยวัยใสยังมีความสุขกับความคิดของตนเอง สควอลโล่ก็ยังแอบมองย้อนกลับไปที่ปากศิลานั้นอีกครั้ง...

เรื่องอะไรกันนะ..ที่สำคัญกับเธอ...ถึงขนาดต้องโกหกฉัน...


...................................

“เมื่อไหร่มันจะกลับ” บอสหนุ่มเอ่ยเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ตัวเนื้อความประโยคนั้นต้องการจะรู้คำตอบเต็มแก่ เหล่าผู้บริหารระดับสูงของวาเรียหน้าจ๋อยกันเป็นแถบ แต่ก็ไม่มีใครรู้อีกนั่นล่ะ...

ก็แค่รู้ว่าช่วงนี้มันไม่อยู่ ใครจะนึกว่า..บอสจะถามถึงล่ะ... ปกติเห็นไปไหนมาไหนก็ไม่เคยถามไถ่อยู่แล้ว วันนี้ไม่รู้เหล้าผสมยารึไง ถึงถามเหมือนเป็นห่วงขึ้นมา... ก็แค่“เหมือนจะ”ล่ะนะ...

“มาม่อน” แซนซัสจ้องไปทางคนที่น่าจะรู้ แต่ไม่ตอบ หวังเก็งกำไรข้อมูล แต่อีกนัยน์หนึ่ง ลุซซูเรียไม่ให้พูด...แค่คิดก็อยากเอาเงินเก็บซื้อตั๋วเครื่องบินหนีไปซะให้ไกล แต่เงินเดือนวาเรียเดือนนี้ยังค้างอยู่จะหายหนีโดยไม่เอาก็ไม่ได้...

ขอโทษนะบอส...แต่ลุซซูเรียว่าไม่ควรขวางสควอลโล่...

ถ้าความรักมันให้เงินดีงี้ เขาจะจับคู่ให้พวกผู้พิทักษ์ของวาเรียให้หมด... จะได้ค่านายหน้า พ่อสื่อ…ผู้สนับสนุน...และอื่นๆ...

“ฉันให้สองเท่าของลุซซูเรีย ว่ามาซิ” ชายหนุ่มไพล่ถึงคนที่ดูท่าจะรู้ตัวว่าโดนซิวแน่เลยชิ่งไม่อยู่ซะเฉย
ถ้ากล้าไม่อยู่เวลาบอสกลับทั้งที่ไม่มีงาน ก็คิดได้สองอย่างว่า...หนีความผิด...หรือไม่ก็...ไปหาผู้ชาย...

มาม่อนเงียบไปพักหนึ่ง…ก่อนจะหยิบมวนกระดาษทิชชู่ที่พกติดตัวออกมา...

อืม...คิดอีกที…
เสร็จงานคราวนี้ หาแฟนให้บอสซักคนดีกว่า...


...................................

“คุณจะบอกฉันได้หรือยังคะ” สาวเจ้าเอ่ยถามขณะทั้งคู่ยืนอยู่หน้ารูปปั้นสลักหินอ่อนเรียงรายตลอดทางเดินสู่วิหารหลัก สควอลโล่เลิกคิ้วก่อนจะตอบเป็นคำถาม
“เรื่องอะไรล่ะ”

“ทำไมคุณถึงไว้ผมยาว”คำถามต่อจากในห้อง.. ที่ชายหนุ่มบอกปัดไป... ถ้าพูดให้ฟังมันจะแปลกมั้ยนะ...
“มันเป็น....คำสาบานที่ฉันมีให้กับคนๆนึง”

คนที่ดูเหมือน..จะไม่เห็นค่าคำพูดของเขาเลย

แต่ถึงอย่างนั้น...
ทั้งถูกด่าว่า...ทำร้ายร่างกายเกินความจำเป็น...เป็นที่ระบายอารมณ์โดยไม่รู้ตัว...

หงุดหงิด…แน่ล่ะ...คนนะเฟ้ย..
โต้กลับ..ใครจะยอมโดนอยู่ฝ่ายเดียวล่ะ..
โมโห...ถ้าไม่ก็ไม่ใช่สเพลบีสควอลโล่แล้ว...

แต่ไม่มีเลยซักครั้งที่จะหน่ายหนี...ลาจาก...หรือรังเกียจ
ถ้าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าความรัก...ความรู้สึกนี้ก็คงจะเป็นความหลง

เจ็บเจียนตายก็ยังตาบอด
มองไม่เห็นความจริงอยู่ร่ำไป

รู้ดีว่าเขาสำคัญกับเราเพียงไหน...
แต่เราไม่มีค่าอะไรในสายตาเขาเลย...

“ถ้าอย่างนั้น..”สาวน้อยพูดลอยๆเรียกสติของร่างโปร่งให้กลับคืนมา เธอกดไหล่คนตัวสูงกว่านั่งลงกับเก้าอี้ยาวที่ใช้นั่งสวดมนต์ในโบสถ์ ร่างบางยืนขนานกับรูปสลักพระแม่มารีย์ แสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างเบื้องหลังทำให้เขาเห็นภาพหลอนของปีกที่เจิดจ้า...อีกครั้ง
เหมือนตอนที่ได้คุยกับเธออย่างจริงจังในห้องของเขาที่ปราสาทวาเรีย...
หญิงสาวดึงเชือกเส้นเล็กที่รวมเกศาสีเงินยวงนั้นออก ปล่อยให้ไหมแวววาวนั้นสะท้อนกับแสงตกลงมาเคลียหัวไหล่และแผ่นหลัง มือบางที่ยังมีรอยโลหิตซึมอยู่เล็กน้อยจับเรือนผมนั้นเบาๆ

“จนกว่าชีวิตนี้จะดับสลาย ฉันจะไม่มีวันตัดมันเด็ดขาด…”
มืออีกข้างนั้นจับกับเส้นผมสีนิลของตน มันทิ้งตัวสวยเคลียไหล่ร่างเล็กเสมอ

“เพราะชีวิตของฉัน...เป็นของคุณเท่านั้น...”
คำสัญญาที่คล้ายคลึง จนหน้าแปลกที่ตนเองเป็นหนึ่งในผู้เชื่อฟังพันธะนั้น... ดั่งภาพสะท้อนเงาในอดีตก็มิปาน... สิ้นคำสาวน้อยที่ยืนอยู่ก็ก้มหน้าลงมา ขณะที่สมองของสควอลโล่พร่าไปหมด

ริมฝีปากอิ่มประทับรสสัมผัสอ่อนหวานที่ไม่คาดคิด
ความนุ่มนวลโอนอ่อนที่ได้รับทำให้ไพล่คิดไปถึงเรื่องที่ไม่ควรนึกถึงในเวลาแบบนี้จนได้...

ถ้าเป็นแซนซัส.. จะเป็นยังไงนะ...


...................................

“แหม เสื้อตัวนี้เหมาะกับคุณผู้หญิงจังเลยนะฮ้า~” มนุษย์สายพันธุ์เดียวกับกระเทยถึกธาตุพระอาทิตย์จีบปากจีบคอชม ขณะที่คุณผู้หญิงที่ว่าไม่ได้ตอบอะไร เพราะมองไม่เห็นอยู่แล้ว จะถามคนที่มาด้วยว่ามันเหมาะจริงรึเปล่าไม่ใช่แค่ลมปากคนค้าขายก็ไม่กล้า...
ตั้งแต่เดินออกจากที่นั่นมา... ก็ไม่มีใครพูดอะไรกันซักคำ.... จนกระทั่งอยู่ๆชายหนุ่มก็พาเธอเข้าร้านนี้ซะเฉย...

“จะลองมั้ย” คำแรกที่เอ่ยจากริมฝีปากบางหลังผ่านเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ยิ่งชวนปวดศีรษะ.. เอลด้าเห็นว่าในเมื่ออีกฝ่ายทำท่าไม่ใส่ใจ...

สาวน้อยยิ้มหวาน...ก่อนเอ่ยตอบ
“ชุดนี้ฉันไม่เคยใส่...เลยไม่รู้ว่าจะใส่ยังไงนี่คะ”

“งั้นเดี๋ยวใส่ให้”
ว่าแล้วฉลามหนุ่มก็ลากแม่สาวแสบที่ทำให้ใจเขาปั่นป่วนเข้าห้องลองเสื้อทันที เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากบรรดาคนขาย(กระเทยสาวทั้งหลายนั่นแล...)

พอลากเข้ามาอยู่ในห้องแคบๆแบบนี้แล้ว ยิ่งทำอะไรไม่ถูกของจริง...
สงสัยคงจะคิดผิด..ที่หวังจะสั่งสอนเธอซะบ้าง

“เป็นสาวเป็นนาง จูบผู้ชายก่อนได้ยังไง” ชายหนุ่มดุ ขณะที่เจ้าหญิงจอมดื้อยังตอบแบบขอไปที
“แล้วไม่ห้ามล่ะคะ”
“อย่าทำอีกเป็นครั้งที่สอง” ไม่ตอบแต่สั่งแทน เอลด้ามองไม่เห็นสีหน้าอีกฝ่าย แถมเดาอารมณ์ไม่ถูก….แต่..เธอโกรธ...
โกรธแล้วทำอะไรได้...ก็เธอเป็นคนเริ่มมันเอง...ความรู้สึกแบบนี้...

“ขอโทษค่ะ..”สาวน้อยตอบเสียงแผ่ว... สควอลโล่ยังไม่ออกไป ชายหนุ่มรั้งตัวร่างเล็กกว่าเข้ามา ขณะที่หญิงสาวรู้สึกได้ว่าเขายกมือขึ้น.. เธอคงจะโดนตบสินะ... แต่ผิดคาด มือนั้นลูบศีรษะตนเอง แล้วยังเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากมนออกอีก
ริมฝีปากบางที่ได้สัมผัสไปเมื่อไม่นานนักประทับลงอย่างแผ่วเบา.. อบอุ่นจนสัมผัสได้

“เรื่องแบบนี้...ผู้หญิงน่ะ...รอให้ผู้ชายเป็นคนเริ่มก่อนก็พอ...”
แล้วสควอลโล่ก็ออกจากห้องแคบๆนั้นไป ทิ้งให้เอลด้าแทบทรุดพิงกำแพง หัวใจที่เหมือนดินแห้งผากนั้นรู้สึกเหมือนมีสายฝนโปรยปรายให้ชุ่มชื้น…. ขณะที่หยาดน้ำใสไหลรินจากดวงตา... ด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้นจนห้ามไม่อยู่.....


...................................

เขาทำอะไรลงไป...
ร่างโปร่งเจ้าของเรือนผมสีเงินนั่งกลุ้ม
เขาทำแบบนั้น...กับผู้หญิงที่เจอรู้จักกันได้ไม่ถึงเดือน

การกระทำแปลกๆของตนเอง ตั้งแต่ไม่ฆ่าเป้าหมาย ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ไม่พอ ยังมาส่งเสียดูแลอีก...ผิดวิสัยฉลามคลั่งเป็นอันมาก ยิ่งความกังวลที่ว่าเจ้านายตัวเองจะรู้ประดังเข้ามาอีก เขาจะกลัวทำไม....ยุ่งกับใครมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาไม่ใช่หรือ...

แล้วทำไม...นัยน์ตาสีโลหิตคู่นั้นกลับผ่านวาบเข้ามาในความคิด
ความรู้สึกที่ร้อนแรงราวเปลวไฟที่อีกฝ่ายใช้แทนอารมณ์เป็นประจำยิ่งทำให้หงุดหงิด

เพราะสลัดภาพเจ้าบอสบ้าของตัวเองออกไปไม่ได้ซักที
รู้สึกผิด แบบแปลกๆ....
สควอลโล่ไม่รู้ว่านอกใจคืออะไร…เพราะเกิดมาอายุยี่สิบกว่าก็ยังไม่เคยมีแฟน

แต่ถ้าจะให้เปรียบตอนนี้ เขาเหมือนชายที่รู้สึกผิดว่าตนเองแอบปันใจให้คนอื่น...นอกจากคนรักของตน....

แล้วทำไมต้องรู้สึกผิด...
หัวใจดวงนี้.... ยังเป็นของเขาอยู่ไม่ใช่หรือ....






TBC

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Last edited by sarail on 01 Aug 2008, 21:14, edited 5 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 30 Jan 2008, 00:13 
User avatar
Joined: 24 Sep 2007, 07:34
Posts: 2153
Location: ทุกแห่งหนในความฝันนี้
เริ่มชักจะเชียร์คู่น่อม่อเข้าปทุกที

ฉลามเอาเลยลูก เอาเลย คู่กับแม่หนูนี่เย้ยฟ้าท้าดินแต่งงานไปเลย

ปัง! / T^T ใครยิงกระสุนดับเครื่องชนมาทางหนู

จะว่าไปถ้าหลามแอ๊ปแมน ต่อหน้าสาวน้อยก็คงจะหล่อไม่เลว

((ยัยคิวะยังไม่เลิก))

เอ่อ มาต่อได้เร็วมากมายเลยค่ะ

แต่ตอนนี้ต้องขอตัวจรลีก่อนน้อค่า

_________________
ImageImageImageImageImage


Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 30 Jan 2008, 00:18 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 818
Location: ห้องสารภาพบาป
ตอบเม้นต์~

ท่าน Fiar – ก็โดนไซโคจากท่านนั่นแหละถึงได้บ้าคู่นี้ (ฮา)

ท่าน kikuva – อยากจะบอกว่า.. เราชอบฟิคท่านมากเลยนะฮะ.. ขยันอัพหน่อยน่อ..

ตอน2 นี่เฉลยแล้วว่า เธอไม่ใช่แม่ป๋า(ฮา) แต่นี่ก็ไม่ใช่คู่ “ปกติ”อีกนั่นแหละ ตอนนี้เราอยู่โซนอะไรกัน~ -////-


ท่าน chiba_miharu – ช่วงนี้คู่นี้มาแรง แน่ล่ะ!!เพราะเราก็อ่านแทบทุกเรื่องที่อัพล่ะนะ!! ไม่ได้แอบ แต่ของจริง เอ๊ย.. เนียนๆไว้ -///-

ท่าน Muk! – ฉึก.. โอ๋ย โดนอย่างแรง ไม่ใช่โดนตรง 3P นะคะ แหะๆ เราไม่นิยมชายหญิง.. แต่ถ้า.. อุ.. -////-

ไม่ค่อยอยากให้เรียกเธอคนนั้นว่าเป็นอะไรหรอกนะคะ รอดูบทเธอต่อไปแล้วกันว่าจะส่งไปทางไหน ^ ^’ ที่โดนก็คงจะเป็นเรื่องศึกชิงฉลามนี่แหละ เรื่องอะไรป๋าจะยอม คุๆ...


พิมพ์ไปทำโครงงานไป อาทิตย์หน้าจะสอบสามอย่างรวดแล้วยังเอ้อระเหยอยู่แบบนี้ ไม่ดีเลยแฮะเรา...

(เมื่อไหร่ป๋าจะออกนะ งึมงำ..)

อ่า ท่าน kikuva เม้นต์x2 ขยันจริงๆนะคะ ^ ^ เพราะฉะนั้นเราต้องตอบx2!

ตอบเม้นต์*2

ท่าน kikuva

Quote:
เริ่มชักจะเชียร์คู่น่อม่อเข้าปทุกที

ฉลามเอาเลยลูก เอาเลย คู่กับแม่หนูนี่เย้ยฟ้าท้าดินแต่งงานไปเลย


ถ้าอย่างนั้นมีคนจะไม่ยอมน่ะสิคะ (ที่แน่ๆคนเขียนไม่ยอม?)

Quote:
จะว่าไปถ้าหลามแอ๊ปแมน ต่อหน้าสาวน้อยก็คงจะหล่อไม่เลว



ส่วนตัว เราว่า ถ้ามองในคอมิก สควอโล่ค่อนข้างเท่นะ... -///- แต่นิสัยเกะ ...

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 30 Jan 2008, 03:05 
Joined: 19 Dec 2007, 09:11
Posts: 799
แหม....... อ่านตอนแรก เกือบหลงนึก ว่าเป็นกิ๊กเก่าสควอโร่ซะอีก ค่อยโล่งอกขึ้นมาหน่อย.....

ว่าแต่ยัยเอลด้าน่ะ ตามมาทำไมห๊ะ!! วางแผนอะไรไว้รึเปล่า ถ้าตั้งใจมาตอบแทนที่นู๋หลามช่วยชีวิตล่ะก็ ขอแนะนำ ...
ไปให้ห่างๆ นู๋หลามจะดีกว่า (มีแววครอบครัวร้าวฉาน เพราะยัยคนนี้แน่ๆๆ --)

ปล. เบลจ๋า การฝึกซ้อมมันดีจริงๆ นา แต่ทีหลังระวัง อย่าไปปาแถวๆ ห้องครัวเลย ไม่อยากให้โดนป๋าแซนซัดเอา ถ้ารู้ว่าเหล้าสุดที่รักหายไป

ว่าแต่ว่า จริงอ่ะหรอคะ ป๋าแซน ที่ว่า "เหล้ามีค่ากว่าผู้พิทักษ์" น่ะ
มีค่ากว่านู๋หลามด้วยหรอ ^^


___________________________________________________________________


Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 01 Feb 2008, 19:11 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 818
Location: ห้องสารภาพบาป
Chapter 4 : Angel





Mirage, crystal mirage
Mirror, glass mirror
See you forever
Inside my mind .Beside my body
Besides you, I never want anything else



“เสร็จแล้วฮ่า~ Bello Perfezioni!”(Beautiful Perfect!) เสียงแม่กระเทยสาวดังกระแทกโสตประสาทให้ชายหนุ่มหยุดสตินึกคิดเรื่องไร้สาระในหัวออกชั่วครู่

“แฟนคุณน่ารักมากเลยนะคะ…ถ้าเป็นคนอื่นคงออกไปเดินเที่ยวอีกนานไม่ใช่มานั่งรอ”
กระเทยสาวกระซิบให้กำลังใจ สาวน้อยตัวจริงเอียงอายเล็กน้อยก่อนจะเดินไปอวดโฉมทั้งที่ยังจำทิศไม่ได้ว่าคนที่พาตนมาด้วยนั่งอยู่ตรงไหน สายเดี่ยวสีชมพูอ่อนเข้าถูกทับด้วยเดรสคอกว้างสีขาวโชว์เสื้อตัวใน…เผยให้เห็นไหล่มนลาด ชายกระโปรงจับระบายพริ้วไหวเล็กน้อย เส้นไหมหยักธรรมชาติที่ปล่อยอยู่เสมอรวบขึ้นกลางศีรษะเป็นทรงเดียวกับที่ฉลามหนุ่มทำก่อนจะโดนจับกลับมาปล่อยยาวเหมือนเดิม ใบหน้าหวานมีโลหิตสูบฉีดไม่ขาดทำให้ผิวขาวๆนั่นอมชมพูเข้ากับชุดพอดี

สควอลโล่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง...ก็รู้ตั้งแต่แรกเห็นแล้วว่าเธอสวย....ต่อให้ใส่ชุดเรียบๆก็ยังดูดี...
ไม่ต้องมีรัศมีส่องแค่แสงอาทิตย์เทียมจากไฟนีออนก็เหมือนเห็นอาภรณ์พลิ้วไหวนั้นกลายเป็นปีกนางฟ้าได้ในชั่วพริบตา...

“ไม่เหมาะเหรอคะ”เอลด้าเอ่ยถามทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ตอบ สควอลโล่ลุกขึ้นมาใกล้
เขาเลือกเสื้อคลุมสีอ่อนจากราวมาอย่างเก้ๆกังๆประสาคนไม่เคยมาซื้อของให้ผู้หญิง ใช้สัญชาติญาณฉลามอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินไปจ่ายเงินทั้งค่าชุดที่สาวน้อยใส่และเสื้อตัวใหม่คลุมไหล่คุณเธอ
ก่อนจะจับมือบางนั้นเดินออกจากร้าน...

ไม่ใช่ไม่เหมาะ....แต่เหมาะเกินไป...
ไม่เข้าใจตัวเอง...ว่าทำไมไม่อยากให้คนอื่นเห็น...

ไม่เข้าใจจริงๆ...

“กลับกัน” ชายหนุ่มเอ่ยเรียบๆขณะที่ร่างเล็กหน้าจ๋อย สาวน้อยไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร...
นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้รับรู้ว่าชายหนุ่มอิตาลีที่เดินถนนทั้งหลายเหลียวมองกันเป็นแถบๆ ทำให้คนที่ยังหาเหตุผลของการกระทำตัวของตัวเองได้แค่ครึ่งๆกลางๆฉุนจัดขึ้นไปอีก

ถ้าปกติคงโวยวายใส่ไปแล้ว....
ถ้าเป็นปกตินะ...

ฉลามหนุ่มยังสรุปไม่ได้ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ เพราะถึงจะเห็นหน้าหวานๆของเอลด้าอยู่เคียงข้าง แต่สมองกลับคิดถึงแต่เจ้าของเพลิงที่สุมในใจตนเองอยู่ดี

..............................................

อรุณลับขอบฟ้าไปแล้วฝนผ่องแผ้วก็ยังไม่กลับ ทั้งที่ท้องฟ้าไร้เมฆาบังนั้นดูดีเพียงไร แต่เมื่อหยาดน้ำใสที่จับต้องหัวใจไม่หวนมา....

มันก็ไม่มีความหมายอะไร...ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม...
ไม่มีความหมาย...อะไรเลยจริงๆ.....

“บอส...รอสควอลโล่อยู่เหรอ” เจ้าชายน้อยเอ่ยถามเมื่อเห็นร่างสูงไม่ห่างจากหน้าต่างบานใหญ่ซึ่งหากมองลงไปก็จะทอดเห็นประตูใหญ่ทางเข้าปราสาท แซนซัสเหลือบมองแขกไม่ได้รับเชิญที่ไม่รู้ว่ามีกุญแจผีสะเดาะทุกห้องได้รึเปล่าอย่างครุ่นคิด

“เบล...แกว่าเจ้านั่นพาผู้หญิงคนนั้นมาที่นี่ด้วยใช่มั้ย” แซนซัสถาม หลังจากรุมสกรรมเจ้าชายน้อยไปพักใหญ่ในช่วงกลางวันก็ได้คำตอบที่ต้องการ ถึงจะไม่น่าพอใจเท่าไหร่นักก็เถอะ
คนผมทองพยักหน้าหงึก...

หึ...กล้าพยศกับฉันอย่างนั้นเหรอ...ไอ้ฉลามสวะ.....
แล้วจะได้เห็นดีกัน..

“เบล ไปตามเลวี่มาซิ แล้วเงียบปากไว้ด้วย”ร่างเล็กทำท่าวันทยาหัตเหมือนรับทราบคำสั่งแล้วออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ...ตามประสาสายลม
“บอส...มีอะไรเหรอครับ” ผู้พิทักษ์หน้าปลาจวดมาเร็วทันใจ แซนซัสส่งแผนที่ที่ได้ข้อมูลจากมาม่อนให้กับอีกฝ่าย เลวีอาเทนทำหน้างงอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ผู้เป็นนายจะเอ่ย “ไปตามดู แล้วรายงานฉัน อย่าให้มันรู้ตัวเด็ดขาด”

“รับทราบครับบอส”คนโดนสั่งงานกระดี๊กระด๊าเป็นกระดี่ทันที แต่ก่อนที่เลวี่จะออกไป แซนซัสไม่วายพูดต่อ

“ฉันเชื่อใจแก...อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ...” แค่นั้น...เจ้าปลาจวดไฟฟ้าก็แทบจะลงไปกองสลบกับพื้น…แล้วเร่งรุดทำตามสั่งทันที

ลับสายตาพร้อมประตูที่ปิดลง ร่างสูงเปิดหน้าต่างบานกว้างออก.. กลิ่นฝนลอยมาจากทิศไหนไม่อาจทราบ หวนให้นึกถึงเจ้าสัตว์น้ำงี่เง่าที่ป่านนี้ไม่รู้ไปเล่นน้ำฝนอยู่ที่ไหน...

วันนี้มันยังไม่ตก... แต่พรุ่งนี้...ไม่แน่...
ไม่นานเกินรอนักหรอก...

แซนซัสยิ้มเย็น...ยะเยียบยิ่งกว่าสายลมที่พัดผ่าน

พวกสวะนี่มันใช้งานได้ดีจริงๆ..ยกเว้นแต่แกไว้คนแล้วกัน..ที่ชอบขัดใจฉันตลอด...
เพราะฉะนั้น..ถ้าไม่ปราบพยศซะบ้าง..ก็คงไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นสวะใช่ไหม?

..............................................

“เอาล่ะ เดี๋ยวฉันไม่อยู่อีกหลายวัน เพราะฉะนั้นเธอต้องจัดการอะไรด้วยตัวเองแล้ว”
ร่างโปร่งเอ่ยเรียบๆ ขณะที่ปิดประตูแล้ววางของที่บังเอิญซื้อมาวันนี้ไว้กับโต๊ะ สาวน้อยนิ่งไปครู่หนึ่ง

หลายวัน..อย่างนั้นเหรอ...
แต่แล้วมือเพรียวที่ไม่เข้ากับการจับดาบก็มาจับข้อมือหญิงสาวทั้งสองข้าง...

“คุณสควอลโล่...”สาวน้อยอึ้งไปครู่หนึ่ง...ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะ...
“ฉันไม่ทำอะไรหรอกน่า” พูดประมาณรู้ทัน ทำเอาคนคิดไปไกลหน้าแดง คนตัวสูงกว่าพยุงร่างเล็กไปริมประตู...ก่อนจะค่อยๆจับมือนั้นสัมผัสไปตามผิวไม้

“เริ่มจากทางเข้านะ..”กระซิบข้างหูอย่างไม่ได้ตั้งใจแต่คนฟังนั้นต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งคุมสติตัวเอง แล้วปล่อยให้มือเรียวใต้ถุงมือสีดำที่ใส่อยู่เป็นนิจนั้นนำทางไป “ประตูไม้...โต๊ะกระจก...อืม..นั่นแจกันแหละ...”เอลด้าสะดุดที่แจกันดอกไม้สวย ดูท่าว่าเธอจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าห้องนี้มีภาชนะว่างเปล่าอยู่...

ร่างเล็กหยุดชั่วครู่แล้วเอ่ยถาม
“หาดอกไม้มาใส่ได้มั้ยคะ”

“ไว้ไปเลือกด้วยกันแล้วกัน”ว่าแล้วก็จัดการหน้าที่ต่อ...

ภาพชายหนุ่มผมเงินในชุดดำเคียงคู่กับสาวน้อยชุดขาว ทั้งตัดกันและเข้ากัน ยากจะดูออกว่าเป็นแต่ภาพวาดหรือความจริง...
เจ้าชาย...ไม่ได้ขี่ม้าขาว...

เรือนผมสีสวยนั้นไม่ได้เป็นสีทองสะท้อนกับแสงแดด แต่เป็นสีเงินที่ส่องสว่างกับโคมรัตติกาล เจ้าชายไม่ได้ชอบพูดจาอ่อนหวาน แสดงความรักลึกซึ้ง สิ่งที่พระองค์ชอบทำเป็นงานอดิเรกคือโวยวายใส่ชาวบ้าน…และที่สำคัญ...

น้อยนักที่เจ้าชายคนนี้จะช่วยคน เพราะงานของพระองค์คือฆ่าคนเป็นกิจวัตร....
แต่ถึงอย่างนั้น... สาวน้อยเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการช่วยเหลืออยากอยู่เคียงข้างเขาเสมอ...


..............................................

เหนือสุดของอาคารสูงกว่า 700 เมตร นักฆ่าที่ผันตัวมา...เป็นสปายสายข่าวชาวบ้านชั่วคราว นายหน้าปลาจวดแอบส่องห้องสีหวานอยู่หลังเลนส์กำลังขยายหลายร้อยเท่า พร้อมชัตเตอร์ระยะไกล...

เจ้าหญิงกับเจ้าชายจะรู้ไหม...ว่ามีมารรับใช้จอมปิศาจแอบเฝ้ามองอยู่....
ผิดต่างกับเทพนิยายทั่วไป...

เพราะจอมปิศาจตนนี้..ไม่ได้หวังในตัวเจ้าหญิง....


..............................................

คุณลุงมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง...
เวลาท่านพูดถึงเขาท่านมักจะดูอ่อนโยนยิ่งกว่าที่ท่านพูดกับฉันเสียอีก...
ฉันละนึกอยากเจอเขาจริงๆ...

เพราะอิจฉาความรักที่คุณลุงมีให้เขา....ซึ่งดูท่าว่าจะมากกว่าฉัน....
คนที่สองที่อยากเจอ...รองจากคนที่ช่วยชีวิตฉันไว้...

“เลวี่ล่ะ?” คนเป็นบอสเอ่ยถามบรรดาลูกขุนพลอยพยักทั้งหลายในห้องประชุม น่าแปลก ปกติเจ้าหน้าปลาจวดนิสัยหมาบ้านซื่อสัตย์กับเจ้าของไม่เคยพลาดการมาเลียแข้งเลียขาบอสเลยสักครั้ง หรือสายไปแม้แต่วินาทีเดียว แต่ถึงคราวนี้ขนาดแซนซัสต้องออกปาก ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติอย่างหนึ่องของปราสาทวาเรียแล้ว...

“สงสัยแอบหนีเที่ยวที่ไหนล่ะมั้งบอส”
“คนอย่างเลวี่ไม่น่า...”

“บอสมาแล้วครับ!” สงสัยมันจะอายุยืน..พูดถึงปุ๊บมาปั๊บวาเรียทั้งหลายคิดในใจ…
“ส่งมา” ผู้พิทักษ์อัสนียิ้มก่อนจะส่งซองเอกสารสีน้ำตาลปึกไม่หนาไม่บางให้ ร่างสูงรับไว้แล้วยิ้มเหี้ยมเกรียม

“ฉันไม่ว่าง พวกแกฟังไปแล้วกัน” ว่าจบก็ผลุนผลันออกจากห้องไป ทำเอาพวกลูกกระจ๊อกงงกันเป็นไก่ตาแตก ขณะที่พวกเบื้องบนที่รู้ๆนิสัยบอสกันดีอยู่ได้แต่ถอนหายใจ
แซนซัสน่ากลัวขึ้นทุกวัน ตั้งแต่สควอลโล่ไม่อยู่ที่ปราสาทเป็นอาทิตย์ ท่าทางหงุดหงิดของเจ้าของเพลิงพิโรธไม่ได้ระบายออกด้วยการปาข้าวของใส่ชาวบ้าน หรือจับใครซักคนมาทารุณกรรมอย่างที่ควรจะทำเป็นปกติกับใครบางคน... ชายหนุ่มดูเงียบ เก็บตัว และสงบนิ่งราวกับสิงห์ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด รอเวลาที่เหยื่อเข้าหาแล้วตะปบด้วยกรงเล็บที่ลับจนคบกริบ...
ลุซซูเรียแอบดี๊ด๊าอยู่ในใจ บอสจะรู้ไหมว่า ‘ไฟหึง’ นั้นแรงกว่าเพลิงพิโรธมากนัก...
ถ้ามันเอาไปใช้เป็นท่าไม้ตายได้ก็คงดี...ฝ่ายนายหน้าปลาจวดที่หวังจะได้คำชมว่าทำงานรวดเร็วทันใจสมใจบอส ได้แต่ทำหน้ามู่เป็นปลาบู่ไม่มีน้ำ เมื่อบอสคนที่ว่าไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ... ถ้านี่เป็นละครหลังข่าวคงเห็นเลวี่กัดผ้าเช็ดหน้าร้องไห้ด้วยความแค้นใจไปแล้ว...


..............................................

“นี่ โทรศัพท์...มือถือน่ะ เคยใช้มั้ย” สควอลโล่ยื่นของที่ซื้อมาให้ เครื่องมือสื่อสารขนาดกำลังดี ไม่จำเป็นต้องเล็กมาก เพราะแค่นี้ยังไม่รู้จะหาเจอรึเปล่า...ถ้าไม่พกไว้ติดตัว...
เหมือนกับบอกว่ายังไงก็ต้องเก็บมันไว้ไม่ห่างกาย...

มือถือเครื่องเล็ก ไม่บางมาก แต่ดีไซน์แปลกตา เพราะทุกปุ่มกดนั้นแทบจะไม่เหมือนกันเลย
ราวจะให้ผู้ใช้ที่มองไม่เห็นรับรู้ด้วยสัมผัสโดยเฉพาะ เหมาะกันบอกไม่ถูก... จนน่าประหลาดใจว่าหนุ่มขาวีนตรงหน้าจะละเอียดลออขนาดเดินหาซื้อของแบบนี้มาได้

สาวน้อยพยักหน้ารับรู้ ตามปกติวิสัย ท่าทางดูไม่ได้กรี๊ดกร๊าดเช่นผู้หญิงทั่วๆไปที่มีแฟนเป็นพ่อบุญทุ่ม...แต่ก็แน่ล่ะ..เธอเป็นผู้หญิงทั่วๆไปเสียที่ไหนกัน....

“ฉันเซ็ทโทรด่วนไว้แล้ว...มีอะไรก็กดตรงนี้นะ”ว่าแล้วก็จับมือบางแตะปุ่มหนึ่ง สัมผัสเย็นๆของโลหะที่มาพร้อมกับมืออุ่นซึ่งนุ่มเกินกว่าจะน่าเชื่อว่าเป็นมือนักดาบช่วยให้จำได้ไม่ยาก..

“ฉันไปแล้วนะ”สควอลโล่เอ่ยลา สาวน้อยยังยิ้มอยู่ เธอเดินช้าๆส่งเขาที่ปากประตูห้องสวย
“แล้ว...ฉันจะรอนะคะ..”
สควอลโล่ไม่ได้หันกลับไปมองว่านัยน์ตาสีนิลนั้นเอ่ยคำลาด้วยความรู้สึกเช่นไร ตอนนี้ร่างโปร่งคิดถึงงานที่จะต้องรีบไปรับแล้วทำให้เสร็จเร็วๆจะดีกว่า... เพราะจะได้ไม่ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวนานนัก

ราวกับคำขอโดนใจที่ฉลามหนุ่มหารู้ไม่ สาวน้อยคนนั้นไม่ต้องอยู่คนเดียวนานนักหรอก ในเมื่อกำลังมีคนกระตือรือร้นจะไปมาหาถึงที่เลยนี่นา...


..............................................

“สควอลโล่!ไปไหนมาไหนตั้งหลายวันน่ะ!” ลุซซูเรียเอ่ยทักราวแม่เจอตัวลูกซึ่งหนีออกจากบ้าน สควอลโล่ถอนหายใจรอบที่...เท่าไหร่ก็ไม่อาจจำสำหรับในฟิคนี้... เพราะตนเองไม่ได้ตะโกนโหวกเหวกโวยวายให้สมนิสัยเท่าไหร่เวลาอยู่กับเอลด้า สงสัยเพราะสาวน้อยที่จากมาจะเงียบเกินไป เลยไม่กล้าวีนใส่ให้เสียความรู้สึก...

ร่างโปร่งไม่ชินหูไปโดยปริยายกับเสียงปรอทแตกปานของอีกฝ่าย...ทั้งที่เมื่อก่อนตนเองก็ใช้โทนเสียงแบบนั้นเป็นประจำ..
“ฉันก็ทำงานเหมือนเดิมนี่ จะไปไหนมาไหนก็ได้ไม่ใช่รึไง” ฉลามหนุ่มเอ่ย แต่เมื่อมองไปรอบๆปราสาทตลอดทางเข้า..เหมือนเห็นสายตาแปลกๆจากพวกระดับลูกกระจ๊อกและระดับเบื้องบนทั้งหลาย
เกิดอะไรขึ้นช่วงที่เขาไม่อยู่?

“มาม่อนกับเลวี่ล่ะ?”ปกติคงไม่ถามถึง แต่เพราะ sms ที่ส่งรายละเอียดงานมามันมาจากเบอร์มือถือของเจ้าเด็กหน้าเลือดนี่ ส่วนเลวี่มันคงไม่ยอมให้เขาทำงานคนเดียว ในสายตาหัวหน้าหน่วยอัสนี เขามันก็ก้างขวางคอแถมชอบทำงานคนเดียวให้ได้หน้า... ก็สมควรอยู่ที่จะไม่มีใครเสนอตัวมาช่วยงานช่วงนี้เลย
ลุซซูเรียไม่ตอบอะไร แม่สาวถึกดันไหล่ร่างโปร่งไปตามทาง... “ใจครึ้มๆไว้นะ เกิดอะไรเดี๋ยวชั้นช่วยเอง”

“เฮ้ย..มันมีอะไรรึไง..”นิสัยคนไม่ชอบโดนปิดบังเริ่มโวย ร่างสูงกว่าของบุรุษใจอิสตรีตอบเป็นการตบบ่าเด็กหนีออกจากบ้านเบาๆ

“มีคนอยากเจอแน่ะสควอลโล่” เตรียมใจไว้ด้วยล่ะ....อยากจะพูดต่อไปแต่ก็ไม่ได้พูด ขณะที่คนผมเงินกำลังคิด
ใครจะอยากเจอ....บอสก็ยังไม่กลับไม่ใช่รึไง....


แล้วผู้พิทักษ์แสงอรุณก็พาฉลามคลั่งมาหยุดตรงหน้าประตูบานใหญ่...สลักลวดลายงดงาม...สืบทอดกันมาหลายรุ่น สมตำแหน่งหัวหน้าใหญ่แห่งปราสาทนักฆ่าของมาเฟียในโลกมืด...

ประตูที่เขาเคยเข้าเป็นประจำแทบจะทุกเวลา... ไม่ว่าจะเพื่อมาเจอเจ้าของห้องด้วยสาเหตุอะไรก็เถอะ...

“อย่าบอกนะว่า...”

หันไปอ้าปากจะถามคนพาตัวมาก็หายจ้อย ไม่ทันจะได้เดินหนี ประตูบานกว้างก็เปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงซึ่งหันหลังให้ผู้มาเยือน นัยน์ตาคมกริบจ้องมองนภาเบื้องหน้าผ่านกระจกบานใหญ่จากหน้าต่าง

....ก่อนจะหันกลับมาหาคนที่‘อยากเจอ’

“หนีเที่ยวสนุกดีมั้ยล่ะ ไอ้ฉลามสวะ?”

..............................................


Last edited by sarail on 01 Aug 2008, 21:16, edited 4 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 01 Feb 2008, 19:15 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 818
Location: ห้องสารภาพบาป
Chapter 5 : Broken Doll






ถ้าไม่รัก...อย่าให้ความหวัง
ถ้าไม่ใส่ใจ...อย่ามาทำดีด้วย....
ถ้าปากนั้นเอ่ยแต่คำโกหกที่ไม่สมเป็นตัวเอง...อย่าพูดออกมา...

ความรู้สึกจอมปลอมนั่น...ฉันไม่ต้องการ....


สายฝนโหมกระหน่ำไม่ขาดสาย ขณะที่เปลวไฟจากเทียนไขไหววูบ ร่างเล็กแบบบางของเด็กหญิงพลิกตัวจากที่นอนอุ่นอย่างไม่ใคร่สบายเจอ มือน้อยเอื้อมจะคว้าแขนของบิดา ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้มีแต่ความว่างเปล่า....

คุณพ่อหายไปไหน....

เอลด้าลุกขึ้นจากเตียงกว้างซึ่งปกตินอนกันสองคนก็ยังเหลือที่ ยิ่งอยู่คนเดียวแบบนี้ ถึงจะมีเตาผิงกับผ้าห่มชั้นดีมันก็ไม่ช่วยให้อบอุ่นขึ้นเลย ร่างเล็กเดินจากเตียงไปหยุดอยู่หน้าประตู เธอได้ยินเสียงคุณพ่อ...กับใครอีกคนหนึ่ง...

มันเป็นเรื่องไม่ดีถ้าจะเสียมารยาทแอบฟัง....
แต่เธอก็ข่มตานอนหลับต่อไปไม่ได้...

“ใช่ สวยสมกับเจ้านั่นจริงๆ...”ชายผู้สูงวัยเอ่ย ...เสียงของคนที่ไม่รู้จัก… แสงไฟจากโต๊ะที่คนทั้งคู่ปราศรัยกันผ่านมาถึง... ใบหน้าอ่อนโยนแม้จะมีริ้วรอยตามกาลเวลานั้นทำให้จดจำได้ไม่ยาก ท่าทางองอาจและเปี่ยมราศี ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ถึงอย่างนั้น ก็รู้สึกสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอย่างประหลาด...

“ไม่ใช่เรื่องนั้นครับ หมายถึง เธอเหมาะสมใช่ไหม..” คุณพ่อของเธอถามขึ้น ชายปริศนาเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ

“...สมเป็นทายาทที่สืบโลหิตสายตรง.....”
“พูดจริงๆเถอะนะครับ...ผมสงสารแก..”
“โลกฝั่งนี้มันก็เป็นอย่างนี้แหละ..เธอเตรียมใจเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือ?..” ร่างโปร่งถูกย้อนถาม เขาไม่อาจตอบอะไรไปได้มากกว่านี้ แต่ก็ยังเอ่ยเสียงแผ่ว... “ผมไม่คิดว่าจะถึงขนาดใช้เด็กเป็นเครื่องมือ...”

“ที่ฉันมาที่นี่ ก็เพราะยังอยากขอบคุณและขอโทษเธออยู่เสมอ... ที่อุตส่าห์รับฟังคำขอร้องที่เห็นแก่ตัวของคนแก่อย่างฉัน...” ขอร้อง? เขาขออะไรคุณพ่ออย่างนั้นเหรอ...
“มิได้หรอกครับ การได้รับใช้ท่านถือเป็นเกียรติสูงสุดที่ผมเคยได้รับ เพราะฉะนั้น ผมจะทำมันให้ดีที่สุด” ชายหนุ่มยืนยันคำมั่น ผู้สูงวัยกว่ายิ้มรับอย่างจริงใจ ก่อนจะลุกจากเก้าอี้ที่ตนนั่งอยู่
“มีอะไรเหรอครับ?”ก่อนที่แผ่นหลังของคนที่เธอไม่รู้จักนั่นจะลาลับไป เขาก็หันมายิ้มให้เด็กสาว...แล้วหันกลับไปอย่างรวดเร็ว...

“ฉันคงต้องขอตัวกลับก่อนแล้วล่ะ...ขอโทษนะที่มารบกวนเธอกลางดึก”
“เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ”ร่างสูงกุลีกุจอเตรียมส่งแขก ทว่าอีกฝ่ายยกมือห้ามไว้ ริมฝีปากเอ่ยอย่างเอ็นดู

“อย่าทิ้งเด็กคนนั้นไว้คนเดียวเลย ยังไงฉันก็มีคนมารับอยู่แล้ว”

“ป่านนี้แกหลับไปนานแล้วล่ะครับ”ผู้เป็นบิดาเอ่ย หารู้ไม่ว่าคนที่คิดว่าหลับนั้นยังยืนฟังตาแป๋ว ความง่วงก็มีอยู่มาก แต่ความสนใจในถ้อยสนทนานั่นมีมากกว่า....
“มีลูกสาวนี่มันดีจริงๆนะ”
“ท่านพูดแบบนั้น...คุณหนูคงเสียใจ”
“เจ้านั่นไม่สนหรอกว่าฉันจะว่ายังไง...”ว่าแล้วก็ถอนหายใจเล็กน้อย “ลูกชายน่ะเลี้ยงยาก..แต่ถึงอย่างนั้น เจ้านั่นก็มีส่วนที่น่ารักนะ” คำว่าน่ารักที่ออกจากปากอีกฝ่ายทำเอาเจ้าของบ้านแทบอยากจะถอนหายใจตาม

บอกว่าเด็กหนุ่มคนนั้น...น่ารัก?.. ที่เขาว่ากันว่าพ่อแม่เห็นลูกตัวเองดีที่สุดเสมอดูท่าจะเป็นเรื่องจริง... เจ้าของบ้านแอบคิดอยู่ในใจ ก่อนตัดบท
“ยังไงก็ตามเถอะให้ผมไปส่งเถอะครับท่าน....”
เปรี้ยง!
ก่อนที่ชื่อหรือคำเรียกแทนตัวคนๆนั้นจะออกจากปากพ่อของเธอ เสียงอัสนีบาตก็ตัดอากาศลงมาเสียก่อน ทำให้ไม่รู้ว่าคนๆนั้นเป็นใครกันแน่...เมื่อเห็นอีกฝ่ายรบเร้า ผู้สูงวัยกว่าถึงได้ยอมอ่อนใจ...พยักหน้าให้อีกฝ่ายทำตามที่ต้องการ....


ฝนตกหนักลงมาไม่ขาดสาย...
เหมือนอย่างที่ใครบางคนว่าไว้..

มนุษย์เราเกิดอยู่ใต้ฟ้า..
บ้างถึงได้โทษโชคชะตานภาลิขิต..

เหตุไฉน...มนุษย์...
ถึงไม่เคยคิด...หันกลับมามองตนเองเลยแม้แต่น้อย....


....................................................

“ฝนตกงั้นเหรอ...”ร่างเล็กเอ่ยกับตนเองคนเดียวในห้องกว้าง จริงอยู่ว่าดวงเนตรไม่อาจรับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก... แต่ความรู้สึกว่าที่ตนอยู่คนเดียวนั้น..ทำให้อ้างว้างกว่าหลายเท่า

สาวน้อยหลับสนิทอยู่กับเตียงได้ไม่นานหลังเจ้าของห้องตัวจริงออกไป ฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะตั้งเค้าตกมาแบบไม่ให้รู้ตัว เสียงฟ้าผ่าที่ปรากฏทั้งในฝันและโลกความเป็นจริงทำให้สะดุ้งขึ้นมาได้ง่ายๆ และยิ่งกับเธอที่พึ่งพิงประสาทสัมผัสอื่นที่ไม่ใช่จักษุแล้ว เสียงอัสนีบาตนั้นดังราวเสียงกัมปนาทใกล้ๆนั่นเอง...

ก๊อก..ก๊อก...
“ใครคะ?”

ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝั่งหนึ่งของประตู..
เอลด้ารู้สึกใจไม่ดี

อยากจะถามไปว่าใช่สควอลโล่รึเปล่า แต่ถึงร่างบางจะตาบอดก็ไม่ได้โง่พอที่จะคิดแบบนั้น.อีกฝ่ายพึ่งออกไปไม่นาน บอกว่าคราวนี้งานยุ่งซะด้วย และที่สำคัญ..สควอลโล่ไม่เคยเคาะประตูอยู่แล้ว...

จะแกล้งทำเป็นไม่อยู่ก็ไม่ได้ เพราะตัวเองก็หลุดปากเอ่ยถามไปแล้ว หรือจะโทรไปบอกใครบางคนที่ให้โทรศัพท์ไว้ก็ไม่กล้า…กลัวว่าจะไปกวนเขาด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ก่อนที่จะคิดอะไรต่อ อยู่ๆประตูหนาเสริมเหล็กวีไอพีก็กระเด็นออกจากกรอบกั้น เอลด้าสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา...


....................................................

“บะ..บอส...กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่...” รองหัวหน้ากลุ่มวาเรียเอ่ยถามตะกุกตะกัก
ร่างสูงมองกิริยานั้นอย่างไม่ใส่ใจ ...แล้วมือแกร่งก็คว้าแท่นรองปากกาเหล็กเคลือบทองเคอย่างดี...โยนถึงศีรษะคนพูดทันที!
ปึ้ก!
ฝีมือระดับแซนซัส ไม่ใช่สควอลโล่ไม่อยากหลบ แต่มันหลบไม่ได้... แท่นรองปากกาทำหน้าที่ของมันได้ดี..พอๆกับแรงถึกของบอสกลุ่มนักฆ่า เรียกเลือดออกจากศีรษะฉลามหนุ่มได้ในพริบตา..
“กลับมาก็ทำร้ายร่างกายกันเลยเรอะ!” คนถูกประทุษร้ายตะโกนด่า ขณะที่มือหนึ่งมาจับบาดแผลเหนือคิ้วไว้ ของเหลวอุ่นๆสีแดงฉานค่อยๆหยดลงกับพื้นห้อง เปื้อนดวงหน้าขาวเล็กน้อย

ขณะที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คนมองกลับรู้สึกว่าผิวขาวๆ ผมสีเงิน กับชุดดำ แล้วก็สีแดงของโลหิตนั้นมันเข้ากันนัก...

“งานแกวันก่อนล่ะ” ไม่ตอบแถมยังเปลี่ยนสถานะเป็นคนถาม สควอลโล่แทบสะอึก..
แปลก ปกติก็ไม่เคยถามอยู่แล้ว มีแต่รอเขารายงาน แล้วทำไม...ดูกระตือรือร้นเกินเหตุจังวะ..
“ก็เรียบร้อยดี...”คนตอบไม่มองหน้าผู้เป็นนายชัดๆ ไพล่มองไปทางอื่น แซนซัสกระตุกยิ้มเย็น...ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้...

“โกหก!”
แล้วคุณบอสก็ทารุณกรรมฉลามน้อยอีกรอบ...

ผัวะ!!
หมัดตรงชกเข้าที่หน้าท้องไร้กล้ามเนื้อ ....

สควอลโล่ไม่เคยเข้าโรงยิมฝึกซิกแพค ทำให้ผิวกายไม่มีส่วนลดแรงกระแทกจากฝ่ามือนั้นแม้แต่นิด…แรงจากการกระทำของอีกฝ่ายทำร้ายผิวเนื้อบางอย่างแรง...
โดนเต็มๆ..

“อุ่ก..” เล่นซะไม่ออมมือเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว ร่างโปร่งทรุดลงกับพื้น ขณะที่อีกฝ่ายใช้ปลายรองเท้าหนังเชยใบหน้าคนทรุดอยู่เงยหน้าขึ้น

“เดี๋ยวนี้กล้าโกหกฉันเหรอ...ไอ้ฉลามหัวเน่า...”คนอยู่เหนือกว่าเอ่ยอย่างเสียดสี สัตว์น้ำที่ตอนนี้หมดสภาพต่อกรกับสัตว์กินเนื้อ(?)ตรงหน้าได้แต่มองคาดคั้น

...ศักดิ์ศรีมันมีเยอะ ถึงจะโดนเจ้านายตัวเองพยายามทำลายมันอยู่เนืองๆก็เถอะ...

“ถ้าแกยังไม่หายบ้าจากที่ไปญี่ปุ่นก็ไม่ต้องมาลงกับฉัน!”
สควอลโล่ใช้แรงทิฐิพยุงตัวให้ยืนขึ้นแล้วทำท่าจะเดินออกจากห้อง..แต่ก็ชะงักกึกด้วยเสียงตวาดกร้าว

“จะหนีรึไง!!!”

หนี....หนีอะไร?
เขาไม่เคยหนีอยู่แล้ว!!

“ฉันไม่ได้หนี!” ฉลามหนุ่มเถียงด้วยเสียงดังไม่แพ้กัน... ร่างโปร่งไม่อยากอยู่เป็นที่รองรับอารมณ์บอส มือบางคว้าที่จับประตูเตรียมผลักออกนอกห้อง แต่ร่างสูงเข้ามาประชิดด้านหลังด้วยความรวดเร็ว มือแกร่งรั้งร่างโปร่งไว้ก่อนจะผลักให้แผ่นหลังใต้โค้ทหนังชนกับผนังอย่างรุนแรง

“ถ้าฉันไม่ได้สั่งก็อย่าหวัง!!”

เสียงเข้มตวาดกร้าวทำเอาคนฟังสะดุ้ง
แล้วแซนซัสก็ทำในสิ่งที่สควอลโล่ไม่คาดคิดมาก่อน..

“ฮะ...อ๊ะ...!!??...อุ๊บ....”

มือแกร่งดึงเส้นไหมสีเงินจากเบื้องหลัง รั้งให้ใบหน้าสวยเชิดขึ้น.. นัยน์ตาสีฟ้าซีดจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งสบกับนัยน์ตาสีโลหิตโดยตรง พอริมฝีปากบางอ้าจะเถียง รสสัมผัสรุนแรงซึ่งมาพร้อมกับริมฝีปากร้อนของอีกฝ่ายก็ตามมาปิดเสียงไม่พึงประสงค์ทันที…


....................................................

“ไม่ได้เจอกันนาน...สวยไม่เปลี่ยนเลยนะเอลด้า...” ผู้มาเยือนมากันสามคน หัวโจกในกลุ่มนั้นก้าวเข้าหาเธออย่างไม่เร่งร้อน

ชายหนุ่มผมดำเหมือนนกกาน้ำตัดกับผิวขาวจัด...จมูกโด่งสัน ริมฝีปากหยัก ดวงตาคมกริบสีเทาดุราวกับสัตว์ป่า ร่างสูงโปร่งถอดถุงมือหนังสีดำที่ตนสวมมาโยนทิ้งกับพื้น แล้วสัมผัสแก้มอุ่นอย่างอ่อนโยนด้วยน้ำมือเย็นเฉียบ...
ชายหนุ่มก็รวบตัวหญิงสาวไปกอดอย่างไม่อายสายตาลูกน้องที่พามาด้วย ริมฝีปากร้อนไล่จากแก้มนวลยังซอกคอขาวขณะที่มือหนาเลิกเนื้อผ้าบางที่ขวางผิวนุ่ม ร่างเล็กพยายามผลักอีกฝ่ายออกอย่างระมัดระวัง…แต่มือแกร่งนั้นก็จับข้อมือบางไว้อย่างรวดเร็ว
“มันทำอะไรเธอรึเปล่า”ชายหนุ่มเอ่ยถาม
“เขาเป็นสุภาพบุรุษ” ร่างบางตอบอย่างจริงใจขณะที่ คนฟังหัวเราะเหยียด ทั้งที่ในใจแอบโล่งอก...
ไม่น่าเชื่อนะว่าฉลามคลั่งแห่งวาเรียที่เขาร่ำลือจะไม่แตะต้องสาวงาม... อ้อยเข้าปากช้างช้างยังว่าหวาน…แต่เนื้อสดในถิ่นฉลามคลั่งกลับปลอดภัยไร้ริ้วรอย..

“แล้วมันรักเธอมั้ย” คราวนี้เอลด้าไม่ตอบ หญิงสาวก้มหน้านิ่ง “ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง แต่เราไม่น่าดึงเขาเข้ามาเกี่ยว..”

“ถ้ามันไม่อยู่ข้างเจ้านั่น....ก็ไม่ทำแบบนี้หรอก” ชายหนุ่มเอ่ยคำเด็ดขาด สาวน้อยช้อนสายตามองคนตรงหน้าทั้งที่มองไม่เห็น
ยามที่อยากร่ำไห้ขอความเห็นใจ...น้ำตากลับไม่ไหลออกมา...

“คนๆนั้นอาจจะไม่เห็นเขามีความสำคัญก็ได้..”
“นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องหาทางดูอยู่”ร่างโปร่งยิ้ม มือแกร่งช้อนเอวบางอุ้มราวกับบ่าวสาวคืนส่งตัว ...แสดงความรักอย่างออกนอกหน้า ทั้งที่หญิงสาวไม่ได้มีท่าทีโอนอ่อนตามแม้แต่นิด
ถึงกระนั้น จะปฏิเสธก็ใช่ที่...เพราะเธอไม่ได้รังเกียจเขา...

“เริ่มแผนตอนต่อไปล่ะนะ” นัยน์ตาคมนั้นมองบริวารทั้งสองให้ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
...แล้วสีโลหิตก็เปื้อนไปทั้งห้องสี่เหลี่ยม....


....................................................


ดูท่า..จะมีเรื่องยุ่งยากซะแล้วสิ...

เหนือชั้นสูงสุดของโรงแรมหรู ร่างโปร่งเจ้าของเรือนผมสีทองกับร่างเล็กในชุดเสื้อคลุมขยับหูฟังอย่างสนใจ...
ทุกบทสนทนาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น..จนจบ...ปิดฉากลงด้วยเสียงกรีดร้อง.....

กลิ่นคาวโลหิตชวนให้เชื้อพระวงศ์อยากลงไปสัมผัสนัก ว่ากลิ่นหอมหวานแบบนี้เจ้าของจะเป็นยังไงนะ... Blood of Royal clan...รึเปล่า?..

หรือจะเป็น...เลือดสีแดงของนางฟ้า....
....................................................

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Last edited by sarail on 01 Aug 2008, 21:17, edited 3 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject:
PostPosted: 01 Feb 2008, 19:18 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 818
Location: ห้องสารภาพบาป
Chapter 6 : Hide and seek





ฉันหลงใหลในความโกรธแค้นนั่น.... แค่เห็นครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนละชั้นกัน...

“สวะอย่างแก จะไปได้ซักกี่น้ำ”

ถ้อยคำเหล่านั้น ล้วนหาใช่คำสวยหรู

แต่มันเป็นแรงผลักดันให้ฉันพยายาม..

ก้าวต่อไป สู้ต่อไป

เหยียบย่ำซากศพมากมาย

เพื่อที่จะมองท้องฟ้าที่แปดเปื้อนไปด้วยเลือดนั่น.. ได้อย่างเต็มตา


ว่ามันสง่างามและแข็งแกร่งสมอย่างที่ฉันเฝ้าฝันหรือไม่...


ฉันนี่ล่ะที่จะเคียงข้างนายไป...ถึงแม้จะปลายทางนั้นจะเป็นสุดขอบนรกก็ตามที...










“อ๊ะ...อื้อ....ฮะ....อืม....”ปลายลิ้นร้อนรุกรานโพรงปากหวานอย่างจาบจ้วง รุนแรง ทั้งดึงดันเอาแต่ใจให้อีกฝ่ายสนองตอบตามนิสัยคนชอบบังคับ
สควอลโล่เหมือนถูกดึงอากาศหายใจไปจนหมด ร่างโปร่งพยายามผลักคนตรงหน้าออกแต่ก็ทำไม่ได้ สติสัมปชัญญะยิ่งลบเลือน เมื่อมือหนาข้างที่ว่างเลื่อนไปแผ่นหลังบาง กดผิวเนื้อใต้ผิวผ้าให้แนบชิดรับสัมผัสยิ่งกว่าเดิม
ใบหน้าสวยของสัตว์น้ำที่แสนดื้อรั้น ยามนี้แดงเรื่อด้วยโลหิตสูบฉีด นัยน์ตาสีฟ้าสวยปรือลงโดยไม่ได้ตั้งใจ....ยั่วยวนให้ลุ่มหลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น...

มันไปหัดบริหารเสน่ห์มาจากไหนนะ..ไอ้ฉลามงี่เง่านี่... แซนซัสแอบคิดในใจ..

“..อ๊ะ..บอส...ปล่อย..ฮะ...หย...หยุ...ด” ฉลามหนุ่มได้แต่ร้องห้ามชั่วขณะที่อีกฝ่ายปล่อยให้ได้สูดอากาศเข้าปอดบ้าง แต่ก็แค่ครู่เดียว ก่อนจะถูกจุมพิตที่แสนกระหายทาบทับลงมาอีกรอบ..

จูบของเอลด้าให้ความรู้สึกอ่อนหวาน นุ่มนวล เหมือนขนนกบางเบาที่ปลิวลงมาแตะที่ริมฝีปาก
จูบของแซนซัส.....รุนแรง บังคับ ดึงดัน แต่ก็ยังกลั่นแกล้ง....เย้าแหย่ให้เคลิบเคลิ้ม... สนองตอบโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ฉลามคลั่งแห่งทะเลวาเรียสยบลงต่อผู้เป็นนายอย่างง่ายดาย...

เรื่องราวดูท่าจะบานปลาย เมื่อกระดุมเม็ดแรกของเครื่องแบบสีดำถูกแกะออก....

...เรื่องแบบนี้มัน....
ไม่ถูกต้อง......

ภาพใครบางคนปรากฏขึ้นในความคิดชั่วขณะที่แสนเลื่อนลอย...
“แล้ว...ฉันจะรอนะคะ..”

พลั่ก!
ร่างโปร่งรวบรวมสติและเรี่ยวแรงที่มีผลักคนตรงหน้าออกเต็มแรง แซนซัสเซไปวูบหนึ่ง นัยน์ตาสีฉานจ้องฉลามหนุ่มอย่างเอาเรื่อง สควอลโล่ก็โต้ตอบไม่แพ้กัน มือเรียวเช็ดริมฝีปากตนช้าๆ แต่จงใจให้เห็นชัดๆ
“ถ้าอยากนักก็ไปหาอีตัวสิวะ!!”

ร่างสูงยิ้มเย็นก่อนเอ่ยตอบรุนแรงไม่แพ้กัน...
“ก็อยู่ตรงหน้าฉันนี่ไง”

แซนซัสย่างสามขุมเข้ามาใกล้อีกครั้ง คราวนี้สควอลโล่ไม่ยอมง่ายๆ ดาบคู่ใจจากแขนขวาชี้ตรงไปเบื้องหน้าอย่างไม่ลังเล
“ถึงจะเป็นเจ้านาย...แต่แกก็ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้นะเว้ย!!”

“ฉันมีสิทธิ์มากกว่าที่แกคิดอีก…ไอ้ฉลามสวะ!”

ครู่หนึ่งที่สควอลโล่กลั้นใจเก็บดาบกลับ .. ถึงจะโกรธ แต่...คนตรงหน้าก็เป็นบอส..บอสของเขา....
สัตว์เดรัจฉานยังไม่แว้งกัดเจ้านาย.. ประสาอะไรกับฉลามคลั่งที่ถูกขังในทะเลจงรักภักดี..

แต่...
ผัวะ!

ความอดทนของคนก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน!!

“ไอ้สวะ...แก!!”
มือแกร่งลูบรอยช้ำบนใบหน้าตนอย่างไม่เชื่อสายตา...

“วันนี้งานเสร็จแล้ว ฉันลาล่ะ!!” ฉลามหนุ่มอ้างเหตุผลที่ร้อยวันพันปีไม่เคยทำอย่างรวดเร็ว ร่างโปร่งรีบออกจากห้องเจ้านายไปโดยไม่หันมามองคนที่ยืนอึ้งอยู่สักนิด เพราะกลัวว่าถ้าเผลอหันกลับไปอาจจะไม่ได้ออกมาอีกแน่ๆ
แซนซัสนิ่งอึ้ง ร่างสูงยังจับรอยแดงช้ำที่ใบหน้า เจ้าฉลามหมัดหนักจงใจไม่ให้โดนรอยแผลเป็นแต่มันก็ยังเจ็บ...

มือแกร่งหยิบโทรศัพท์เฉพาะของเหล่าวาเรียขึ้นมา... ใช้เฉพาะเวลาสั่งงานเท่านั้น... ริมฝีปากหยักรอเสียงตอบรับจากปลายสาย…แล้วจึงเอ่ยคำสั่ง…

“จัดการ”
...........................

“เธอหลงทางเหรอ” เด็กชายเอ่ยถามเมื่อเห็นร่างเล็กที่ไม่คุ้นเคยในสวนกว้างซึ่งเต็มไปด้วยพฤกษาหลากสี เด็กหญิงมีท่าทีเอียงอายไม่กล้าเอ่ยตอบ

เจ้าของอาภรณ์สีขาวเข้ากับผิวอมชมพูดูจะไม่แน่ใจในคำถามเท่าไรนัก ขณะที่เรือนผมยาวหยักสลวยนั้นพลิ้วไหวเป็นคลื่น....
กลีบดอกไม้ปลิวว่อนตามฤดูยิ่งทำให้คิดว่าร่างนั้นเป็นศูนย์กลางความงามโดยธรรมชาติ... เธอยังไม่เอ่ยตอบคำถามกลับมา แต่เจ้าของบ้านก็เป็นสุภาพบุรุษที่ดี เขาเดินเข้าไปหาร่างเล็กโดยไม่วายเด็ดดอกไม้ขาวที่ปลูกไว้ติดมือไปด้วย แล้วยื่นให้คนตรงหน้า..

“ขอบคุณค่ะ” ริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้ม

ดอกไม้ขาวแม้รูปร่างจะแปลกตา แต่กลิ่นหอมหวานให้ความรู้สึกดีนัก
เสียงหวานที่ได้ยินทำเอาหนุ่มน้อยช่างหม้อแต่เล็กหัวใจหยุดเต้นไปชั่วครู่

เมื่อพินิจดูดีๆ...ถึงได้รู้ว่าแขกของเขานั้นงดงามราวภาพวาดเทพธิดาที่ปรากฏตามผนังวิหาร
แต่เรือนผมสีนิลที่พลิ้วไหวตามแรงลม....สีเดียวกับเขานั้น ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในภาพ...

“เธอเป็นแขกของคุณพ่อรึเปล่า..” เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ แต่ร่างเล็กส่ายหน้า นัยน์ตาสีออบซิเดียนแวววาวดุจอัญมณีจ้องมองเขาอย่างสนใจ
“คุณเป็นลูกของบ้านนี้เหรอคะ” สรรพนามที่ได้ยินบ่อยจากคนทั่วไปตามฐานะของตนเอง
แม้จะไม่เข้ากับอายุเด็กไร้เดียงสาก็ตาม แต่ก็ทำให้รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่หนูตกถังข้าวสารที่ไหนแน่..

ระหว่างที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เสียงตามตัวของพี่เลี้ยงก็ดังขึ้น เด็กหนุ่มจับมือบางอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็เอ่ยประโยคที่ตัดสินใจพูดในเวลาไม่กี่วินาที..

“หนีกันเถอะ!” แล้วสองร่างเล็กก็วิ่งไป...สู่แสงอาทิตย์อันงดงาม...

...........................
บ่ายคล้อยจนเกือบเย็น แสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านร่มไม้ซึ่งสองร่างพักอยู่นั้นทำให้จิตใจสงบอย่างประหลาด.. เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ทั้งวิ่งเล่น เดินเล่น หนีคุณพี่เลี้ยง พูดคุย ต่างๆนานา อยู่กันสองคน.... ราวกับทำให้รู้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้น...จะเว้นก็แต่...
“ตกลงเธอชื่ออะไรน่ะ” เด็กชายเอ่ยถาม ร่างเล็กอ้าปากจะเอ่ยแต่ก็ไม่ได้ตอบ เมื่อเสียงหนึ่งขัดจังหวะเสียก่อน...

“กลับได้แล้วล่ะองค์ชาย” น้ำเสียงอ่อนโยนแฝงแววล้อเลียนเล็กน้อยของผู้เป็นบิดา ทำให้เด็กชายละความสนใจจากคำตอบชั่วครู่ ขณะหนึ่งที่ร่างเล็กวิ่งไปเกาะขายาวๆของคนตัวสูงนั้น นัยน์ตาสีเทาสีเดียวกันก็ลอบส่งสัญญาณให้คนที่แอบตามมาจัดการอะไรบางอย่าง...

“พ่อฮะ ผมเจอ..” ว่าแล้วก็หันกลับไปมองร่างเล็ก ทว่า จุดที่เธอคนนั้นควรจะนั่งอยู่กับเขากลับมีแต่ความว่างเปล่า... นัยน์ตาสีอ่อนกว่ากระพริบตาอย่างไม่แน่ใจ
“มีอะไรเหรอลูก” คนต้นเรื่องแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ ซึ่งมันก็ทำได้ดีต่อหน้าเด็กธรรมดา ร่างเล็กเงียบไปครู่หนึ่ง จึงคิดได้ว่า..บางทีการที่ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่กับเขาตั้งนานสองนานอาจจะดีกว่าก็ได้ เพราะถ้าเธอเป็นลูกหลานแขกที่มาในงาน เขาก็ไม่อยากรู้จักมักจี่ เพราะคนเหล่านั้นมีแต่แสวงหาผลประโยชน์จากเขากับพ่อเท่านั้น...

หรือบางทีเธออาจจะเป็นนางไม้....ที่เขาจินตภาพขึ้นมาเอง..
“ไม่มีอะไร..หรอกฮะ..”

...........................

ยามค่ำคืนของคฤหาสน์หลังงามเป็นไปอย่างที่คิด คนใหญ่คนโตพาเด็กชายเด็กหญิงอายุอานามใกล้เคียงกับเขามาให้รู้จัก เพราะหวังจะเป็นกำลังสำคัญในภายหน้า... นัยน์ตาสีเทาแอบมองอยู่เรื่อยว่าจะได้เจอเธอคนนั้นเมื่อตอนกลางวันหรือไม่..

“แขกทั้งหมดมีแค่นี้เหรอครับ” คำลงท้ายถูกเปลี่ยนตามสถานการณ์ ต่อหน้าคนอื่นพวกเขาคือพ่อลูกที่แสนเย็นชาก็เท่านั้น เพราะความอ่อนโยนใจดีน่ะ...มันเป็นจุดอ่อน จะให้ใครเห็นไม่ได้ โดยเฉพาะคนมากมายที่จ้องหาช่องโหว่นี่อยู่...

“อยากจะเจอใครงั้นหรือ” เสียงนุ่มเอ่ยเรียบๆ ภายใต้หน้ากากความเย็นชา ความจริงคงอยากจะพูดว่า’ไปจีบใครมารึไงลูก’มากกว่า..

เด็กชายไม่ตอบ ได้แต่มองหาเธอคนนั้นอยู่เนือยๆ... จนกระทั่ง.... ร่างของชายวัยกลางคนที่เขาไม่รู้จักเดินเข้ามา....
แอบเหลือบมองผู้เป็นบิดา ชายหนุ่มโน้มศีรษะลงเล็กน้อย หากไม่ติดว่าอยู่ในงานเลี้ยงคงจะแสดงความเคารพตามปกติไปแล้ว... นัยน์ตาสีเทามีท่าทีลำบากใจที่ไม่อาจปฏิบัติตนตามใจต้องการได้…แต่ดูเหมือนผู้สูงวัยกว่าจะไม่ถือ

“ท่านมาแบบนี้ อันตรายนะครับ” เสียงเรียบกระซิบ ชายวัยกลางคนหัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่เชิงเยาะเย้ย…แต่เป็นการขำขันเอาซะจริงมากกว่า
“ไม่มีใครรู้หรอกว่าฉันมา” ว่าแล้วก็จ้องไปรอบๆ น่าแปลก บริเวณประตูทางเข้าที่น่าจะมีคนพลุกพล่าน กลับมีเพียงอาคันตุกะไม่อาจเอ่ยนาม กับเจ้าของบ้านทั้งคู่ก็เท่านั้น…

“เรื่องที่ฉันขอร้องเธอคงต้องเป็นวันนี้แล้วล่ะ” อีกฝ่ายเอ่ย

“ครับ ผมทราบแล้ว”เมื่อไม่เห็นใครอยู่แถวนั้น ร่างโปร่งถึงได้ทำตามที่ใจต้องการ คุกเข่าลง ชันเข่าขวาขึ้นขณะที่มือซ้ายจับมือหนาของอีกฝ่ายมาจุมพิตที่ธรรมรงค์เลอค่า
เด็กชายไม่อาจทำความเข้าใจในกิริยาของผู้เป็นบิดาได้ แต่ก็รู้ดีว่าคนตรงหน้านี้เป็นผู้ที่คู่ควรแก่การศิโรราบจริงๆ....

“ฝากด้วยนะเมฆาของฉัน....” ถ้อยคำนั้นทำให้มีกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด จริงอยู่ เจ้าคนนายคนทั้งหลายต้องรู้จักวิธีใช้คน..ไม่ว่าจะขู่เข็ญบังคับ ประนีประนอม หรือแม้แต่หลอกลวงทรยศ
ทว่า...

“ครับ..ท่านรุ่นที่เก้า...”

มีเพียงท้องฟ้าผืนนี้เท่านั้น.. ซึ่งจริงใจที่สุด... อาจแปดเปื้อนไปด้วยสีสันที่เจือปน แต่ผืนฟ้าแห่งนี้เท่านั้น... ที่เมฆาแสนโดดเดี่ยวเลือกยึดจะล่องลอย....

เพื่อท่านเท่านั้น..ที่ผมยอมทำได้ทุกอย่าง...
...นภาของผม...

“งานอะไรเหรอฮะ” ร่างเล็กเอ่ยถามเมื่อชายปริศนาผู้นั้นจากไป ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ก่อนจะปรบมือเบาๆ…เรียกให้สาวใช้ในชุดเมดทั้งสองคนพาตัวใครบางคนออกมา...

สาวน้อยเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง..

ร่างแบบบางสวมกระโปรงชีฟองบางเบาสีครีม เข้ากับสร้อยคอไข่มุกเล็กๆเรียงกันเป็นระเบียบที่ลำคอระหงส์ นัยน์ตาสีนิลนั้นมีแววรื่นเริงปะปนกับเขินอายเล็กน้อยเช่นเคย ขณะที่เด็กชายมัวแต่อึ้ง...เพราะแอบนึกไปไกล…
ว่าถ้าเป็นเธอคนนี้..บางทีต่อให้ต้องจับคลุมถุงชนเขาก็ไม่เสียใจ..

“เอาล่ะ คิดว่าอาจจะรู้จักกันแล้ว แต่จะแนะนำให้อีกทีนะ..” คนเป็นพ่อเอ่ย พลางจับไหล่ของลูกชายเบาๆ

“มิเกลสาวน้อยน่ารักคนนี้ชื่อเอลด้า..”นัยน์ตาสีต่างกันไม่มาก จ้องสบกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่บิดาจะพูดต่อ “น้องสาวของลูก...ดูแลเธอให้ดีๆด้วยล่ะ...”

เด็กๆไม่รู้ว่าความทุกข์คืออะไร หรือความเสียใจคืออะไร... แต่มิเกลรู้สึกว่า... โลกทั้งโลก..กำลังพังทลาย...
ด้วยความสัมพันธ์ที่เรียกได้ว่า “พี่ชาย” กับ ”น้องสาว”ระหว่างเขากับเธอ...

...ความรู้สึกเกิดขึ้นในชั่วเสี้ยววินาที และพังทลายลงในพริบตา...

...........................

สควอลโล่รู้สึกใจไม่ดี..
ตลอดทางที่จะมาถึงชั้นบนสุดนั้น เงียบเหงาอย่างประหลาด ทั้งที่นี่ก็เป็นโรงแรมที่มีคนเข้าออกตลอดเวลาแท้ๆ... แต่มันเหมือนกับจงใจ... เพื่ออะไรบางอย่าง...
เป้าหมายอยู่ที่เขาอย่างนั้นหรือ?...

อินเตอร์เซปชั่นด้านล่างก็มองเขาแปลกๆ แถมไม่กล้าสบตา พอจะขึ้นลิฟต์มา กลับรู้สึกว่ามีใครตาม..แต่พอหันกลับไปก็ไม่มีใคร....
หรือเขาจะวิตกจริตไปเอง?...

ไม่น่า...

ทว่าความกังวลก็เป็นจริงเมื่อลิฟต์เปิดที่ชั้นบนสุด...

ภาพที่เห็น..
คือร่างไร้วิญญาณของการ์ดทั้งหลายที่เขาสั่งให้คอยดูแลเธอคนนั้น.... ใบหน้าคว่ำจมกับกองโลหิตที่ดูจะแห้งกับพื้นพรมแดงเข้ากันไปนานแล้ว....

แต่ปัญหาไม่ใช่เรื่องนั้น..

“เอลด้า!?” สควอลโล่รีบรุดไปที่ห้องทันที ประตูไม้สลักเปิดกว้าง ภาพที่เห็นภายในยิ่งทำให้หัวใจนักล่าแห่งท้องทะเลสลาย...

โลหิตสีฉาน...ที่เปื้อนเปราะไปแทบทุกส่วนของห้องกว้าง... ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง....

แต่สิ่งที่ทำให้ร่างโปร่งแทบทรุด...คือร่างที่คุ้นเคยหากไร้ลมหายใจ...สิ้นซึ่งพลังชีวิต...บนเตียงกว้างนั่นเอง...

ถ้าเธอรอ แล้วฉันมาไม่ทัน...

มันสายเกินไปไหม หากย้อนเวลากลับไป...

ฉันคงไม่ปล่อยมือคู่นั้นจากมา...

...........................


Last edited by sarail on 01 Aug 2008, 21:19, edited 4 times in total.

Profile  Offline
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 463 posts ]  Go to page 1, 2, 3, 4, 5 ... 31  Next


Who is online

Users browsing this forum: >>PK<<, moshi_030, orihime, SeulKi and 6 guests

Panel

Top You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum
Search for:
Jump to: