Login |  Register



Welcome
เนื่องจาก เราต้องการสกรีนคนเข้าฟอรั่ม Fiction/doujin และ YaoiLand ขอไห้ทุกท่านที่จะสอบเข้า ไปทำข้อสอบได้ที่ Vongola Test


Post new topic Reply to topic  [ 468 posts ]  Go to page Previous  1 ... 28, 29, 30, 31, 32  Next
Author Message
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 02 Apr 2009, 08:55 
User avatar
Joined: 11 Apr 2008, 07:49
Posts: 2603
กรี้ดดดดดดดดดดด จบแบบค้างมากคะ .~< จบแบบว่่า.................................. รอต่อไปนะคะ T[]T นั่งกรี้ดดดดด

(+รอเล่ม2ด้วยคะ) ฮะๆๆๆ >< อ้ากสุดยอดเลยคะ >< ป๋ามาเอาหลามกลับแล้วแต่โน่ ส่ายหัว สงสารแกนะแค่ก็ - -*ซะใจแกหวะ5555+

_________________
XS คือ Tautology สิ่งที่พิสูจน์แล้วเป็น จริงตลอดกาล
Image
Image
Image
Image
XS สมการไร้ขีดจำกัด ><
แอนตี้ภาษาวิบัติ! ค่ะ
............................................................................................


Profile  Online
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 02 Apr 2009, 09:45 
User avatar
Joined: 19 Mar 2008, 21:24
Posts: 1309
กี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ
มาอัพแล้วเหรอคะ
รอมาตั้งนาน ยิ่งอ่านน้องหลามยิ่งน่าสงสารว่าแต่...เทียวไปเทียวมาจริงๆนั่นแหละ
ช่วยไม่ได้มีคนรักคนชอบเยอะก็งี้แหละ
ป๋าแซนมารับภรรยาเร็วดีนี่


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.31|04.11.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:04 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
Title: Denunci, This love must betray
Rate: PG
Fandom: KHR
Pairing: XS
Note: จบแล้วค่ะ! จะทยอยอัพลงบอร์ดนะคะ ^ ^;

-------------------------------------


Chapter 28 part 3









“ฉันมารับแกแล้ว...”




คำพูดที่หาใช่คำบอกรัก แต่กลับทำให้คนฟังหน้าเปลี่ยนสี ถ้ามีปรอทวัดความร้อนบนใบหน้า สควอลโล่ในตอนนี้คงทำมันแตกอย่างไม่ต้องสงสัย...

นัยน์ตาคู่คมหลับตาลงระหว่างเอ่ยประโยคนั้น ราวกับจะซึมซับคำพูดของตนเองต่อหน้าคนสำคัญ...

“คำตอบล่ะ” พอดีกับที่ดวงตาคู่สวยสบกับนัยน์ตาคู่คม แซนซัสก็ทวงถามผลจากอีกฝ่ายทันที

“...ห๊ะ...ให้เวลาฉันคิดก่อนสิฟะ!!”

“จะคิดอะไรมากมาย...แกเป็นของใครก็รู้ๆกันอยู่” ชายหนุ่มเอ่ย แต่ก็ไม่ได้คาดคั้นเอาความอะไรมาก ท่าทีโอนอ่อนลงของแซนซัสทำให้ฉลามคลั่งอดอึ้งไม่ได้ บอสงี่เง่าของเขาไปกินอะไรผิดสำแดงมารึเปล่า?


แต่ถ้าแซนซัสคิดจะกล่อมให้สควอลโล่เชื่อฟังง่ายๆเหมือนเมื่อก่อนล่ะก็...ในสถานการณ์แบบนี้ ...คิดผิดถนัด


“แกพึ่งบอกว่าไม่เอาชั้นแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วตอนนี้กลับมารับไปง่ายๆน่ะนะ!? อย่ามาหลอกกันให้ยาก วันนี้ไม่ใช่April Foolด้วย!!”

“แกเล่นตัว?” ชายหนุ่มทำท่าฉงนแบบที่ถ้าสควอลโล่มองเห็นอยู่ล่ะก็ได้ขำไม่ออกแน่ ความนัยของประโยคนั้นทำเอาใบหน้าขาวขึ้นสี อย่างน้อยๆตอนนี้หน้าซีดๆของฉลามคลั่งก็กลับมาดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้างแล้ว

“เล่นตัวบ้าอะไรล่ะ!?”

“หุบปากแล้วนิ่งซะ!” ร่างสูงตวาดกร้าวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามา ดูท่าเสียงโวยวายไม่ยอมท่าเดียวของสควอลโล่เมื่อครู่จะทำให้การ์ดบางส่วนรู้สึกตัวแล้วว่ามีผู้บุกรุก ชายหนุ่มคว้าเอวบางไว้แนบกายแล้วกดลงกับพื้นเตียงนุ่ม มือหนาปิดริมฝีปากบางที่ส่งเสียงอู้อี้ พลางกระซิบไปข้างๆหู

“ถ้าแกกล้าแหกปากล่ะก็ ฉันจะทำมันตรงนี้ล่ะ...”


!!??



นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างกลับประโยคถัดมา ก่อนร่างสูงจะเลื่อนตัวไปใต้ผ้าห่ม พร้อมกับรอยยิ้มเจนจัดที่ทำให้ใครบางคนขนลุกเอาได้ง่ายๆแม้จะมองไม่เห็นก็ตามที…





ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างขออนุญาต ถึงจะเป็นแขกที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่ตำแหน่งของสควอลโล่ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็สูงกว่าคนเฝ้าบ้านอย่างพวกเขา ภายนอกประตูบานหนา ชายในชุดสูททั้งหลายเพียงแต่เฝ้ารอให้มีเสียงตอบกลับมา พลางนึกพิจารณาดูว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี


“มีกุญแจไหม?” ไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลภายในห้องทำให้คนคุ้มกันจำต้องคำตามคำสั่งม้าพยศหนุ่ม ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ห้ามให้ฉลามคลั่งบาดเจ็บหรือตายเป็นอันขาด และที่สำคัญคือถ้าอีกฝ่ายหายตัวไปจากคฤหาสน์เมื่อไหร่ ถึงจะเป็นดีโน่ คาวัลโรเน่ที่ได้ชื่อว่าเป็นมาเฟียซึ่งเข้าใจหัวอกลูกน้องดีอย่างไร ก็ไม่มีทางให้อภัยความผิดนี้ได้ง่ายๆแน่

ทว่าเมื่อหยิบกุญแจขึ้นมาถูกดอก ใครบางคนกลับเข้ามาขวางไว้เสียก่อน

“จะรบกวนคนป่วยเหรอครับ?”

เสียงนุ่มเอ่ยทั้งรอยยิ้ม นี่ก็อีกคน แขกไม่ได้รับเชิญยามวิกาลที่เข้ามาแทรกแซงเรื่องในแฟมิลี่ของพวกเขาเสียเหลือเกิน ร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีกาน้ำโปรยยิ้มให้คนดูแลฝ่ายใน

“ท่าน...ไม่ควรออกจากห้องในเวลาแบบนี้นะครับ” คนที่จะเปิดประตูเมื่อครู่เอ่ยตอบ

“ผมไม่ได้เป็นนักโทษซักหน่อย ทำไมจะเดินไปไหนมาไหนไม่ได้” ร่างโปร่งเอ่ยตอบพลางกลั้วหัวเราะ มิเกลว่าต่ออย่างมีเหตุผล “ผมพึ่งให้ฉลามคลั่งทานยาไปเมื่อกี้เอง ป่านนี้คงหลับไม่รู้เรื่องอยู่ ว่าแต่คุณอยากดูงั้นเหรอว่าเขานอนท่าแบบไหน?”

คำพูดชวนคิดมากนั้นทำให้คนฟังหน้าขึ้นสีเอาง่ายๆ สควอลโล่เป็นอะไรกับเจ้านายของพวกเขาก็พอรู้ๆอยู่ จะให้ไปยุ่งกับคนของนายก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับลูกน้องเอาเสียเลย แล้วถึงคนตรงหน้าจะดูลับๆล่อๆ แต่ก็เป็นแพทย์ที่เชื่อถือได้คนหนึ่ง..


บวกลบคูณหารเสร็จสรรพ แต่ท่าทางแคลงใจของการ์ดก็ยังมีอยู่บ้าง


“เจ้านายคุณอาจจะไม่พอใจก็ได้.. แต่ผมก็ยืนยันความบริสุทธิ์หน่อยแล้วกัน” พูดจบ คนที่ว่าจะไม่ให้เข้าเมื่อครู่กลับเป็นคนเปิดประตูเสียเฉย!



===================





“แฮ่ก..แฮ่ก...” แผ่นอกบางสะท้านไม่เป็นจังหวะจากความหวาดระแวงเมื่อครู่ เมื่อเสียงฝีเท้าที่หยุดอยู่มาพร้อมกับเสียงกระทบกันของกุญแจเหล็ก ถ้าหากโดนเห็นในสภาพแบบนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไรที่ไหนแล้ว

ทว่า... อีกเสียงหนึ่งที่ได้ยินเพียงแผ่วเบา ฝีเท้าของนักฆ่าเช่นเดียวกันที่เคลื่อนเข้ามาใกล้แล้วตามด้วยบทสนทนาที่เขาได้ยินไม่ชัด แต่ก็ขับกล่อมให้คนที่คิดจะเปิดประตูเข้ามาเปลี่ยนใจไปได้โดยง่าย

เจ้านั่นมันช่วยไว้งั้นเหรอ?? หรือว่าที่แซนซัสมาที่นี่จะเกี่ยวอะไรกับมันด้วย...

“...ที่แบบนี้...บ้าไปแล้ว...” เสียงสั่นว่าพลางใช้ฝ่ามือรั้งเรือนผมสีดำนั้นไม่ให้ใบหน้าคมเลื่อนต่ำลงไปกว่าแผ่นอก จริงอยู่ว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้ส่งเสียงอะไรไปแม้แต่นิด แต่เขาก็ลืมไปสนิทว่าแซนซัสเคยฟังเขาบ้างซะที่ไหน?

“เจ้าพวกนั้นมันก็ไปแล้ว จะสนใจอะไรล่ะ” รอยยิ้มเย็นเอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้กอดร่างนี้มานานแค่ไหน โหยหามากขนาดไหนเจ้าตัวคงไม่รู้ แล้วเขาก็ไม่คิดจะให้รู้ด้วย

“ง่วง!!”

“ก็ ‘นอน’ อยู่นี่ไง”

“ไอ้...บอสหื่นเอ๊ย” ริมฝีปากบางบุ่นอุบอิบ ก่อนจะถูกช่วงชิงความหอมหวานไปอีกครา

“กับแกคนเดียวเท่านั้นล่ะน่า...”




===================



“นายน่ะแย่ที่สุด”

“โหดสารพัด ไม่สนใจกันบ้างว่าฉันเจ็บ แล้วยังจะทำตัวงี่เง่า บางทีก็งอแงเป็นเด็กไม่รู้จักโต” ข้อเสียตั้งแต่สมัยที่เจอกันแรกๆจนมาถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนแก้ไม่หายซักทีถูกบ่นสบถยาวเป็นหางว่าว

“พอจะทิ้งก็ทิ้งกันง่ายๆ พอคนอื่นเขาจะเอาก็ไม่ให้ ยิ่งกว่าเด็กหวงของเล่น ...หวงก้างชัดๆ”

ก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ คนถูกว่าจึงสวนขึ้นมาบ้าง


“แล้วไง?”


แค่สองพยางค์แต่กลับทำให้สควอลโล่เถียงกลับไม่ออก ไอ้คุณบอสที่เคารพรักยิ่งผู้ไม่รู้สึกรู้สากับคำด่าที่เขาเพียรจะทำให้ชายหนุ่มสำนึกผิดบ้าง ทำเอาคำพูดที่กลั้นอยู่ในลำคอหายไปดื้อๆ

“แล้ว...นายยังคิดว่าฉันจะยอมกลับไปให้นายโขกสับง่ายๆน่ะนะ?”

“แกก็รู้นิสัยฉัน” แซนซัสว่า ไม่ได้เติมต่อไปว่าคนตรงหน้าน่ะรู้ใจตนมากที่สุด แต่เรื่องง่ายๆกลับไม่รับรู้เหมือนกับชาวบ้านเขาสักที
ถ้าอยากได้ก็ต้องได้ ถ้าพูดว่าได้ก็คือทำได้


นิสัย.....เสีย..


“กลับกันได้แล้ว” เสียงเข้มอ่อนลงเล็กน้อยราวจะให้อีกฝ่ายคล้อยตาม วันนี้เขายอมมามากพอแล้ว ทั้งให้เจ้านี่หยามหน้าเขาด้วยคำพูดและการกระทำ แค่ตอนนี้เท่านั้น..กลับไปเมื่อไหร่โดนดีแน่!
พลันร่างสูงลุกจากเตียง ยืนรอให้อีกฝ่ายลุกตามมา สควอลโล่ถอนหายใจกับความเอาแต่ใจของคนตรงหน้า แต่เขาจะทำอะไรได้...

“ฉันยังไม่หายโกรธนะ”

“เออ”

“นายยังไม่บอกเหตุผล”

“ถ้าแกไม่รีบลุก ก็ไม่ต้องฟังมันไปทั้งชีวิตนั่นแหละ”

“จะพูดหวานๆหน่อยไม่ได้รึไง?”แซนซัสไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมา มือที่ว่าจะฟาดปากดีๆนั่นซักทีชะงักค้างอยู่กลางอากาศ คำพูดที่ว่าตนเป็นพวกชอบทำร้ายร่างกายจากปากอีกฝ่ายนั้นยังก้องอยู่ในหู ถ้าเขาลงมือกับมันไปก็เท่ากับว่าเขารับคำด่าพวกนั้นน่ะสิ...

“มา” มือแกร่งยื่นมาในอากาศ ราวจะรอให้อีกฝ่ายตอบรับ ถ้อยคำไร้ซึ่งความอ่อนโยนแต่เมื่อมาจากชายตรงหน้าแล้วกลับทำให้ทุกอย่างงดงามดั่งเทพนิยาย


เจ้าชายจากดวงจันทร์งั้นเหรอ? ไร้รสนิยมเป็นบ้า

สควอลโล่นึกหัวเราะอยู่ในใจ ทว่ามือเรียวไม่ได้ยื่นไปรับ ร่างโปร่งยันกายลงจากเตียงด้วยความระอาใจเล็กน้อย สุดท้ายก็ขัดคนตรงหน้าไม่ได้ทุกที



พลั่ก!!


ฉลามหนุ่มล้มฟุบไปกับพื้น สควอลโล่แทบหยุดหายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่คนมองก็แทบกลั้นหายใจเช่นกัน ร่างสูงปรี่เข้ากระชากตัวร่างโปร่งขึ้นจากพื้น

“แกเป็นอะไรไป?” ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย สควอลโล่ก้มหน้านิ่ง ฉลามคลั่งตระหนักความจริงบางอย่างได้แม้ตนจะยังทรงกายอยู่ด้วยน้ำมือร่างสูงกว่า ลมหายใจหอบกระชั้นกลับมาสงบขณะที่ความลำพองใจของตนถูกทำลายด้วยร่างกายตนเอง

แค่จะเดินด้วยขาตัวเองตามนายกลับไป...ยังไม่อนุญาตให้ฉันทำเลยอย่างนั้นเหรอ?


“ไอ้สวะ!!”

“ฉัน..ก็ไม่รู้เหมือนกัน” ร่างโปร่งตอบเสียงแผ่ว มือเรียวจิกเสื้ออีกฝ่ายแน่นราวกับเป็นที่พยุงตัว

“แก...”


“ก็แค่ฉัน...มองไม่เห็นอะไรเลย...มันก็เท่านั้นแหละ” ร่างโปร่งตัดสินใจเอ่ยตอบ ในเมื่ออีกฝ่ายดูเหมือนจะยังไม่รู้ เขาก็ไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องปิดบัง


แม้ว่ามันจะทำให้ตนรู้สึกไร้ค่ายิ่งกว่าเดิมก็ตามที...


===================


เช้าวันใหม่ฉาบด้วยสีของอรุณรุ่ง ร่างสูงรีบกระหืดกระหอบลงจากรถพลางวิ่งขึ้นบันไดวนมาถึงห้องของคนสำคัญ

ปัง!!



“เสียงดังเป็นบ้า” ร่างโปร่งเอ่ยทั้งรอยยิ้มขณะนั่งนิ่งอยู่กับเตียง หน้าต่างบานใหญ่เบื้องหลังเปิดกว้างทำให้สายลมเย็นพัดผ่านพร้อมกับความสว่างไสว ทั้งที่เป็นคนที่เหมือนแสงจันทร์สีเงิน แต่กลับเหมาะที่อยู่ภายใต้อาทิตย์เจิดจ้าเสียจริง

ภาพที่เห็นทำให้คนร้อนรนกลับยิ้มออกอีกครั้ง

“นาย..ยังอยู่” ม้าพยศหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเดินเข้าไปหาคนสำคัญของตน วงแขนกว้างรวบตัวอีกฝ่ายเข้ามากอดราวกับไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าอยู่ที่นี่จริงๆ

“ทำตัวเป็นลูกแหง่ไปได้”

“กับนาย...ฉันก็เป็นไอ้ขี้แหยอยู่ไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ขณะซุกใบหน้ากับไหล่บาง สควอลโล่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจอยู่ครู่หนึ่งพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

กับแกเท่านั้นล่ะน่า....

ร่างโปร่งหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าบอสของเขาดูจะไม่มีความสามารถด้านการสร้างความประทับใจเลยสักนิด

ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเมื่อคืนวานมีธุระด่วนจนไม่ได้อยู่ติดที่ ลูกน้องที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลฉลามคลั่งกลับโทรไปบอกว่ามีเรื่องด่วน สถานที่ที่ทำเขางานอยู่นั้นหิมะตกหนักจนออกรถไปไหนไม่ได้ พอรุ่งสางสีขาวของธรรมชาติสร่างซาลงไปบ้างถึงได้รีบบึ่งรถกลับมาที่บ้าน

รายงานว่ามีผู้บุกรุกขณะเกิดการเปลี่ยนเวรยามทำให้ชายหนุ่มใจหาย แต่ที่กลัวเสียยิ่งกว่าคือคนตรงหน้าจะเป็นอะไรไป ท้ายสุดแล้วภาพที่เห็นตรงหน้าถึงจะยืนยันได้ว่า...สควอลโล่ยังอยู่กับเขา...

“เจ้าโรคจิตนั่น...มันบอกว่า...” ร่างโปร่งเอ่ยพลางพาดพิงถึงใครอีกคนหนึ่ง ทำให้ชายหนุ่มที่กอดเขาอยู่ผละตัวออกอย่างตระหนก

“จริงสิ รีบแต่งตัวได้แล้วล่ะสควอลโล่!” ดีโน่พึ่งนึกขึ้นได้ก่อนจะรีบคว้าตัวอีกฝ่ายลากเข้าห้องอาบน้ำ พร้อมกับเสียงโวยวายที่ตามมาของฉลามคลั่งดังไปทั่วคฤหาสน์


V
V
V

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:08 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
แอ๊ด...


ประตูเปิดออกอีกครั้ง ขณะที่เจ้าของนัยน์ตาสีเทารู้สึกเหมือนตาพร่าไปชั่วขณะ ร่างโปร่งบางที่นั่งนิ่งอยู่กับเก้าอี้ในชุดสีขาวบริสุทธิ์เข้ากับสีผิวและเรือนผมสีเงินสว่างที่ถูกหวีเสยไปด้านหลังทำให้รู้สึกแปลกตาไปไม่ใช่น้อย

มันเหมือนภาพของใครบางคนในอดีตที่แสนไกล...

“คุณทำอะไรกับเขาน่ะ?” พอได้สติมิเกลจึงเอ่ยปากถามใครอีกคนที่อยู่เบื้องหลังเก้าอี้ที่ฉลามหนุ่มนั่ง บอสแห่งคาวัลโรเน่ถือหวีไม้อยู่ในมือขณะที่โรมาริโอ้ยิ้มเจื่อนอยู่ข้างผนัง

“เปลี่ยนทรงผมไง ตอนนี้ก็ไม่ต้องปล่อยอย่างเดียวแล้วนี่นา” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆขณะที่คนนั่งเป็นตุ๊กตาให้แต่งตัวหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม พอดีกับที่มีเสียงเคาะประตูตามมาจากด้านหลังอีกครั้ง

“คนของคุณ” หนุ่มผมดำเอ่ยเสียงห้วนเป็นเชิงไล่ ดีโน่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์มือถือของคนสนิทดังขึ้น

“บอสครับ เรื่องด่วน...”

“มีอะไรตอนนี้นะ...” ม้าพยศพึมพำก่อนจะหันไปมองหนุ่มผมดำอย่างไม่ไว้วางใจ มิเกลแค่แย้มยิ้มอย่างเคย ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรใดๆทั้งนั้น

“ฉันดูแลตัวเองได้น่า” ร่างโปร่งที่นั่งอยู่กับเก้าอี้เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเสียเอง ดีโน่เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป สุดท้ายร่างสูงก็ก้าวออกจากห้องพร้อมที่ชายหนุ่มในสูทสีดำตามไล่หลังไป แต่เสียงฝีเท้าหนักๆหยุดอยู่หน้าห้อง สควอลโล่คิดว่าดีโน่คงให้โรมาริโอ้ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู

มิเกลเดินอ้อมไปด้านหลังร่างโปร่ง นัยน์ตาคมกริบเพ่งพินิจเรือนผมสีเงินที่ปลายชี้ไม่เป็นระเบียบด้วยความขัดใจ

“... คุณนี่ทำให้ผมแปลกใจได้ทุกครั้งเลยนะ” ชายหนุ่มเอ่ยพลางหยิบกรรไกรสีเงินจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะทาบไปบริเวณต้นคอขาวจนคนนั่งเฉยอยู่เมื่อครู่สะดุ้ง

“แกจะทำอะไร!?”

“อยู่เฉยๆสิครับ...ผมไม่ได้ทำแบบนี้นานแล้วอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะ...” ตอบพลางกลั้วหัวเราะก่อนจะเริ่มเล็มปลายของเรือนผมสีเงินที่ยาวสั้นไม่เท่ากันจนเห็นได้ชัด เสียงกรรไกรเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วกับความเย็นของโลหะบางที่ช่างตัดผมจำเป็นแกล้งให้โดนผิวบ้างชวนให้หายใจไม่เป็นจังหวะ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะบ้าเลือดเฉือนเนื้อหนังตนเมื่อไหร่

ทันทีที่เสียงเงียบลง มิเกลเก็บกรรไกรเข้ากระเป๋าอีกครั้ง ก่อนที่มือขาวซีดจะปัดเรือนผมที่ยังร่วงบนต้นคอไปถึงไหล่บางอย่างชำนาญ

“เสร็จแล้ว”

“ใครใช้แกมายุ่งกับหัวฉันนักหนา...” ร่างโปร่งพึมพำ รู้สึกแปลกๆ... อาจจะเพราะตนไม่ได้ไว้ผมสั้นมานานแล้วก็เป็นได้ แต่การปล่อยให้คนอื่นแตะเนื้อต้องตัวขนาดนี้ไม่ใช่วิสัยตนเอาเสียเลย


“เสร็จ ‘เรื่อง’ คราวนี้ คุณจะไว้ผมยาวอีกรึเปล่า?”ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางหวีเรือนผมสีเงินระต้นคออีกรอบ แค่เปิดหน้าผากซักหน่อย บวกกับสูทขาวที่ใส่เป็นทางการ ก็ดูราวกับเป็นคนละคน

แต่ที่สำคัญ...เหมือนจนน่าตกใจ....

“เรื่อง?” ร่างโปร่งทวนคำอย่างไม่แน่ใจในความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ มิเกลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากอธิบาย

“ผมตาย แซนซัสช่วยคุณกลับไป ม้าพยศกลายเป็นม้าหัวเน่า หมดความแค้น น่าสนใจดีนะ...”

“ไอ้บ้าเอ๊ย!!” เสียงตวาดกร้าวที่รู้สึกเหมือนไม่ได้ฟังมานานดังทะลุผ่านโสตประสาทคนอยู่ใกล้ที่สุดไปทันที

“รูปแบบที่ดีที่สุดไม่ใช่เหรอครับ? ผมทำอะไรกับคุณไว้ตั้งเยอะ”

“ตายหนีปัญหา...ขี้ขลาดที่สุด!” คำพูดของร่างโปร่งทำให้คนฟังสะดุดไป เห็นใบหน้าได้รูปนั้นโกรธเคืองแล้วยิ่งนึกขำ “เป็นห่วงศัตรูด้วยเหรอครับ”

“ไม่ใช่เว้ย!”
เสียงนุ่มหัวเราะเบาๆ ขณะที่ฉลามหนุ่มรู้สึกว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเมื่อครู่อ้อมมาด้านหน้า

“ผมจะไปแล้วนะ” มิเกลเอ่ยพลางเกลี่ยเรือนผมที่ระใบหน้าอีกฝ่าย ร่างสูงโปร่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย จนสุดท้ายเสียงฝีเท้าก็ละจากไปหยุดหน้าประตู

“แกจะไปไหน” ฉลามหนุ่มลุกขึ้นตามมาท้วง ขณะที่คนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศัตรูหันหน้ากลับมา

“สะสาง” เป็นครั้งแรกที่ได้ยินอีกฝ่ายตอบเสียงห้วน ร่างโปร่งรู้สึกว่าตนสมควรจะทำอะไรสักอย่าง...
ท่าทีแบบนั้น...น้ำเสียงแบบนั้น...

“แกคงไม่ได้กำลังจะไปตายใช่มั้ย?” คำถามตรงไปตรงมาเรียกเสียงหัวเราะจากชายหนุ่มอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของฉลามคลั่ง พ่อนกน้อยที่เป็นผู้นำสาส์นถึงกับสะดุดลมหายใจตนเองไป

“เอ้า สมมติว่าผมกำลังจะตาย คุณจะทำยังไงล่ะครับ?” เสียงกระเซ้าราวกับคำเอ่ยเป็นเรื่องธรรมดา สควอลโล่เงียบไปครู่หนึ่ง เพียงชั่วพริบตาเท่านั้นที่เจ้าของนัยน์ตาสีควันบุหรี่เหมือนเห็นริมฝีปากบางนั้นเหมือนจะเอ่ยท้วงทันทีที่ตนพูดจบ เพียงแต่มันก็ชะงักไปกลางคันเช่นกัน

ห้ามงั้นหรือ? ในฐานะอะไรกันล่ะ?

“....ฉันมีอะไรจะถาม...” เสียงทุ้มเอ่ยราวไม่มั่นใจในคำพูดของตนเอง มิเกลหยุดอยู่กับที่ ราวกับรอให้คำถามต่อไปดังจากปากร่างโปร่งบาง

“ถามตอนนี้เลยก็ได้นะครับ เผื่อถึงตอนนั้นจริงๆผมจะตอบไม่ทัน”

“แก...เป็นคนที่จูบฉันเมื่อวานรึเปล่า”
นัยน์ตาสีเทาสั่นไหวไปวูบหนึ่ง ก่อนร่างโปร่งจะเป็นฝ่ายเดินเข้าไปใกล้

“ไม่ใช่” เสียงตอบหนักแน่นทำให้ฉลามหนุ่มคลายใจได้ชั่วครู่ ตนตั้งใจบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำอะไรบ้าๆอย่างที่เอ่ยปาก ทว่า...

“แต่วันนี้... ก็อีกเรื่องนะครับ”


!?


ชั่วขณะที่เผลอไผล ริมฝีปากได้รูปทาบทับลงมาบนกลีบปากบาง รสสัมผัสวาบหวามแผ่วเบาจนตั้งตัวไม่ถูก สควอลโล่รู้สึกถึงปลายลิ้นที่ดันอะไรบางอย่างให้เขากลืนลงคอไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกฝ่ายผละตัวออกในทันทีที่ฉลามคลั่งนึกจะตอบโต้เช่นกัน

“..ฮะ...แก...อ๊..อุ๊บ!?” มือเรียวรีบยกขึ้นมาปิดริมฝีปาก อะไรบางอย่างที่ล่วงล้ำไปในลำคอนั้นร้อนเสียจนแผดเผาสุรเสียงที่มีไปจนหมด รสขมจนอยากคายทิ้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นหวานบาดคอทำให้ฉลามคลั่งตั้งสติตามไม่ทัน ราวกับว่าอะไรนั่นกำลังตีกันเองในร่างของเขา ร่างโปร่งทรุดลงกับพื้นราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดในทันที

“แค่ก..แค่ก...” เสียงไออย่างแหบแห้งจากลำคอที่แห้งผากทำให้เจ้าของร่างนึกประหวั่นใจว่าตนจะเสียเส้นเสียงไปตรงนี้กระนั้น ภาพตรงหน้าพร่ามัวเสียจนไม่อาจบรรยายเม็ดสีสลับเฉดที่ไล่เรียงกันไปมาในศีรษะได้

“ถ้าผ่านได้..คุณก็ชนะ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยพลางมองร่างที่ผิวเนื้อสั่นระริกบนพื้นด้วยความนิ่งเฉย นัยน์ตาสีฟ้าช้อนขึ้นมองผู้ยืนอยู่สูงกว่าด้วยความคับแค้นใจ นัยน์ตาสีควันบุหรี่ที่มองลงมานั้นราวกับเหยียดหยามตนเช่นครั้งแรกที่ได้เจอกัน สควอลโล่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นชกหน้าตาน่าหมั่นไส้นั่นทันที!


!!!??

มิเกลเบี่ยงตัวหลบง่ายๆ ก่อนจะจับข้อมือบางที่หมายศีรษะตนอย่างจงใจ รอยยิ้มบางระบายบนสีหน้าแบบที่ฉลามหนุ่มไม่เคยได้เห็นมาก่อน... ราวกับเห็นภาพซ้อนของนางฟ้าคนนั้นก็ไม่ปาน

ไม่ใช่...

สควอลโล่ตอบตัวเองทันที ขณะที่รู้สึกอะไรแปลกๆ

อะไรล่ะ???

“มองเห็นแล้วสินะครับ” เสียงนุ่มเอ่ยตอบ ร่างโปร่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตระหนักความจริงได้ ไม่ใช่ภาพสีดำสนิทที่เห็นล้อมอยู่รอบกายเช่นคืนวาน ความทรมาณที่ไม่อาจมองท้องนภาได้อย่างใจนึกมลายหายไปสิ้นด้วยความจริงตรงหน้าที่ประจักษ์ร่างสูงกว่ายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี

นัยน์ตาคู่นั้นฉายประกายความชื่นชมอยู่ลึกๆ ทั้งที่ฉลามหนุ่มรู้สึกว่าคนตรงหน้าไม่เคยสบตาเขาตรงๆเลยสักครั้ง...

“แก...ช่วย...?” น้ำคำที่ยังไม่กลับคืนมาดีเอ่ยอย่างแหบแห้ง ขณะที่คนตรงหน้าคลายรอยยิ้มของนางฟ้าเปลี่ยนเป็นริมฝีปากบางที่เหยียดอย่างเทวทูตดูแคลน

“อย่าขยับมากดีกว่านะครับ” ชายหนุ่มปล่อยข้อมือฉลามคลั่งให้เป็นอิสระ นัยน์ตาสีเทาจรดอยู่ที่ปลายของมือซ้ายที่ขาดหายไปด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะเอ่ยปากต่อ

“ผมให้คนของผมจัดการเรื่องนี้ไว้แล้ว เดี๋ยวอีกไม่นานเขาคงต่อมือให้คุณใหม่”

“....” ถ้อยคำที่ว่าจะเอ่ยตอบกลืนหายไป ไม่มีแม้แต่น้ำคำใดๆหลุดรอดออกมา

“ไม่ต้องห่วงครับ มันไม่ทำให้คุณเป็นใบ้แทนหรอก แต่ต้องรออีกซัก 2-3 ชั่วโมง... แล้วก็..มีผลข้างเคียงนิดหน่อย” คำอธิบายช่างตรงใจเสียจริง เมื่อนัยน์ตาคู่สวยที่ลืมตาอยู่ได้ไม่นานเริ่มหนักอึ้งอีกครั้ง...

“เดี๋ยว..” ร่างโปร่งเค้นคำอย่างยากลำบาก ขณะที่ชายหนุ่มตรงหน้าปัดเรือนผมที่ปรกนัยน์ตาสีฟ้าใสนั้นเบาๆ
ริมฝีปากได้รูปกระซิบคำที่ฉลามคลั่งไม่นึกว่าจะได้ยินมาก่อน ขณะเดียวกับสควอลโล่หมดสติไป เสียงฝีเท้าก็ก้าวออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงปิดประตู




TBC >> Chapter 29

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:11 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
Chapter 29
The END




Until the End
We spend time too much for farewell
Loveless like Cain and Abel
Twin of God who fallen and fall again

Face against to the angel with Red wings


“ทำไมแกถึงไม่บอกฉันแต่แรก?”

“แกไม่รู้เองนี่หว่า!ปกติฉันจะนั่งอยู่เฉยๆบนเตียงรอให้เจ้าม้านั่นมาคอยเสิร์ฟเรอะ!! เคยสังเกตกันบ้างรึเปล่า!” ถ้อยคำงอนง้อของอีกฝ่ายทำให้นภาจำแลงตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วตนรู้เรื่องของอีกฝ่ายไม่ถึงครึ่งกับที่ฉลามคลั่งเข้าใจตนดีแค่ไหน หรือความจริงที่ว่า...เขาไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำว่าเจ้านี่เปลี่ยนไป

“กลับ! ถ้าหมอที่วาเรียรักษาไม่ได้ฉันจะจัดการมันเอง!”

“ไอ้บอสเง่า ก็เจ้านั่นนั่นแหละที่รักษาฉัน!”

“แล้วแกมีความคิดดีกว่านี้รึไง รอให้ม้าพยศพาแกไปเปิดตัวในฐานะนายหญิงเรอะ..."

“... จะอะไรก็ช่าง แต่ตอนนี้ฉันยังกลับไม่ได้” ฉลามคลั่งยื่นคำขาด นายเหนือหัวกำลังจะเอ่ยปากค้านทว่าร่างโปร่งรีบอธิบายทันที

“เจ้านั่นมันเป็นคนดูฉันมาตลอด ฉันคิดว่า...มันรู้ว่าต้องทำยังไงฉันถึงจะหาย เพียงแต่มันไม่ทำเท่านั้นเอง” เสียงทุ้มเอ่ยตอบทั้งน้ำคำเคร่งขรึม ชายหนุ่มผู้ฟังชะงักไป นานครั้งเหลือเกินที่จะได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยอย่างมีเหตุผล แต่นั่นยิ่งทำให้ตนไม่พอใจ เพราะคำตอบกลายๆของมันก็คือ ไม่ว่าเขาจะฉุดกระชากลากถูอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของไอ้สวะนี่ได้!

“ถ้าอย่างที่แกพูด เค้นคอมันก็สิ้นเรื่อง” ร่างสูงเอ่ยทั้งที่นัยน์ตาคู่นั้นแอบมองค้อนตนมาอยู่ลึกๆ จะให้เขารับรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนไป....

ในเมื่อดวงตาคู่นั้นยังจับจ้องเขาอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนภาพตนเช่นกระจกเงาอย่างซื่อสัตย์และภักดี…

เรือนผมแห่งสัตย์สาบานนั้นถูกตัดไปแล้ว แต่อะไรกันที่ยังเชื่อมโยงเขาสองคนไว้ด้วยกัน?



ฉันไม่คิดว่าคนแบบนั้น... มันจะยอมเปิดปากง่ายๆหรอกนะ

ฉลามคลั่งแย้งอยู่ในใจ แต่หาได้เอ่ยคำกล่าวอะไรอีก การตัดสินใจของแซนซัสเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสควอลโล่ตระหนักว่าหากคนตรงหน้าเค้นคอเจ้าโรคจิตนั่นเสร็จเมื่อไหร่คงจบลงด้วยความตายของผู้ที่อาจหาญมายุ่มย่ามเรื่องของเขากับนภาเป็นแน่

“แซนซัส..นายจะเชื่อใจฉันได้มั้ย”

===============


ฝีเท้าหนักก้าวลงจากรถยุโรปคันหรู ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตนยืนตระหง่านอยู่หน้าทางหินลาดปูไปถึงศาสนสถานหินอ่อนบนเนินเขา สายลมพัดผ่านชั่ววูบ ราวกับตอบรับการมาเยือนของท้องนภากระนั้น

ศัตรูที่รอคอยยืนอยู่หลังแท่นพิธี ร่างสูงโปร่งในสูทสีขาว ตัดกับเรือนผมสีดำสนิท นัยน์ตาสีเทาเหลือบเงาเหมือนกระจกสะท้อนภาพตนที่ย่างก้าวเข้ามาในอาณาบริเวณของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด

“เป็นครั้งที่ 2.... ที่เราได้เจอกันแบบนี้นะครับ” เสียงนุ่มเอ่ยทักทายพลางผายมือเชื้อเชิญ ราวกับตนเป็นเจ้าของสถานที่ ซึ่งดูเหมือนว่าคำนั้นจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงเท่าไหร่นักในเมื่ออยู่ๆประตูที่แซนซัสก้าวเข้ามาก็ปิดลงกลอนสนิทโดยสมบูรณ์ราวกับเป็นความตั้งใจของคนตรงหน้า

แสงเทียนวูบไหวสะท้อนกับแผ่นหินเย็นเยียบ

“ขอแนะนำตัวอีกครั้งนะครับ… มิคาเอล สเตลลาโน่ the Creator มือซ้ายแต่ในนามของอควิล่าแฟมิลี่ที่คุณถล่มซะราบเมื่อเดือนก่อน”

“ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับเศษสวะที่กำลังจะตายอย่างแก” แซนซัสกระชับประกับปืนประจำตัว ปลายปากกระบอกโลหะเหล็กนั่นจ่อไปที่ศีรษะเป้าหมายอย่างแม่นยำไม่สนแม้กระทั่งว่าระยะห่างระหว่างตนกับมันจะไกลแค่ไหน คนมองเพียงแค่เลิกคิ้ว นัยน์ตาสีเทาทอเป็นประกายราวขำขัน แม้รอยยิ้มบนใบหน้าจะเป็นริมฝีปากเหยียดเย้ยหยันเหมือนเดิมก็ตามที

“คุณยังไม่ยิง...เพราะคิดว่าผมมีทางรักษาฉลามคลั่งใช่มั้ยล่ะ?” เสียงนุ่มเอ่ยพร้อมกับที่ขายาวก้าวจากแท่นพิธีลงสู่พื้นพรมแดง แซนซัสจับจ้องศัตรูของตนไม่วางตา นัยน์ตาสีโลหิตเพ่งพินิจราวกับว่าจะมองให้ทะลุลูกเล่นตุกติกที่อาจแอบแฝงอยู่ ไม่มีคำพูดใดๆเอ่ยจากปากร่างสูง นักฆ่าหนุ่มย่อมรู้ดีว่าในยามศึกสงคราม คนที่ดีแต่เอ่ยปากนั้นไม่มีทางรอดกลับไปทั้งครบสามสิบสอง

“ระวังตัวจังเลยนะครับ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก...คู่ต่อสู้ของคุณไม่ใช่ผม” เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้น ก่อนชายหนุ่มจะปรบมือเสียงดังราวกับเป็นคำเชื้อเชิญ

ฉึก!!

ชั่วขณะที่แซนซัสสงสัยในท่าทีอีกฝ่ายอยู่นั้น นัยน์ตาสีโลหิตพลันเบิกกว้างทันทีเมื่อรู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆที่เริ่มหลั่งไหลจากช่องท้อง จิตสังหารในชั่วพริบตาเลือนหายไปทันที โชคดีที่ชายหนุ่มไหวตัวทันพอที่จะเอี้ยวตัวหลบในไม่กี่องศาที่คลาดเคลื่อนไป
ปลายประบอกปืนเปลี่ยนเป้าหมายไปยังศัตรูอีกคนเบื้องหลังทันที!

!!!???

“แก..!?!!”

นัยน์ตาสีโลหิตเบิกกว้าง กลิ่นคาวของเลือดสดๆที่หลั่งไหลยังไม่อาจหยุดมโนสติให้ชะงักไปกับภาพตรงหน้าที่เห็นได้

นัยน์ตาสีฟ้าเย็นเยียบราวทะเลสาบน้ำแข็ง ไม่มีแม้แต่ภาพสะท้อนของตน ร่างโปร่งบางในชุดสีดำสนิทตัดกับเรือนผมสีเงินประบ่าที่เขาเป็นคนตัดไป เพชฌฆาตแห่งห้วงทะเลลึกซึ่งงดงามและน่าสะพรึงกลัวในคนเดียว

‘ฉลามคลั่ง’ ในรูปแบบที่เขาไม่ได้เห็นมานานปี

ท่าทีนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนที่เฝ้ามองอยู่นาน



แสดงให้เห็นหน่อยสิ.... พลังของคุณน่ะ

===================


ฉันทำดีที่สุดแล้วสินะ...

กริ๊ง...

กระดิ่งสีน้ำเงิน...เหมือนเป็นสัญญาณปลุกให้ตื่นจากภวังค์

ทว่าภาพที่เห็นเบื้องหน้าฉลามหนุ่มหาใช่เพดานห้องกว้างที่ไม่ว่าอย่างไรกลับรู้สึกเหมือนเป็นกรงทอง...

แต่เป็นทุ่งดอกไม้สีขาว...ท้องฟ้าสีครามกับผีเสื้อสีน้ำเงิน....

"ตื่นยากจังเลยนะคะ"

เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นจากเบื้องหลัง ร่างบอบบางที่ยืนยิ้มให้เขา ราวจะพลิ้วไหวไปกับกลีบบุปผชาติ

สควอลโล่หยุดนิ่งอยู่กลางแสงแดดอบอุ่นราวฤดูใบไม้ผลิ

เธอที่อยู่ตรงหน้าเขา คงเป็นนางไม้ในฝันกลางคิมหันต์ฤดู

ริมฝีปากบางเอ่ยตอบไป




"ไม่ได้เจอกันนานนะ...เอลด้า"

=================


โครม!!!!!!!!

เสาหินขนาดมหึมาโค่นล้มลงด้วยแรงระเบิด เพลิงพิโรธหมายเผาทำลายทุกสรรพสิ่งที่ขัดขวางตน จะติดตรงที่ว่าสถานภาพความเป็นไปของคนในปกครองขึ้นอยู่กับไอ้สวะเจ้าเล่ห์ที่ยืนฉีกยิ้มอยู่นั่น!

"ใจร้อนจังนะครับ"

ริมฝีปากหยักเอ่ย ก่อนมือเรียวจะสะบัดไหวราวคำสั่งให้ฉลามหนุ่มพุ่งเข้าหาอดีตเจ้าชีวิตตน

นัยน์ตาคู่นั้นไร้ความรู้สึก

ขณะที่คมดาบซึ่งผ่านผิวกายตนทีละน้อยช่างเย็นเยียบ
แซนซัสกัดฟันกรอด พยายามเลี่ยงจุดสำคัญของร่างตรงหน้าแต่ดูจะไร้ผล การรุกรับกับเทพกระบี่โดยไม่ให้เสียเลือดเนื้อเกินความจำเป็นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด!

"แกทำอะไรกับเจ้านี่!!??"

"แค่เล่นตุกติกนิดหน่อย ยังไงผมก็เป็นตัวร้ายในสายตาคุณอยู่แล้วนี่นา.. อ้อ.. แซนซัส บอกไว้ก่อนเลยนะว่า ที่อยู่ตรงหน้าคุณน่ะ สควอลโล่ตัวจริงเสียงจริงแน่นอน" นายตัวร้ายสัมทับ "จัดการได้ไม่ต้องเกรงใจ ยังไงคุณก็ไม่เห็นความสำคัญของเขาอยู่แล้วนี่?"

"ไอ้สวะ!!ตาสว่างซักที!!" มือข้างหนึ่งโดนคมดาบตวัดให้ต้องสละอาวุธประจำตัวทิ้ง ปลายกระบอกที่หมายมาดไปยังตัวการของเรื่อง ที่ดูเหมือนจะไม่มีความกังวลใดๆกับสภาพโบสถ์ซึ่งพังทลายลงมาเรื่อยๆ

"แถมให้นะครับ ถ้าคุณจัดการสควอลโล่ไม่ได้ในหนึ่งชั่วโมงนี้ ระเบิดที่ปลอกคอเขาจะทำงานแบบอัตโนมัติเลยล่ะ" นัยน์ตาคู่คมตวัดไปตามคำพูดทันที ตั้งแต่สควอลโล่ปรากฏกายต่อหน้า แซนซัสก็ได้แต่ตั้งรับไม่ลงมือโต้กลับ จนชายหนุ่มไม่ทันสังเกตเครื่องแต่งกายที่แปลกไป

เครื่องประดับสีเงินแวววาวดูเข้ากับคอระหง จะดีกว่านี้ถ้ามันไม่ใช่อาวุธที่พร้อมจะสังหารชีวิตผู้สวมใส่ในไม่กี่นาที!

ร่างสูงกัดฟันกรอด ใจหนึ่งไม่อยากใช้วิธีนี้ แต่แซนซัสก็จำใจอีกครั้ง

มือแกร่งหมายฟาดหลังคอให้ร่างโปร่งสลบไป ทว่า...

ปัง!!

ชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะสัมผัสผิวเนื้อ อะไรบางอย่างก็พุ่งเข้ามาแทรกให้ชายหนุ่มหยุดมือแทบไม่ทัน กระสุนโลหะฝังลงบนพื้น เป็นประจักษ์พยานชัดเจนว่าสิ่งที่มาขัดขวางตนเมื่อครู่มาจากจุดที่สูงกว่า

"อย่าขี้โกงสิครับ ผมก็แค่อยากพิสูจน์อะไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง..."

พลั่ก!!

ร่างสูงถูกแรงสะบัดให้ล้มลง ขณะเดียวกันฉลามคลั่งโถมแรงลงมาตรึงให้แซนซัสอยู่กับพื้น ดาบคมตวัดอาวุธชิ้นสุดท้ายของอีกฝ่ายกระเด็นไปแทบเท้าศัตรูอีกคนทันที

"แก.. ไอ้ฉลามสวะ!!"


เสียงตอบรับมีเพียงสายตาเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งในทะเลสาบ ชั่วพริบตาที่ร่างสูงเห็นร่างโปร่งตรงหน้ามีรอยยิ้มที่ริมฝีปาก

เสียงแผ่วเบาเอ่ยกระซิบข้างหู


“ฉันควรจะทำแบบนี้มาตั้งแต่แรก...”




ฉึก!!!!



==================




“กินยาซะ”

มือหนาถือแก้วใสบรรจุของเหลวอยู่ภายใน มืออีกข้างมียาแคปซูลอยู่สองเม็ด บรรจุภัณฑ์รักษาโรคที่วางอยู่ข้างเตียงที่ฉลามคลั่งนึกเวียนเหียนนักหนาวนมาอยู่ในมือคนที่อันตรายที่สุดจนได้ แต่ดูแล้วกลับเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาเอาเสียเลยกับเจ้านายที่อยู่ๆก็ทำเหมือนเอาใจใส่ลูกน้องขึ้นมา...
“ให้นายรู้จักรอซะบ้างก็ดีนะ” ร่างโปร่งหัวเราะเบาๆ ขณะที่มือหนาประคองช้อนใบหน้าได้รูปขึ้น ร่างสูงประทับจุมพิตลงบนกลีบปากบางอย่างแผ่วเบา อ้อยอิ่งราวกับเสียดาย บอกความหมายทุกอย่างทิ้งไว้ในรสจูบ

อ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความเสน่หา

แต่ฉลามคลั่งจะรับรู้ก็หาไม่ สควอลโล่เพียงตระหนักถึงท่าทีที่แปลกไป แต่ไม่รับรู้ความหมายโดยนัยของอีกฝ่ายเลย

ตอนนี้เราเป็นอะไรกันงั้นเหรอ

คำถามนั้นบ่งบอกทุกอย่างของความสัมพันธ์รูปแบบแปลกๆนี้ เกินเลยกว่าเจ้านายกับลูกน้อง ไม่ใช่ของรักของหวง อาจเรียกได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยง ที่เจ้าของเป็นผู้ไล่และทวงถามกลับมาในยามคำนึงหา

คิดถึง...

“ฮะฮะ..” เสียงหัวเราะสร้างความสงสัยให้แซนซัส คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนริมฝีปากคมจะเอ่ยปากถาม

“มีอะไร?”

“คิดอะไรโง่ๆอยู่น่ะ”

ก็แค่อยากได้ยินเสียงนายน่ะ

ฉันรักนายนะแซนซัส


ฉันถือว่าฉันบอกไปแล้วนะแซนซัส เพราะถึงนายจะได้ยินหรือไม่ มันก็ไม่ต่างกันหรอกใช่ไหม?


...ฉันรักแก...
เสียงเข้มที่เอ่ยในความฝันทั้งความแน่วแน่ทำให้ร่างโปร่งอยากหัวร่อ ไม่นึกว่าตนจะจินตนาการสูงส่งขนาดนั้น

มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน

ในเมื่อคนตรงหน้ารักแต่ตัวเองเท่านั้น

แล้วทำไมถึงยังมารับล่ะ

ถ้าไม่ต้องการจริงทำไมต้องคอยเป็นห่วงที่เขาหึงหวงนายกับทุกๆคนมันเพราะอะไรกัน?



เสียงกระซิบน่ารังเกียจดังขึ้น เหมือนกับว่าจิตใจเบื้องลึกที่ถูกกดขี่จะอยากออกความเห็นกับเขาบ้าง คงจะรันทดในที่ต้องถูกเก็บไว้อยู่ส่วนที่ลึกที่สุดตลอดมา หรือไม่ก็อยากให้ฉลามโง่รับรู้ความจริงสักที

ความจริงที่ผู้อื่นประจักษ์ชัด แต่เจ้าตัวเองกลับไม่เคยรับรู้...

ก็แค่เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน...เป็นของหมอนั่นไปแล้วเท่านั้นแหละ.... แซนซัสอาจจะไม่แยแสก็จริง แต่หมอนั่นก็ไม่เคยยกของของตัวเองให้ใคร...


แค่นั้น...ก็เพียงพอแล้ว...

“แกนั่นแหละที่โง่ที่สุด”

คำพูดของร่างสูงทำให้ฉลามคลั่งหลุดจากภวังค์ น้ำเสียงดุดันของอีกฝ่ายทำให้คิดว่าคนตรงหน้าคงโกรธาที่ตนละความสนใจจากชายหนุ่มไปเป็นแน่

“แซนซัส?”

อยากให้ฉันพูดว่าฉันรักแกงั้นเหรอ? อยากได้ช่อดอกไม้ทุกวันรึไง? หรือว่าจริงๆแล้วแกอยากฟังคำบอกรักหวานๆเหมือนพวกผู้หญิงไร้สาระ?

หรือแค่

อยากรับรู้ว่าแท้จริงแล้วตนอยู่ในฐานะใดกันแน่...


แหวนสีเงินเกลี้ยงเกลาถูกสวมลงไปบนนิ้วนางข้างซ้าย หลวมกว่าปลายนิ้วบนมือเรียวเล็กน้อย ร่างโปร่งไม่อาจสัมผัสได้ว่ารูปร่างหน้าตาของมันเป็นเช่นไร แต่สัมผัสเย็นๆของโลหะที่ผ่านเนื้อผิวมาได้ทำให้ฉลามคลั่งสรุปว่ามันเป็นแหวน...

“นาย...” ริมฝีปากบางไม่สามารถเอ่ยคำต่อได้ ใบหน้าขาวมีสีเรื่ออย่างไม่อาจห้าม ขณะเดียวกับที่ร่างโปร่งนึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังมองตนด้วยสีหน้าเช่นไร
น้ำคำกระซิบที่ข้างหู ไม่ใช่ถ้อยคำแว่วหวาน แต่พัดผ่านถึงขั้วหัวใจ

“แกมองเห็นเมื่อไหร่ ฉันจะบอกแล้วกัน...ไอ้สวะ”

============

เงาของคมดาบฉายชัดในมโนสติ

ภาพของฉลามคลั่งที่เปลี่ยนเป็นฉลามนักฆ่าหมายชีวิตร่างสูงเป็นสิ่งเดียวในความคิดเห็นชัดถนัดตา




“ฉันรักนายนะแซนซัส..”









ฉึก!!!!!!

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:16 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
Chapter 30::
Secret

It’s the last time.
Then, I’ll tell you a secret.

“แก...!?”

มือแกร่งยกขึ้นจากพื้นได้เล็กน้อยก็ถูกดาบคมตรึงฝ่ามือขวาไว้ โลหิตสีเข้มไหลเจิ่งนองพื้นหินอ่อน เป็นทางยาวราวบ่อโลหิต เหมือนครั้งหนึ่งที่คนตรงหน้าเคยทำกับตนเพียงแต่เปลี่ยนพื้นเย็นเยียบเป็นเตียงกว้างสีขาว ครั้งนั้นแซนซัสทำไปด้วยความโกรธา เพียงแต่ครั้งนี้ที่ดูราวกับว่าฉลามหนุ่มเป็นฝ่ายเอาคืนนั้นต่างกันนัก!

"ดูเหมือนคุณจะมั่นใจมากเลยนะว่าเขาไม่มีวันทำร้ายคุณน่ะ" ผู้เหนือกว่าหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้มลงเก็บปืนกระบอกที่กระเด็นมาหยุดตรงหน้าตน

สควอลโล่ นักดาบหนุ่มที่ใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียว ไม่เคยเชื่อใจใคร ก้าวผ่านศพศัตรูคู่อาฆาตมากมายจนได้ตำแหน่งหัวหน้าแห่งวาเรีย กลับมาเสียมันไปง่ายๆให้กับชายหนุ่มไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกชายของวองโกเล่รุ่นที่เก้า แม้จะเป็นเรื่องที่ทราบในภายหลังว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้สืบสายเลือดที่แท้จริง ทว่า...

ใครเล่าจะไม่แค้นเคือง เมื่อผู้นำที่ตนเฝ้าติดตามเป็นได้แค่ไอ้ขี้แพ้คนหนึ่ง? คนที่ไม่ยอมรับกระทั่งความปราชัยของตนเอง? คนที่ไม่เคยแม้แต่จะเหลือบหางตาแลลูกน้องในโอวาทที่ภักดียิ่งชีวิต คนเยี่ยงนี้หรือ...

"ไม่ถูกใจผมนิดหน่อย"
ผู้ชายคนนี้น่ะเหรอที่คุณเลือก?...ฉลามคลั่ง...

มืออีกข้างของร่างสูงถูกกดไว้เช่นเดียวกัน รอยยิ้มกวนประสาทของคนที่ยืนมองอย่างไม่รู้สึกรู้สา องค์ประกอบทุกอย่างรวมกันเป็นบทสรุปที่ว่าตนกำลังจะแพ้คนของตัวเองเพราะแผนสกปรก แต่คนอย่างแซนซัสน่ะหรือ? คนที่หยิ่งในศักดิ์ศรียิ่งกว่าชีวิตมีหรือจะยอมโดยดุษฎี…

ขายาวก้าวมาหยุดใกล้ๆศีรษะที่วางนิ่งอยู่กับพื้น ไม่อาจเชิดหน้าด้วยความยโสได้เช่นเคย ใบหน้าคมโน้มลงเล็กน้อยจากเหนือหัวราวพยายามมองหน้าให้ชัด ก่อนริมฝีปากหยักจะขยับรอยยิ้ม


โง่เง่าจริง


"คุณไม่พกอาวุธอื่นนอกจากปืนคู่ใจ เพราะคุณไม่คิดว่าจะมีวันที่มันหลุดจากมือ... แล้วยังหลงตัวเองว่าต่อให้ไม่มีอาวุธก็ชนะได้ ถ้าให้คะแนนเรื่องความระมัดระวังล่ะก็ คุณติดลบมากๆเลยนะครับแซนซัส"

"หรือเพราะความคิดเรื่องการดูแลตัวเองของคุณมันไปลงที่ฉลามคลั่งหมดแล้วล่ะ?"

ริมฝีปากคมเหยียดยิ้ม แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ตนเสียเปรียบเช่นนี้ ความประหลาดใจยังติดๆดับๆอยู่ในความคิด บางทีแซนซัสอาจจะลืมนึกไปว่าสควอลโล่เคยเป็นถึงว่าที่หัวหน้าวาเรีย ไม่ใช่ลูกกระจ๊อกธรรมดาที่จะโขกสับอย่างไรก็ได้ เพียงแต่เพราะฉลามหนุ่มยอมอ่อนลงให้เขาเสมอ เรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาถึงได้ทำให้แซนซัสทั้งประเมินนักฆ่าจากห้วงทะเลลึกคนนี้ไว้สูงค่า ขณะเดียวกันก็ปฏิบัติราวไม่เห็นค่าต่อหน้าคนอื่นด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะจะให้ใครอื่นรู้ไม่ได้ว่าเป็นคนสำคัญ หรือความจริงที่ว่าเขา ‘เห็นค่า’ อีกฝ่ายมากกว่าการกระทำของตนมากแค่ไหน

สควอลโล่รู้เรื่องที่ว่าตนเป็นที่ระบายที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งของแซนซัส พิรุณเลือดที่แม้จะยอมตาม แต่ก็ไม่เคยสูญเสียความเป็นตนเอง ถึงได้เป็นที่พักใจของใครบางคนอยู่เสมอ ถึงกระนั้น จนป่านนี้ฉลามคลั่งก็ยังไม่เคยได้รับรู้ความรู้สึกของร่างสูงจริงๆเลยสักที

"ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆเลย" มิคาเอลย่อตัวลงก้มหน้าให้ใกล้มากกว่าเดิม นัยน์ตาคมกริบอย่างผู้สร้างช่างสังเกตกวาดสายตาบนใบหน้าคมสันของอีกฝ่ายราวกับประเมินค่า

"ผู้ชายอย่างคุณนี่มีอะไรดีนะ..."


แกร็ก!

กระบอกโลหะสีเงินถูกจ่อตรงกับศีรษะคนปากดี


!!!!???


"ชาตินี้อย่าหวังว่าจะรู้เลย"

รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมระบายบนสีหน้า เพียงชั่วเสี้ยววินาที แซนซัสสะบัดมือที่ถูกสควอลโล่จับไว้มาดึงดาบที่ตรึงอีกมือออก มือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดคว้าปืนที่อีกฝ่ายใส่ไว้ในอกเสื้อขึ้นมาจ่อหน้าผากอีกฝ่ายทันที


ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!?

ร่างโปร่งหยุดหายใจในชั่วพริบตา ก่อนจะตระหนักได้ว่าถ้าตนไม่มาเยาะเย้ยระยะประชิดแบบนี้ยังไงก็ไม่มีทางที่แซนซัสจะลงมือได้ แต่อาจเพราะอีกฝ่ายเป็นนักฆ่าหาใช่ฝ่ายทำงานนั่งโต๊ะเช่นตน จึ่งมิเจนจัดในการสงครามหรือมีประสบการณ์ภาคสนามเทียบเท่า

นัยน์ตาสีโลหิตเล็งเป้าหมายที่ศีรษะอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ

"ลาขาดล่ะไอ้สวะ"



ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

=====================


!?

ร่างโปร่งหันหน้าไปเบื้องหลัง ทว่าไม่มีสิ่งใดนอกจากกลีบดอกไม้ขาวที่ปลิวว่อน ขณะที่คนตรงหน้าซึ่งนั่งพับเพียบเรียบร้อยคุยกับเขาทำเพียงแค่เลิกคิ้ว "มีอะไรเหรอคะ?"

"เหมือนได้ยินเสียง..." สควอลโล่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ "แต่ไม่น่าใช่...ในที่แบบนี้..."

"ดูคุณไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยนะคะ" เอลด้ายิ้มหวานพลางปัดให้กลีบดอกไม้ซึ่งปลิวมาติดฉลามหนุ่มหลุดออก นัยน์ตาสีฟ้าใสดูแปลกตาไปเมื่อเห็นมันได้ชัดโดยไม่ใช่ตัวตนอีกด้านหนึ่งของเธอ

"... ฉันไม่มีอะไรจะต้องเสียแล้วนี่"

"มีสิคะ"

"หือ?"

"เหตุผลที่ทำให้คุณยังอยู่ที่นี่" ร่างบางเอ่ย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเสียเฉย "คุณดูแลแหวนที่ฉันให้ไว้ดีรึเปล่าคะ?"

สควอลโล่นิ่งไป


...แหวน...แหวนอะไร...


"ลืมซะสนิทเลยเหรอคะ?"


ฉันเป็นของนายนะแซนซัส...


แหวนสลักสีเงินสว่างที่ถูกยัดเยียดมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จะถอดก็ถอดไม่ออก...แต่ในคราวนั้น เมื่อตนลืมตาขึ้นมาอีกหลังจากที่เรือนผมแห่งสัตย์สาบานนั้นถูกตัดไป นิ้วเรียวกลับว่างเปล่า...

ฉลามคลั่งคิดว่าตนอาจทำหลุดไปที่ไหนซักที่ในห้องแห่งความทรงจำมากมายนั้น แต่แม้จะเพียรหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอแม้แต่เงา

“ฉัน...”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ มันแค่กลับมาอยู่ในที่ของมันก็เท่านั้น...”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ พลางยกมือเรียวขึ้นมา นิ้วนางข้างขวาที่ควรจะว่างเปล่า กลับมีสีเงินของโลหะเกลี้ยงเกลาร้อยรึงอยู่

มันเป็นของสำคัญ...ที่จะคอยคุ้มครองดูแลคุณ...

"มาได้ยังไงเนี่ย.."สควอลโล่พึมพำ แต่ก็คิดขึ้นได้ว่าในที่นี้...อะไรๆก็ดูจะเป็นไปได้เสียทุกอย่าง

"แหวนวงนี้...ความจริงแล้วเป็นแหวนหมั้นของฉัน..กับท่านแซนซัส" ร่างบางยิ้ม "ซึ่ง..ฝ่ายเขาก็ดูเหมือนจะให้คุณมาแล้วเหมือนกัน ตลกดีนะคะ"

"ตอนนั้น...ที่เจ้าเลวี่มันจะฆ่าฉัน ...ไฟนั่น...เป็นของเธองั้นเหรอ?" ร่างโปร่งถามอย่างไม่แน่ใจ เปลวเพลิงสีน้ำเงินที่ปกป้อง ไม่รุ่มร้อนทว่าเบาบาง ถึงกระนั้นก็เรียกได้ว่าเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ


สิ่งสำคัญ...


"ค่ะ... แต่ จริงๆแล้วก็ใช้ได้แค่ครั้งเดียว" ใบหน้าสวยสลดลงเล็กน้อย "ฉัน...ขอแค่คุณยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว..."

"ไม่นับรวมเจ้านั่นด้วยรึไง?" เสียงทุ้มเอ่ยพาดพิงไปถึงใครบางคน

"...เรื่องนั้นเป็นอีกเหตุผลนึง...ที่ทำให้คุณยังอยู่ที่นี่..."

"หืม?"

"...ฉันมีเรื่องจะขอร้อง..."

รอยยิ้มหวานบางเบาลงไป พร้อมกับคำวอนขอในสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้



สายลมพัดผ่านในห้วงคำนึงอีกครั้ง ก่อนจะเหลือเพียงความเงียบงันเช่นที่เคยเป็น

=============


Put your King in the chessboard

Master, why you stopped your turn?

Burn your enemy with your furious flame

And order your Knight to the White Queen

That’s a meaning why I take my life in your hands.




ร่างโปร่งหอบหายใจพลางพิงแผ่นหลังกับเสาหินอ่อน เปลวเพลิงลุกโหมกระหน่ำจากแรงระเบิดเช่นเดียวกับที่คาดการณ์ไว้ ผิดแผนไปก็เพียงแต่...

"แก.." นัยน์ตาสีโลหิตมีท่าทีประหลาดใจไม่น้อย เจ้าของดวงตาคู่คมพยุงตัวไว้กับแท่นพิธี ขณะที่ตรงหน้าเหลือเพียงเศษซากของร่าง 'ศัตรู' เมื่อครู่

อย่างที่เขาคิด...ไม่ใช่สควอลโล่


ต่อให้มันโดนสะกดจิต แต่ร่างกายมันก็ไม่มีทางทำตามสมองที่โดนคนอื่นสั่งมาแน่

และที่สำคัญ...


อีกเรื่องหนึ่งที่นึกไม่ถึง...




"...แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เลวี่!" ร่างสูงเอ่ยเสียงกร้าว พอดีเวลากับที่ระเบิดเวลาในตัว 'ตุ๊กตา' ทำงาน อดีตลูกน้องที่ตนมองเป็นเพียงสวะอีกตัวหนึ่งกลับเข้ามาขวาง รับผลจากอาวุธทำลายล้างไปเต็มๆ

"บ...บอส..." เลวี่ อาเทน เจ้าหนุ่มนอกสายตาที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยแผล โลหิตไหลเจิ่งนองทั่วพื้นเย็นเยียบ ลมหายใจขาดห้วง เศษซากของอวัยวะภายในทิ้งตัวออกมาตามรอยฉีกขาดของร่างกาย ทว่าร่างใกล้สิ้นลมหายใจนี้กลับพยายามตะเกียกตะกายไปหาคนซึ่งตนจงรักภักดี

"...ไม่เป็น..ไร ใช่มั้ยครับ..." ริมฝีปากหนากระอักเลือดสีเข้มออกมาทุกช่วงเว้นวรรคระหว่างคำพูด ทั้งที่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยบาดแผลจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เพียงแต่เสียงแหบพร่าที่เรียกตำแหน่งเขาอย่างจงรักภักดี แม้มันจะไม่ทำให้ตนคิดคำนึงถึงเท่าใครอีกคน แต่อย่างน้อย เขาก็ไม่ได้ใจจืดใจดำขนาดไม่เห็นมันอยู่ในสายตา

“ผม...ตามบอสมา...บอส...”
ถ้อยคำขาดห้วงไปด้วยคลื่นโลหิตที่ล้นทะลักจนน่าใจหาย ก่อนร่างใหญ่ที่หายใจรวยรินจะล้มฟุบไปกับพื้น ลมหายใจแผ่วเบาเป่าให้ทะเลเลือดเบื้องล่างระบายคลื่นเป็นวงเล็กน้อยราวกับเป็นสัญญาณของชีวิตที่ใกล้จะดับเต็มที

ร่างสูงละจากเลวี่ไป จุดที่ตนหลบแรงระเบิดอยู่หลังเสาหินเป็นมุมอับสายตาพอดี ชายหนุ่มคว้ากระบอกปืนของตนที่ร่วงอยู่กับพื้น พลางเล็งเป้าไปยังร่างที่เริ่มโคลงเคลงอยู่เบื้องหน้า

“นักฆ่าก็ต้องถูกฆ่า คุณคิดแบบนั้นบ้างรึเปล่า” เสียงนุ่มเอ่ยแผ่วเบา ในมือยังมีกระบอกปืนเหลืออยู่อีกหนึ่ง ทว่าเทพแห่งไฟกลางลำพระเพลิงกลับไม่ยี่หระว่าตนอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบเลยสักนิด

ใบหน้าได้รูปที่มักจะซีดเซียวอยู่เสมอมีรอยแผลจากสะเก็ดระเบิดเมื่อครู่อยู่เป็นรอยจาง นัยน์ตาคมกริบฉายแววสนุกสนานเช่นรอยยิ้มของตนเช่นทุกที แต่มีอะไรบางอย่างที่แปลกไป...การเตรียมใจ

“ก่อนจะปิดฉาก ผมอยากจะถามอะไรซักหน่อย”

แกร๊ก!

ปลายกระบอกปืนทั้งคู่เล็งไปที่อีกฝ่ายอย่างแม่นยำ

“ตอนนั้น..คุณรู้ได้ยังไงว่า ‘นั่น’ เป็นฉลามคลั่งตัวปลอม?”


ปัง!!

กระสุนนัดหนึ่งเฉี่ยวไหล่ชายหนุ่มในชุดสูทขาวไป ไม่ใช่เพราะร่างโปร่งหลบได้ทัน แต่เป็นเพราะลูกโลหะนั้นไม่ได้ตั้งใจให้โดนแต่แรก
คำตอบของแซนซัส


“ที่ที่มันจะตายได้ มีแต่ในสายตาฉันเท่านั้น!”

คำตอบนั้นทำให้ผู้ฟังอดหัวเราะออกมาเสียไม่ได้ ช่างเป็นผู้ชาย...ที่หลงตัวเองจริงๆ

“งั้นก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ”

เสียงตอบระรื่นหู ก่อนมือเรียวจะปรบมือเข้าหากันช้าๆ


วิ้งงงงง


!!!???


เสียงสัญญาณไม่ทราบที่มาดังก้องอยู่ในหูชั่ววูบเดียวแต่หนักหน่วงราวเข็มเล่มโตเสียดแทงโสตประสาท ทำให้ชายฉกรรจ์ล้มลงกรีดร้องทุรนทุรายได้ง่ายๆ แต่แซนซัสไม่ใช่ ร่างสูงหยุดชะงักไปชั่วครู่ ขณะที่มือแกร่งเผลอยกขึ้นกุมขมับโดยอัตโนมัติ

“แก!?”

“เอ้า ใช้สิ เพลิงพิโรธของคุณน่ะ” เสียงนุ่มเอ่ยด้วยน้ำคำเย็นชา ก่อนจะโยนกระบอกปืนประกับหมายเลขสิบนั้นลงไปในกองเพลิงเบื้องหลัง เพลิงพิโรธที่เผาผลาญทำลายทุกสรรพสิ่งไม่เว้นแม้แต่เจ้าของมัน...

ราวกับว่าอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วจนแทบเย็นเป็นน้ำแข็ง ทั้งที่รอบกายมีแต่เปลวไฟแผดเผา

ไม่มีแม้แต่เงา ของกลิ่นเถ้าและฝุ่นควัน

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:19 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
“สควอลโล่?” น้ำคำที่เรียกชื่ออีกฝ่ายจางหายไป เมื่อผู้ที่ควรจะอยู่ในห้องกลับไม่เหลือแม้แต่เงา

หน้าต่างบานใหญ่เปิดกว้างรับแรงลมกรรโชกที่แทบจะพัดพาชายหนุ่มให้ปลิวไปตามกัน ม้าพยศหนุ่มหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบวิ่งไปยังระเบียงหินอ่อนอย่างตื่นตระหนก

ดีโน่ก้มมองพื้นหิมะเบื้องล่าง หิมะที่เริ่มละลายทำให้ไม่หลงเหลือรอยเท้าหรือสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าฉลามคลั่งตกลงไป ทว่าก่อนที่ร่างสูงจะหันหลังกลับนั่นเอง...


แกร็ก!!

“ไง ดีโน่” รอยยิ้มของความมั่นใจที่จางหายไปจากใบหน้านี้เสียนานปรากฏขึ้นอีกครั้ง ร่างโปร่งในเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีเดียวกันของสูทตัวที่เขาเห็นตั้งแต่เมื่อเช้า นัยน์ตาที่เหมือนผิวน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์ส่องประกายอย่างมั่นคงและจริงใจเสียยิ่งกว่าใคร ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ม้าพยศแทบโถมกอดอีกฝ่ายด้วยความยินดี ทว่ากระบอกปืนสีดำในมือสควอลโล่นั่นมันอะไรกัน!?

“สควอลโล่ นายมองเห็นแล้วงั้นเหรอ!?” เสียงทุ้มดูเหมือนจะแห้งผากไปในชั่วพริบตา สัญชาติญาณบอกดีโน่ให้หยิบแส้พกนั้นฟาดฟันศัตรูตรงหน้าซะ แต่ฉลามคลั่งเคยเป็นศัตรูในสายตาเขาเสียที่ไหนกัน

“แกมันงี่เง่าเป็นบ้า” ริมฝีปากบางเอ่ยพลางลดปลายกระบอกปืนลงช้าๆ รอยยิ้มบางราวจะเย้ยหยันเล็กน้อยทำให้คนมองใจชื้น

“อย่าล้อเล่นอะไรแบบนี้สิ” ร่างสูงกว่าถอนหายใจอย่างโล่งอก ทั้งที่มือข้างถนัดของตนจับด้ามสายแส้หนังอยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ ฉลามหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ดูท่าว่าสควอลโล่จะติดใจอะไร

เรื่องล้อเล่น? แกมันบ้าจริงๆนั่นแหละ ดีโน่...

“บอส ได้เวลาแล้วนะครับ” เสียงของโรมาริโอ้ดังมาจากกรอบประตู ดีโน่สังเกตว่าสูทสีขาวที่ร่างโปร่งสวมอยู่เมื่อเช้าหายไปแล้วตนจึงถอดเสื้อนอกที่สวมอยู่ส่งให้แทน ฉลามหนุ่มถอนใจก่อนจะรับมันมาสวมลวกๆ พอดีกับที่โรมาริโอ้เปิดประตูเข้ามา...

“บอส!!!???”เสียงห้าวของลูกน้องคนสนิททำให้ดีโน่เหลียวหลังในชั่วพริบตา ทว่าร่างโปร่งไวกว่า แขนเพรียวล็อคคออดีตเพื่อนสนิทจากเบื้องหลัง สัญชาติญาณของผืนนภาแห่งคาวัลโรเน่ไม่ผิดพลาดจริงๆ เสียแต่ว่าเจ้าของมันกลับเลือกที่จะไม่เชื่อเสียอย่างนั้น
โรมาริโอ้หายใจไม่ทั่วท้อง ขณะที่เห็นว่าบอสของตนอยู่ในมือนักฆ่าที่แกร่งที่สุดในโลกมืด แม้จะไม่มีอาวุธคู่กายก็ตามที...

“โทษที.. ที่ฉันไม่ได้ล้อเล่น” เสียงทุ้มเอ่ยข้างหู ไม่แข็งกร้าวทว่ากลับชวนให้เย็นเยียบนัก

“นายทำอะไรน่ะสควอลโล่? จับฉันเป็นตัวประกันจะได้อะไรขึ้นมา..” ม้าพยศผู้รักสงบและเชี่ยวชาญการเจรจาเอ่ยอย่างประนีประนอม ถึงฉลามคลั่งจะไม่มีท่าทีเหมือนคนทีเล่นทีจริง ทว่าความเย็นเยียบของปากกระบอกปืนที่จ่อใบหน้าอยู่ทำให้ตนไม่มั่นใจเอาเสียเลยว่าคนข้างกายจะทำอะไรกันแน่

“แกน่ะ ไปยกเลิกซะ ไอ้เรื่องที่จะให้ฉันเป็นคนของคาวัลโรเน่” ฉลามหนุ่มสั่งขณะปรายตาไปยังมือที่ล้วงกระเป๋าเสื้อเหมือนจะหยิบอาวุธขึ้นสู้ตน สควอลโล่หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกดปลายนิ้วชี้ราวจะลั่นไกในชั่วเสี้ยววินาที

“บอส!”

ทำไมไม่ลงมือล่ะ?

เพราะเป็นเพื่อน หรือว่าเพราะเป็นคนรัก? หรือว่า...


“..เข้าใจแล้ว” ดีโน่เอ่ยสั้นๆ ร่างสูงจับมือบางที่คลายแรงลงเล็กน้อยออกอย่างเชื่องช้า ขณะที่โรมาริโอ้ปล่อยมือจากปืนในอกเสื้อเช่นกัน

“นายอยากจะไปจริงๆเหรอ? ไปหาผู้ชายที่ทำให้นายเจ็บปวดคนนั้นน่ะ”

“ดีโน่ ...แกเองก็ใช่ว่าจะรั้งฉันไว้จริงๆนี่” นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้าง ขณะที่สควอลโล่ไม่มีทีท่าว่าจะทำอะไรเขาอีก

“แกไม่ใช่คนที่จะทิ้งลูกน้องหรือเพื่อนพ้องเพื่อฉันคนเดียว นั่นไม่ใช่ตัวแก อย่าทำอะไรโง่ๆเลย”

เพราะฉันก็ภูมิใจในตัวแกที่เป็นแบบนั้น...ถ้อยคำที่หาได้เอื้อนเอ่ยราวกับว่าสามารถส่งผ่านถึงกันได้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับดีโน่แล้ว

“แล้วแซนซัสเป็นคนแบบนั้นเหรอ?”

“หมอนั่นน่ะไม่มีเรื่องแบบนี้อยู่ในหัวหรอก”


เหตุผลงี่เง่าของฉัน
ก็เพียงแค่..เป็นหมอนั่นเท่านั้น ที่ไม่ว่าใครก็แทนที่ไม่ได้...



ดีโน่มองใบหน้าที่มีรอยยิ้มจางๆของอีกฝ่ายแล้วคลี่ยิ้มบางเช่นกัน ราวกับว่าคนทั้งคู่ได้กลับไปอยู่ในช่วงเวลาที่เขาทั้งสองยังสามารถเล่นศีรษะหัวเราะได้ตามประสาวัยรุ่น


“ก็อย่างที่เห็นนะ โรมาริโอ้ ช่วยเตรียมรถไว้ทีได้มั้ย”

บางทีฉันอาจจะรู้อยู่แต่แรกแล้วก็ได้...

ตั้งแต่วันที่นายเลือกที่จะตายเพื่อแซนซัส...


====================




เพลิงพิโรธ?

ทำไมถึง....



“ไม่ติดใช่มั้ยล่ะครับ?” เสียงคำถามยอกย้อนนั้นราวกับคำถากถาง นัยน์ตาสีโลหิตตวัดค้อนมองผู้พูดด้วยความแค้นเคือง ใจหนึ่งนึกสงสัยว่าเหตุใดคนตรงหน้าถึงรู้ดีนัก แต่คำตอบ...มันเห็นได้ชัดอยู่แล้ว!


“แก...!!!”

“ผมไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย คุณทำตัวเองคงจะเป็นคำตอบที่เข้ากันมากกว่าเยอะ” เสียงทุ้มเอ่ยอธิบาย ก่อนเทวทูตกลางกองเพลิงจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง ลูกโลหะสีเงินเฉียดไหล่หนาไปอย่างน่าเสียดายในสายตาคนยิง ขณะที่ร่างสูงรู้สึกว่าตัวเองเสียเลือดมากจนตาพร่า แต่เรื่องแบบนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับคนอย่างแซนซัส ชายหนุ่มฝืนทนความเจ็บปวดได้ดีพอๆกับที่เขามอบมันให้กับผู้อื่น

แต่สิ่งเดียวที่นภาแห่งวาเรียสงสัย คือเหตุใดคนตรงหน้าถึงได้รู้...

“ยาที่คุณป้อนให้ฉลามคลั่ง...มันซึมผ่านผิวหนังได้สบายๆเลยล่ะครับ...ไม่ต้องห่วง จรรยาบรรณเล็กๆน้อยๆของผมทำให้เขาคนนั้นของคุณยังปกติสุขดีทุกอย่าง” กลิ่นคาวโลหิตชวนเวียนเหียน ขณะเดียวกับที่สัมผัสได้ว่าศัตรูของตนกำลังก้าวเข้ามาใกล้..

“แต่...สำหรับพวก ‘นภา’ อย่างคุณน่ะ ดูเหมือนมันจะไม่ให้ผลดีเท่าไหร่หรอกมั้ง?” นัยน์ตาสีโลหิตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
การรับเครื่องดื่มจากศัตรูเป็นเรื่องที่โง่ที่สุด...

มิคาเอลไม่คิดว่าเขาจะชนะด้วยซ้ำ ประสบการณ์มันต่างกันนัก แต่ตัวเขาที่ทำงานเบื้องหลังมาตลอดก็ใช่ว่าจะไร้พิษสง...มันเป็นยาตัวเดียวกับที่เขาใส่แก้วให้ม้าพยศแห่งคาวัลโรเน่ในตอนที่ได้เจอกันอีกครั้ง เป็นของเหลวชนิดเดียวกับในหลอดฉีดยาที่พกติดตัวไว้เสมอเผื่อป้องกันอาการกำเริบของน้องสาว และแน่ล่ะว่าขั้นตอนสุดท้าย...มันกลายเป็นผงสีขาวที่บรรจุในแคปซูลเม็ดนั้น...

จะเรียกว่าเขา...ใช้ประโยชน์จากทุกอย่างเท่าที่มีก็ว่าได้ ในเมื่อใช้เล่ห์หลอกแซนซัสไม่ได้ แต่ให้เป็นกลกระจอกก็ต้องทำ

“รู้มั้ยทำไมผมถึงเกลียดคุณนัก?” ร่างโปร่งนั่งกับเก้าอี้ใกล้ๆจุดที่อีกฝ่ายยืนอยู่ราวกับเชื่อว่าคนตรงหน้าจะไม่ทำอะไรจนกว่าเขาจะพูดจบ แน่ล่ะว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น ฤทธิ์ยาภายในแคปซูลตัวนั้นคล้ายกับการสะกดจิต จะทำงานตามสั่งที่เขาให้สัญญาณ

มิเกลหันหน้ามามองคนที่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ก่อนจะร่างสูงค่อยๆคุกเข่าลงไปกับพื้น

“คุณมีทุกอย่าง สิ่งที่คุณเคยไขว่ขว้ามาเมื่อตอนเด็ก...พอใจรึยังล่ะกับสิ่งที่คุณได้ ทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง อะไรต่อมิอะไรที่มันทำให้คุณมีอำนาจ ลูกน้องที่จงรักภักดีของคุณ...เพราะมันได้มาง่ายๆงั้นเหรอ? คุณถึงไม่เคยเห็นค่า?” นัยน์ตาสีเทาที่ไหววูบไปพร้อมกับเปลวไฟ เอ่ยทั้งความข้นแค้น

“ใช่..ทุกอย่าง ทุกอย่างที่ได้มาง่ายๆเลยไม่รู้จักรักษา คุณเอาอะไรมามั่นใจว่ามันจะไม่หายไปซักวัน?.. รู้สึกยังไงล่ะตอนที่รู้ว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆของรุ่นที่ 9น่ะ?”
ร่างสูงทรุดตัวลงราวกับไม่อาจทรงตัวอยู่ได้อีก ความเจ็บปวดแล่นเข้ามาจากทั่วทุกอณูเม็ดเลือด ราวกับว่าโลหิตเดือดพล่านเป็นไฟแต่กระดูกกับเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกราวกับว่าร่างกายตนเองกำลังจะระเหยไหม้จากภายใน เหมือนกับ..

“เดือดทะลุจุดศูนย์” เสียงนุ่มเอ่ยลอยๆ แต่ทำให้นัยน์ตาสีโลหิตตวัดมองอย่างขุ่นเคืองระคนประหลาดใจ

“ไม่เคยมีใครเห็นมันนอกจากคุณใช่ไหม? อา..ใช่สิ ต้องรวมพวกวองโกเล่รุ่นที่ 10 ไว้ด้วยสินะ...ผมเองก็ไม่เคยเห็นหรอก แต่ใช้ข้อมูลลองดูเท่านั้นเอง” เท่านั้นปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่าง


‘ข้อมูล’ ที่ชัดเจนที่สุด...คงไม่พ้นว่าใครเป็นคนให้มันไว้ในมือจอมวางแผนคนนี้....


“ตาแก่นั่น..” ร่างสูงเค้นเสียงอย่างยากลำบาก พอดีกับที่คนมองเลิกคิ้วราวกับไม่นึกว่าคู่สนทนาจะคิดได้


“มีส่วนด้วยนิดหน่อย แต่ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะครับ” เสียงหัวเราะในลำคอนั้นบาดหูยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ตนเสียเปรียบอย่างถึงที่สุด ร่างสูงนอนหงายหน้าอยู่บนพรมแดงที่ทอดยาวไปสู่แท่นพิธี รอบกายมีแต่เปลวไฟลุกโหมแต่กลับเว้นที่ว่างเป็นวงกลมไว้สำหรับบนสนทนาของคนสองคน

“คุณควรจะให้เกียรติคู่หมั้นตัวเองให้มากกว่านี้หน่อยนะ” ชั่วครู่หนึ่งที่นัยน์ตาสีโลหิตละสายตาไปเบื้องหลังอีกฝ่าย ราวกับว่าเปลวเพลิงที่เป็นฉากกั้นนั้นกอปรเป็นปีกสีชาดที่ลุกไหม้ และเบื้องหลังนั้น..

“แกคิดว่าผู้หญิงคนนั้นอยากให้แกแก้แค้นให้งั้นเหรอ?”


แกร็ก

ปลายกระบอกปืนเล็งมาที่ศีรษะชายหนุ่มรวดเร็ว



“คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพูดถึงเธอด้วยซ้ำ”

“ใครกันที่เป็นคนส่งหล่อนไปตาย…ไม่ใช่แกรึไง?”



ปัง!!


“...อย่าทดสอบความอดทนของศัตรูมากนัก..ถ้าคุณอยู่ในสภาพแบบนั้น” ไม่มีคำพูดเอ่ยตอบ มีเพียงรอยยิ้มเหยียดที่มุมปาก เพียงเท่านั้น ความอดทนของชายหนุ่มก็ขาดผึง


“หุบปาก!!!!”

ปัง!!!! ปัง!! ปัง!!!!

สรรพเสียงเงียบลงเหลือแต่เสียงไฟปะทุจากเศษไม้ หยาดเหงื่อบนผิวกายแทบจะระเหยไปกับไอความร้อน เพียงแต่ร่างโปร่งยืนนิ่งอยู่กับที่ทั้งที่ฝ่ามือซึ่งถือกระบอกปืนไว้สั่นระริก...

อย่าพูด...

นัยน์ตาสีซีดมองร่างที่แน่นิ่งไปของคนตรงหน้า ตัวเขาลุกจากเก้าอี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ




ใครกันที่เป็นคนส่งหล่อนไปตาย...

ไม่ใช่แกรึไง...


ครั้งนั้นเด็กหนุ่มนั่งนิ่งอยู่ในห้อง มือขยุ้มกระดาษเอกสารไร้คุณค่าทางจิตใจ ก่อนจะกวาดเชื้อเพลิงทุกแผ่นทิ้งลงในเตาผิง ปล่อยให้ความรู้ทางวิชาการที่ไม่ได้ผลในชีวิตจริงนั้นกลายเป็นเชื้อไฟ...

หมดทางเยียวยาแล้ว...

นั่นเป็นคำสุดท้ายที่อาจารย์ของเขาเคยพูดไว้เมื่อพาเธอไป ‘รักษา’ น่าประทับใจที่ว่าเพื่อนสนิทของเขาอีกคนยินดีที่จะให้เธอเป็นกรณีศึกษาของเรื่องเหนือธรรมชาติ ... ก่อนที่เขาจะเผาห้องวิจัยของหมอนั่นซะวายวอด

ขอบคุณโลกใบนี้ที่สร้างสรรค์แต่ปัญหา แต่กลับไม่เคยหาวิธีแก้ให้...

ในตอนแรก...เขาถอดใจแล้ว เขาหยุดแล้ว...ความคิดที่จะแก้แค้นอะไรนั่น มันผ่านมานานพอแล้ว เพียงแค่ได้รับรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ก็พอ...

แต่ว่า...ทำไม..โลกนี้ไม่มีความยุติธรรม เขารับรู้มันมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาจะไม่ยอมรับชะตากรรมแบบนั้นโดยไม่ดิ้นรนอะไรเด็ดขาด!!

ชั่วขณะที่เผลอไผล ร่างที่นิ่งสนิทอยู่กับพื้นถึงได้ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คนมองตาค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะรู้ตัวว่าถูกกระแทกลงกับพื้นพรมอย่างแรง!


พลั่ก!!!

“ไอ้เรื่องเล่นสกปรกของแก...ฉันรู้มันหมดแล้ว!” เสียงเหี้ยมเกรียมเอ่ยทั้งน้ำคำเย็นเยียบ ทว่าผู้ที่อยู่เบื้องล่างรับรู้ดีว่ามือของอีกฝ่ายเย็นเฉียบ แสดงว่าอาการของยายังมีอยู่ เพียงแต่คนตรงหน้าฝืนมันออกมาต่างหาก

“เสียเลือดมากขนาดนี้ยังขยับได้อีกงั้นเหรอ?” เสียงเอ่ยแผ่วเบาราวกับไม่เชื่อสายตา ร่างตรงหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลและหยาดโลหิตชโลมทั่วร่าง สายตาของผู้รักษาอย่างเขาเห็นได้ชัดว่าจุดที่ตนสาดกระสุนลงไปนั้นเส้นเลือดใหญ่ทั้งนั้น!

“หึ..ถ้าไอ้สวะนั่นทนได้...” มือหนาแม้ไม่มีเพลิงพิโรธลุกไหม้ แต่ในนัยน์ตาสีโลหิตกลับเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความกราดเกรี้ยว ครู่หนึ่งที่ร่างโปร่งนึกว่าตนตาฝาดไป...



!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“อึก!!” รองเท้าหนังเหยียบลงมาบนแผ่นอกอย่างแรงจนร่างที่รองรับแรงกระแทกหายใจไม่ออก มือเรียวพยายามยันเท้าอีกฝ่ายออกแต่ก็ไร้ผล แซนซัสโถมน้ำหนักลงขยี้ลงเหนือหัวใจที่เต็มไปด้วยความแค้นและแผนการณ์ทำลายชีวิตเขาราวกับสาแก่ใจ แต่ทว่าใบหน้าของร่างสูงไม่มีรอยยิ้มอยู่เลย

“แกมันโง่กว่าไอ้สวะนั่นซะอีก!!”

“อย่ามาพูดเหมือนเข้าใจผมนักเลย!!!” ถ้อยคำตอกใส่ทำให้เลือดขึ้นหน้า แม้ว่าจะตกเป็นรองแต่มือเรียวกลับฉุดรั้งขากางเกงที่เหยียบซ้ำลงมาราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาสีซีดสะท้อนแสงไฟเต็มไปด้วยความคั่งแค้น

ทำไม?...

“โลกนี้มันไม่มีความยุติธรรมหรอก!สวะอ่อนแอที่เรียกหาความยุติธรรมอย่างแก คิดว่าจะมีใครเวทนารึไง!!??”

“ผมไม่ได้ขอให้ใครสงสาร!” เมื่อรู้ว่าไม่สามารถใช้กำลังให้อีกฝ่ายปล่อยตนลงไปได้ มือเรียวคว้าเศษดาบที่ยังหลงเหลือจากตุ๊กตาที่ระเบิดไปเมื่อครู่แทงลงที่ข้อเท้าอีกฝ่ายทันที!!

“...!!”

“ทำยังไงถึงจะมีชีวิตรอด ทำทุกอย่างต่อให้มันขี้ขลาดตาขาวแค่ไหนก็เถอะ... คุณไม่เคยต้องสู้เพื่อคนอื่นเลยซักครั้งจะไปเข้าใจอะไรเล่า!!” เสียงตวาดสลับกับหอบหายใจไม่เป็นจังหวะ ร่างโปร่งรีบดันตัวเองออกจากระยะที่ร่างสูงจะทิ้งน้ำหนักลงมาได้อีก แต่รองเท้าหนังที่ชุ่มไปด้วยโลหิตนั้นเป็นหลักฐานว่าแซนซัสคงทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว

ถึงกระนั้น ปลายของปากกระบอกปืนก็ยังอยู่ที่ศัตรูของเขา...

“โอกาสสุดท้ายของแก...” นัยน์ตาสีฉานจับจ้องด้วยความเกรี้ยวกราด ใบหน้าเข้มคร้ามมีความเจ็บปวดสอดแทรกอยู่อย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่อยากยอมรับแต่บาดแผลที่เกิดจากฝีมืออีกฝ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้นมากพอจะตัดกำลังเขาไปได้จริงๆ

“ทำยังไงไอ้สวะนั่นถึงจะหาย?”

รอยยิ้มจอมปลอมเป็นคำตอบสุดท้าย



“...คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก...”





ปัง!!!!!!!!!!!

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:22 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
“มิเกล!!!”


บานประตูเปิดออกพร้อมกับการมาเยือนของบุคคลไม่ได้รับเชิญ เสียงเรียกขานพร้อมกับเรือนผมสีเงินและสูทสีขาวตัวนั้นทำให้ชายหนุ่มทั้งคู่ชะงัก
ทว่าคนที่ถึงกับหยุดหายใจไปกลับเป็นฝ่ายที่กำลังจะกดสวิตช์ตัวสุดท้ายของระเบิดที่ซ่อนไว้ต่างหาก!


“...คุณพ่อ?”
เสียงแผ่วเบาเอ่ยทั้งน้ำคำแหบแห้ง ก่อนจะตระหนักได้ว่าความคิดของตนไม่มีทางเป็นไปได้...

“หยุดเดี๋ยวนี้!!ทั้งคู่!!!!แกก็ด้วยแซนซัส!!” เสียงทุ้มตวาดกร้าว ฉลามคลั่งในชุดเดิมที่ควรจะไปเปิดตัวกับม้าพยศแห่งคาวัลโรเน่กลับถ่อมาถึงจุดนัดพบศึกสุดท้าย สิ่งที่เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าเห็นคือบอสของเขาที่สภาพสะบักสะบอมได้ที่ กับไอ้โรคจิตไม่รู้จักโตที่สุกกำลังดี

“พวกแกทำบ้าอะไรกัน!!”

“มาถึงก็โวยวาย สมเป็นคุณเลยนะครับ” ริมฝีปากหยักขยับรอยยิ้มในทันที ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่ามีอารมณ์ขำเลยสักนิดแต่ฉลามคลั่งกลับทำให้เขายิ้มได้เสมอ วงไฟที่อยู่ล้อมรอบคนทั้งคู่เหมือนจะแผ่วเบาลงเพื่อให้สายฝนก้าวเข้ามาได้


“ทำไมแกโทรมแบบนี้วะบอส?”

“แก...มองเห็นแล้วงั้นเหรอ?” คำตอบเป็นคำถามสวนกับคำพูดของอีกฝ่ายทันที มิเกลถอนหายใจยาวไปชั่วครู่ พลางชั่งใจกับสวิตช์ในมือที่เขาล้วงกระเป๋าอยู่จึงทำให้ไม่มีใครเห็น


ผิดแผนไปหมด..

ที่แซนซัสรู้ว่าเป็นฉลามคลั่งตัวปลอมเขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว แต่การที่อีกฝ่ายยังขยับตัวได้ทั้งที่โดนเข้าไปขนาดนั้นนี่เหนือความคาดหมาย...

แต่เรื่องที่เขาจะทำ...


“ผมถึงได้บอกไง...ว่าไม่จำเป็นแล้ว..”


“แซนซัส…ฉันมีอะไรต้องพูดกับมัน” คู่สนทนาที่ได้เจอหน้ากันแล้วแทบจะลืมบุคคลที่สามไปเลยพึ่งหันกลับมามองเขาครั้งแรก แซนซัสยังเล็งปืนมาที่เขาอยู่ แต่ว่าอีกฝ่ายลดระดับลงเล็กน้อย อย่างกับว่าถ้ายิงที่หัวใจไม่ใช่ศีรษะแล้วเขาจะมีโอกาสตายน้อยลงงั้นแหละ?

“จะบอกว่าผมเป็นพี่น้องกับคุณรึไงครับ?”

“ไอ้บ้า! ฉันหมายถึง...” ชั่วเสี้ยววินาทีที่นัยน์ตาคู่คมทั้งสองคู่มองเห็นอะไรที่ผิดปกติ เสาหินที่อยู่เบื้องหลังกำลังจะล้มลงมา...ในตำแหน่งที่ฉลามคลั่งยืนอยู่!!

“สควอลโล่!!!”

สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ แซนซัสรีบคว้าร่างโปร่งมาไว้ในอ้อมแขนแต่ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว เมื่อเงาสีดำทาบทับลงมาบดบังสายตาอย่างรวดเร็ว!!



พลั่ก!!!โครม!!!!!!


“...แค่ก..แค่ก..อุ๊บ...” สควอลโล่ลืมตาขึ้นช้าๆ เหนือร่างของเขาคือผู้เป็นนายที่ถอนหายใจยาวราวกับโล่งอก แรงกระแทกทำให้ชายหนุ่มนิ่วหน้าไปเล็กน้อย ทว่าสิ่งที่ทำให้นัยน์ตาสีโลหิตและเจ้าของดวงตาสีฟ้าต้องตระหนกยิ่งกว่า คือการที่เมื่อครู่ศัตรูของตนกลับมาผลักคนทั้งคู่ให้พ้นทาง!!

“เฮ้ย!!แก..ยังไม่ตายใช่มั้ย!?”

ฝุ่นควันตลบพร้อมไปกับเปลวไฟทำให้ไม่อาจเห็นภาพได้ชัด ทว่าสายตาของแซนซัสสังเกตเห็นเงาไหววูบของบุรุษผู้หนึ่งที่อยู่ ณ ตำแหน่งที่เสาต้นนั้นตั้งตระหง่านอยู่


เลวี่!?


“บอส...ปล่อยก่อน..ฉัน...ฉันปล่อยให้มันตายไม่ได้” ฉลามคลั่งเอ่ยตะกุกตะกัก ร่างสูงเลิกคิ้ว ก่อนจะเห็นว่าแขนของเขากอดมันไว้แน่น

“...ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ” เสียงของคนที่น่าจะตายไปแล้วเอ่ยขึ้น ฉลามหนุ่มหันไปทางต้นเสียง มิเกลนั่งพิงกำแพงอยู่ทั้งใบหน้าไร้สีเลือด ราวกับตกใจในสิ่งที่ตนกระทำลงไปพอกัน

“ผม...พอแล้วล่ะ พวกคุณไปเถอะ”

“แล้วแกล่ะ?”

“พอดี...ผมเหนื่อยนิดหน่อยน่ะ ให้พักหน่อยเถอะ” เสียงอ่อนล้านั้นทำให้คนฟังอดสงสัยไม่ได้ สควอลโล่ที่เป็นคนปกติที่สุดในที่นี้แล้วลุกขึ้นช้าๆ ก่อนจะเห็นว่าขาข้างหนึ่งของอีกฝ่ายถูกเสาเมื่อครู่ทับไว้สนิท!?

“บ้าเอ๊ย!”

“ฮะฮะ...” ชายหนุ่มหัวเราะ ทั้งที่ไม่ใช่เวลาที่ควรจะทำเช่นนั้น แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ดูว่าเขาจะไม่ใส่ใจสถานการณ์สักเท่าไหร่นัก

“ผมคืนให้คุณแล้วนะ...ทั้งคู่ อย่าทำให้ผมผิดหวังล่ะ” น้ำคำที่เคยรื่นหูกลับเอ่ยกระท่อนกระแท่น สควอลโล่รู้สึกถึงฝ่ามือหนักๆของแซนซัสที่วางลงบนไหล่ของเขา ก่อนที่นัยน์ตาสีฟ้าจะสังเกตเห็ตว่าทั่วพื้นจุดที่เจ้านั่นนั่งอยู่ราวกับมีธารโลหิตไหลผ่าน ของเหลวสีแดงสดเจิ่งนองกลบพื้นหินอ่อนจนแทบมองไม่เห็นพื้น


“ขอร้องล่ะค่ะ..อย่าฆ่าเขาเลยนะคะ...”


“แซนซัส...ไหนแกว่า...”

“เขาไม่ได้ทำอะไรหรอก ก็แค่กระสุนเฉียดจุดตายกับโดนทำร้ายร่างกายนิดหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยแก้ต่างให้แต่ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย มิเกลหัวเราะเฝื่อนๆ แผลพวกนี้เขาได้จากระเบิดในตอนแรกกับที่ร่างสูงลั่นไกเมื่อครู่ก็เท่านั้น แต่นั่นก็แสดงให้เห็นฝีมือบอสแห่งวาเรียแล้ว ว่าขนาดโดนทั้งยาสั่งทั้งแผลสดไปขนาดนั้นใช้แค่ตัวเปล่าก็ทำเขาปางตาย...

หรือจะตายจริงๆกันแน่นะ?

“ที่นี่จะถล่มในอีกไม่กี่นาที...พวกคุณรีบออกไปได้แล้ว”

“แก!? โว้ย!! อย่ามาทำตัวเป็นคนดีแถวนี้สิวะ!” แม้คำพูดจะเอ่ยไปเช่นนั้น แต่ความผิดชอบชั่วดีในตัวฉลามคลั่งกำลังตีกันอย่างไร้ทางออก คนตรงหน้าทำอะไรไว้เขารับรู้แล้วทุกอย่าง แต่เรื่องเมื่อครู่ล่ะ? แล้วที่รักษาเขาล่ะ ... แล้วถ้าคิดจะฆ่าแซนซัสจริง...ทำไมถึงต้องให้มันยุ่งยากอะไรขนาดนั้น...

ราวกับว่าลูกกุญแจของปัญหาได้เสียบเข้าไปที่ต้นตอ

“แก..คิดจะตายแต่แรกอยู่แล้วใช่มั้ย?”

“...ผมจะหมดอารมณ์กับคุณอยู่แล้วนะ...” รอยยิ้มฝาดเฝื่อนปรากฏบนใบหน้าเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉลามคลั่งได้เห็น ก่อนที่ขายาวจะก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่ใกล้เป็นศพอยู่กับพื้นให้มากกว่าเดิม เปลวไฟก็ลุกโหมราวจะกั้นคนทั้งสองไว้ทันที



“ออกไปซะ!!!!!”



ตูม!!!!!



ไม่รอคำตอบ สวิตช์ระเบิดในมือถูกกดทันที โชคดีที่แซนซัสไหวตัวทันรีบคว้าคอคนใจดีไม่ถูกเวล่ำเวลาออกมาด้วย เบื้องหลังนั้นโบสถ์สีขาวถูกย้อมเป็นสีพระเพลิงโหมลุกไหม้ คงไม่ต้องมีพิธีฝังศพอีก

“แซนซัส...นาย...”

“อย่าพูดมาก!” ทันทีที่ก้าวพ้นบริเวณที่แรงระเบิดยังส่งถึง ร่างสูงก็แทบทรุดลงอีกครั้ง หยาดโลหิตไหลย้อนขึ้นมาจนแซนซัสสำลัก พร้อมกับที่สควอลโล่พึ่งได้เห็นเต็มตาว่าเจ้านายของเขาชุ่มไปด้วยเลือดไม่แพ้กัน!

“ไอ้พวกนี้…ไม่คิดจะบอกอะไรให้รู้กันเลยใช่มั้ยวะ!?”

ริมฝีปากร้อนสัมผัสกลีบปากนุ่มอย่างแผ่วเบา เป็นเชิงให้หยุดพูดเสียที ปนไปกับความอ่อนหวาน ที่นานครั้งจะได้รับจากคนๆนี้

สายตาพร่ามัว แม้แต่ภาพของคนสำคัญยิ่งยังไม่ชัดในตอนนี้

สควอลโล่อึ้งไปชั่วขณะ...

“นี่ไม่ใช่เวลา...เฮ้...บอส!?”

สิ่งเดียวที่ร่างสูงจำได้ ก่อนนัยน์ตาสีโลหิตจะปิดลงอย่างเชื่องช้า...คือถ้อยคำสั้นๆ ที่ยากนักจะเอ่ยปากบอกตลอดเวลาที่ผ่านมา...


“...รัก...”


“แซนซัส!!”


======================


อีกด้านหนึ่งในกองเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ร่างโปร่งนอนทอดกายอยู่กับพื้น ไถลลงจากที่พิงหลังเมื่อครู่ ในมือข้างหนึ่งกำสวิตช์ที่ใช้งานไปแล้ว กับอีกข้างคือกระบอกปืนสีเงินที่จมอยู่ในทะเลเลือดของเขาจนถึงเมื่อครู่

ปัง!!!

กระสุนยิงไปยังร่างที่พยายามตะเกียกตะกายพาตนเองไปที่ทางออก กระสุนโลหะผ่านศีรษะ เลวี่ อาเทนไปฝังติดผนังทันที ก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดตัวลงกับพื้นและแน่นิ่งไปในที่สุด

ริมฝีปากบางพึมพำเสียงแผ่ว เขาเหมือนได้ยินบทสวดมนต์ให้วาระสุดท้ายของตัวเอง ที่แม้แต่ขาก็ขยับไม่ได้แล้วตอนนี้...

กระดูกคงหัก...ถ้าไม่แหลกละเอียดก็ต้องกายภาพบำบัดหลายปีล่ะมั้ง?... กระสุนสุดท้ายคงตัดเส้นเลือดแดงเหนือหัวใจ...อา...อะไรอีกนะ...ซี่โครงหักทะลุปอด...ช่างเถอะ เขายังไม่บ้าขนาดคิดจะผ่าตัดตัวเอง...


ดูยังไงก็ท่าจะไม่รอด...


ชายหนุ่มแค่นยิ้ม ก่อนจะเหม่อมองเพดานที่ทะลุเป็นรูปล่อยให้ควันดำของเปลวไฟลอยฟุ้งออกไปไกล

เม็ดฝนร่วงลงมาแตะต้องใบหน้าทีละหยด จนกลายเป็นฝนพรำช่วยดับเปลวเพลิงที่ลุกโหม...

ของเหลวที่แตะต้องใบหน้าเขาทำให้นึกถึงใครอีกคน...

เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสกับเรือนผมสีเงินนั่น...

“ขอให้มีความสุข...” นัยน์ตาสีซีดเหมือนเห็นเงาของอะไรบางอย่างที่ย่างก้าวเข้ามาใกล้ เงาสีดำท่ามกลางเปลวไฟช่างเหมือนยมทูตในภาพยนตร์

“เอาสิ..ผมพร้อมแล้ว” ดวงตาคู่คมปิดลงชั่วขณะ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอย่างท้าความตาย


ทว่า...



!!!!???

เทวดาในชุดสีขาวยืนอยู่ตรงหน้าเขา...แต่เป็นเทวดาที่ไม่มีปีก ร่างสูงสง่าประดับใบหน้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและเรือนผมสีเงินประบ่าทรงเดียวกับฉลามคลั่งที่เห็นเมื่อครู่ แทบจะคล้ายเป็นพิมพ์เดียวกันเสียแต่ว่าคนตรงหน้ามีเค้าของความสุขุมกว่า ทั้งยังอายุมากกว่า...แต่ว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องนั้นอีกต่อไป ราวกับว่าทุกสิ่งอย่างที่ตนเพียรพยายามทำมาแหลกสลายไปต่อหน้า


ใบหน้าที่เคยคุ้นอยู่ในสมัยเด็ก จนกระทั่งเติบใหญ่แล้วไม่อาจพานพบ ร่างสูงกว่าขมวดคิ้วราวกับกำลังดุเด็กน้อยตรงหน้า

มันไม่มีความหมายอะไรเลย...

“ฮะ..ฮะ..” เสียงแค่นหัวเราะราวกับสะอื้นไห้ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กหนุ่มวัยไม่ประสีประสาอีกครั้งหนึ่ง รอยยิ้มอบอุ่นของเทวดาผู้เยือกเย็นกลางกองเพลิงราวกับจะโอบอุ้มวิญญาณหลงทางไปสู่สวรรค์


หยดน้ำที่แตะต้องใบหน้าในตอนนี้ ไม่ใช่สายฝนพรำอีกต่อไป...



ก่อนสายฝนที่ร่วงหล่นจะถูกกลืนกินด้วยสีแดงฉาน...

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:26 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
Chapter 31
Like a human can




ซ่า...




สายฝนพรำลงมา ณ เนินทุ่งหญ้าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งศาสนสถานสูงใหญ่ที่ไร้ผู้พบเห็น ร่างโปร่งยืนหยุดอยู่หน้าแท่นสลักหินอ่อนสลักชื่อคนสำคัญยิ่ง อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งที่เคยอยู่เต็มที่ในหัวใจตน


“ฝนตกแล้วนะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเบื้องหลัง ชายหนุ่มหันไปพบกับเพื่อนสนิท บอสแห่งคาวัลโรเน่อยู่ในสูทสีขาวพร้อมกับช่อดอกกุหลาบสีเดียวกันอยู่ในมือ ไกลออกไปนั้นนัยน์ตาสีฟ้าสังเกตเห็นคนขับรถของอีกฝ่ายรีบถือร่มวิ่งเข้ามา

สเปลบี สควอลโล่ ถอนหายใจช้าๆ ก่อนจะหันมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติของตน “แกซื้อมางั้นเหรอ?”

“อืม...แต่ถ้ารู้ว่าวันนี้นายจะมา ฉันก็คงไม่มาเป็น กขค หรอก” ร่างสูงกว่าหัวเราะเบาๆ พลางก้มตัวลงวางช่อดอกไม้สีขาวนั้นกับแท่นสลักหิน เคียงข้างกับดอกไม้สีแดงที่วางอยู่ก่อนแล้ว


“รสนิยมดีนี่”

ร่างโปร่งไม่ได้ตอบอะไร นัยน์ตาคู่สวยหยุดสายตาอยู่ที่ช่อดอกไม้สีชาดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ก่อนที่เสื้อคลุมตัวหนาจะถูกอีกฝ่ายสวมคลุมไหล่ให้อย่างถือวิสาสะ

“กลับกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่ง”

=================

ทำไมนายถึงไม่เคยบอกฉัน?

ทำไมนายถึงพูดมัน..ในเวลาแบบนั้น....


ความจริงจากปากคนอย่างนายไม่ใช่เรื่องโกหกใช่ไหม?


แซนซัส...


ฉลามคลั่งเคยคิดว่า ช่วงเวลาที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตผ่านไปแล้วอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง


ร่างโปร่งนั่งอยู่บนเตียงกว้างของห้องที่ว่างเปล่า เดือนกว่าแล้วที่ไร้ซึ่งสรรพเสียงของสิ่งมีชีวิต

ไม่ใช่ครั้งแรก...ที่เขาปรารถนาไออุ่นจากร่างนั้นอีกสักครั้ง...




แกร็ก

ประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า เจ้าชายนักฆ่ายืนอยู่ตรงนั้น เด็กชายที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้จักโตทำให้ร่างโปร่งหงุดหงิดอยู่เสมอ

นัยน์ตาสีใสเบื้องหลังกรอบเรือนผมสีทองจับจ้องมาที่นักล่าบนผืนทะเลเลือด

“สควอลโล่ มาม่อนให้เจ้าชายมาบอกว่าได้เวลาแล้ว” เจ้าของเรือนผมสีเงินพยักหน้า มือเรียวปัดไล่อีกฝ่ายไปอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ก็เป็นคำตอบรับของเขาด้วยเช่นกัน

“เดี๋ยวฉันไปน่า” แม้ท่าทางนั้นจะเหมือนขับไสไล่สงทางอ้อม แต่เจ้าชายน้อยจะหารู้สึกรู้สาด้วยก็หาไม่ เด็กหนุ่มก้าวขามาหยุดอยู่ตรงหน้าคนที่นั่งเฉยอยู่บนเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงซบร่างโปร่งที่ตั้งตัวไม่ทัน

“เฮ้ย!?”

มือเรียวพยายามผลักอีกฝ่ายออก ทว่าร่างเล็กกว่ากลับกอดแน่น

“เจ้าชาย...ไม่ผิด...เจ้าชายไม่เคยขอโทษใคร...แต่ว่า...”


ไม่ทันจบประโยค สัมผัสเบาบางจากฝ่ามือใต้ถุงมือหนังก็ทิ้งตัวลงบนศีรษะ “ไม่ใช่ความผิดของแก”


ของฉันต่างหาก...


ทุกอย่างที่เกิด ตั้งแต่ที่ไม่ทำตามคำสั่ง ทำอะไรตามใจตัวเอง จนสุดท้าย...




คนที่เจ็บปวดที่สุดคงไม่ใช่เขา แต่...



ความรู้สึกผิดถาโถมเสียยิ่งกว่าครั้งไหนๆ




======================





ภาพของร่างสูงที่นอนทอดกายอยู่บนเตียงขาวล้อมรอบด้วยสายระโยงรยางค์ของอุปกรณ์รั้งชีวิตไว้ทำให้ร่างโปร่งรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง


ครั้งนั้นอีกฝ่ายก็มีสภาพไม่ต่างจากนี้ หากเปลี่ยนเตียงขาวเป็นกรงขัง และเปลี่ยนผืนผ้าห่มเป็นก้อนน้ำแข็ง

แพทย์รายงานผลการตรวจประจำวันอยู่ข้างๆหูเขา

แต่สควอลโล่ฟังมันผ่านไป เพราะมันไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา

แซนซัสหลับไปได้เดือนกว่าแล้ว

ตั้งแต่วันนั้น...และไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น..

บาดแผลภายนอกทุกอย่างได้รับการเยียวยาทั้งหมด แต่เหตุใดอีกฝ่ายจึงแปรสภาพจากราชาบัลลังก์เลือดเป็นเจ้าชายนิทราก็ไม่อาจทราบ

จากที่เคยรอคอยอยู่ทั้งคืนวัน เปลี่ยนเป็นหนีห่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้…. ความผิดของฉัน...


“สควอลโล่จ้ะ?” เสียงลุสซูเรียดังขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้รักษาการณ์ตำแหน่งหัวหน้านิ่งเงียบไปนาน เจ้าของชื่อกระพริบตาถี่ เขารู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างรื้นขึ้นมาที่ตา
นัยน์ตาสีฟ้าที่เคยกระจ่างใสดูซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด เท่านั้นผู้พิทักษ์แห่งอรุณก็พาเจ้าชายน้อยออกไป ราวกับรู้ใจว่าร่างโปร่งต้องการอยู่กับนภาของตนเพียงลำพัง ไม่มีบทสนทนาใดๆ ระหว่างคนหนึ่งที่ไม่อาจรับรู้อะไร และอีกคนที่ไร้หัวใจเกินจะเอ่ยปาก

เธอเป็นคนที่มีความหมายมากที่สุด ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ร่วมสายโลหิตหรือผู้มีพระคุณยิ่ง แต่ในฐานะผู้หญิงที่ไม่ใช่คนรัก

ไม่ว่ายังไง...ฉันก็ไม่สามารถมอบคำนั้นให้ใครคนอื่นได้อีก


หากคำว่ารักนั้นหมายถึงการทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้ใครสักคน ฉันคงพูดได้เต็มปากว่าไม่อาจมอบคำนั้นให้เธอได้ แม้แต่คำโกหกก็ตามที

คำหลอกลวงไม่อาจได้มาซึ่งความจริงใจ ตัวเธอเองที่ไม่อาจมอบความจริงใจให้กับฉันก็เช่นกัน


แม้ครั้งหนึ่งที่เราได้พานพบต่างเป็นแผนการของการแก้แค้น แต่ฉันไม่เสียใจเลยที่ได้สัมผัสหัวใจของเธอ



ขอบคุณ...สำหรับทุกอย่าง



ตอนนั้นที่ฉันหลับฝันไป เป็นเธอใช่ไหมที่ดึงฉันขึ้นมา



“..ถ้าเธอได้ยินล่ะก็...” ริมฝีปากบางเอ่ยเสียงแผ่วขณะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง มือเรียวบนผืนผ้าปูขาวที่เย็นเยียบราวกับร่างตรงหน้าขาดไออุ่นจากเปลวเพลิงสุมภายในใจ



ช่วยฟังความเห็นแก่ตัวของฉันหน่อยจะได้มั้ย?



ต่อให้ต้องละศักดิ์ศรีหรือความทระนงตน


ฉันจะไม่เสียใจเลย






หากได้ท้องฟ้าของฉันกลับคืนมา





===============



รักฉันมั้ย?
รักมากที่สุด
มากที่สุด....



โกหก!!!




หญิงสาวนั่งอยู่กลางทุ่งดอกไม้สีขาว ร่างบางหลับตาลงราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆชัดเจนขึ้นในมโนสติ นัยน์ตาสีฟ้าใสจึงลืมตาขึ้นพบความจริงตรงหน้า

เจ้าของนัยน์ตาสีโลหิตยืนอยู่ตรงหน้า ร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบที่คุ้นเคยทว่ากลับไม่มีคราบคาวโลหิตเช่นปกติดังเครื่องประดับประจำกาย ชายหนุ่มหรี่ตาลงราวกับไม่เชื่อสายตา ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่นราวกับว่าเขายังมีที่ไหนให้ไปกระนั้น

“หลงทางเหรอคะ?”

ในแง่หนึ่ง เขาช่างน่าอิจฉา

เป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจและบารมี รายล้อมหน้าหลังด้วยบริวารที่ภักดียิ่ง

แต่นภาผู้กล้าแกร่งกลับไม่เคยแยแสสิ่งที่ตนได้มาอย่างง่ายดาย เหตุใดกัน? เพราะเป็นสิ่งสำคัญจึงจงใจให้ประสบอันตรายเยี่ยงคุณค่าของมันอย่างนั้นหรือ

หรือแท้จริงแล้ว ใจจริงของเขา ก็เพียงชายที่ไม่รู้จักพอ


ความสงสัยค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความสนใจ ตั้งแต่เมื่อไรกันที่สายตาหยุดอยู่ที่เขาคนนั้น


ดวงตาสีทะเลโลหิตล่องลอยไปยังท้องนภาสีหม่น ครึ้มไปด้วยเมฆฝน

ครั้งนั้นบุรุษผู้มากับสายฝนก็ปรากฏตัว



เธอรับรู้โดยทันทีว่า

นั่นคือนัยน์ตาที่มีไว้มองสิ่งสำคัญยิ่งเท่านั้น




!!!!

ฝ่ามือบางวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วหมายจะประทับรอยบนใบหน้าร่างสูง ทว่าอีกฝ่ายจับข้อมือเล็กไว้อย่างไม่สะทกสะท้าน เพียงกำลังผู้หญิงธรรมดาไม่อาจสู้รบปรบมือกับนภาสีโลหิตได้เลยสักนิด


ท้องฟ้าใสที่สะท้อนอยู่หลังดวงตากลมโตหลั่งเม็ดฝนโปรยปราย

“ฉันเคยชอบคุณมาก ต่อให้คุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉันที่เป็นคู่หมั้นก็ไม่เป็นไร...” เสียงหวานตัดพ้อทั้งน้ำคำสั่นระริก นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ใจจริงของเธอได้เผยต่อผู้อื่น คนที่ทำลายชีวิตเธอ คนที่เธอแค้นนักหนา แล้วยังเป็นคนที่...

มือหนาละจากร่างตรงหน้า เอลด้าปาดน้ำตาลวกๆทว่าสายธาราที่หลั่งไหลดูจะไม่หยุดง่ายๆ เสียงสะอื้นเครือไปกับเสียงกรีดร้องของความรู้สึกที่ร่างบางไม่เคยบอกให้ใครรับรู้

“แล้วคุณก็ทำลายชีวิตฉัน! ฆ่าฉันทั้งเป็น!! ให้ฉันทนอยู่กับความมืดมิดมาตลอด!! แล้วยัง...ยังไม่สาแก่ใจคุณอีก!!??” มือเรียวกำแน่น ดวงตาคู่สวยขุ่นมัวด้วยความแค้นเคือง แค่หญิงสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งกลับหาญกล้าทำในสิ่งที่ใครหลายคนคงคิดจะทำเป็นสิ่งสุดท้าย ทำร้ายร่างกายหัวหน้าวาเรียแล้วยังมีชีวิตอยู่ได้หลังจากวินาทีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้น แต่คนตรงหน้าก็ละทิ้งสิ่งที่เรียกว่าชีวิตไปแล้ว จะกล้าได้ก็ไม่แปลกเพราะเธอไม่มีอะไรจะเสียอีก


“สควอลโล่ช่วยฉันออกมา แต่...”

ฉันเกลียดเขา


เกลียดที่คุณให้ความสนใจกับลูกน้องคนหนึ่งมากกว่าคู่หมั้น

เกลียดที่สายตาที่คุณมองเขาอย่างสิ่งสำคัญ

เขาทำให้ฉันอิจฉา


แต่...แต่ก็...




“…รักมันมากใช่มั้ยล่ะ?” ถ้อยคำนั้นเอ่ยปากกับคู่สนทนาเป็นครั้งแรก เอลด้าเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ใบหน้าของอีกฝ่ายไม่อาจแสดงอะไรไปมากกว่าความเรียบเฉยทั้งน้ำคำธรรมดาแต่กลับโหดร้ายยิ่ง


ทิ่มแทงหัวใจเสียยิ่งกว่าคมหนาม

“ฉันเกลียดคุณที่สุด!!!”

ร่างโปร่งเจ้าของรอยยิ้มฉาบฉายความมั่นใจ ชายหนุ่มที่ช่วยเธอ คนที่เธอใช้เป็นเครื่องมือให้คนตรงหน้ารู้จักคำว่าเสียใจบ้าง

แผนการของมิเกลเต็มไปด้วยช่องโหว่แต่เพราะเขาทุกอย่างถึงผ่านมาได้ ตั้งแต่ที่เขาไม่ลงดาบสังหารเธอ… ทั้งที่ความจริงแล้ว...ตอนนั้น ที่หญิงสาวไปหยุดอยู่ขวางหน้าเขา... มันไม่อยู่ในแผน



ถ้าผู้มอบชีวิตอันดำมืดต่อให้เธอคือนักฆ่าผู้สังหารคนมากมาย จะช่วยคลายความทุกข์โศกบนโลกนี้ให้เธอก็ยินดี

“ชีวิตฉันเป็นของคุณ จะฆ่าจะแกงยังไงก็เรื่องของคุณ” ถ้อยคำนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก ใจจริงแล้วนั้นร่างบางปรารถนาความตาย วิงวอนร้องขอเสียจนเสียศักดิ์ศรี แต่คนคนนั้นก็หาได้ทำ หาได้หยุดแผนการที่จะทำลายเจ้านายของเขา ปล่อยให้เธอคนนั้นโลดแล่นผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนดอกไม้ที่กลีบหลุดริ้วใบจากต้น


มือนั้นที่ช่วยให้เธอรอดทั้งที่ไม่อยากได้ชีวิตอยู่ต่อ มอบความมืดมิดให้ทั้งที่ไม่เคยร้องขอ กลับเป็นมือเดียวกับที่โอบอุ้มเธอจากกองไฟและซากศพ เป็นมือที่จับมือเธอพาก้าวเดิน เป็นมือเดียวกับที่คลุมเสื้อตัวหนาบนไหล่บาง ปกป้องเธอจากอันตรายทั้งที่ไม่รู้ความจริง


ถึงจะอยู่ในโลกโสมม แต่เขากลับเป็นน้ำฝนที่แจ่มจรัส



“เพราะ..เพราะฉันเป็นผู้หญิงงั้นเหรอ.. ทำไมฉันถึงอ่อนแอขนาดนี้... เพราะเขาสงสารเหรอฉันถึงได้หวั่นไหว.. แล้วมันผิดเหรอที่ฉันจะรู้สึกแบบนี้!” ร่างบางหายใจติดขัด ตัดพ้อทั้งหลั่งน้ำตาอย่างลืมอาย ไม่เกรงกลัวว่าใครจะนินทา ความโกรธเกรี้ยวที่ไม่เคยให้ใครรับรู้ระบายออกจนหมด มือบางยกขึ้นปิดบังใบหน้าที่หลั่งสายธาราแห่งความพ่ายแพ้



เหมือนผู้หญิงหลากใจ เพียงแค่ใครมอบความอ่อนโยนให้ก็หวั่นไหว


เธอไม่อยากเป็นคนแบบนั้น...


แต่.. ทำไม...




“ไม่ใช่” เสียงที่เงียบฟังไปนานเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ที่นัยน์ตาคู่คมสบกับดวงตาดั่งแก้วใสที่จมในทะเล ริมฝีปากนุ่มเผยอเล็กน้อยเหมือนจะเอื้อนเอ่ย แต่เสียงในลำคอกลับขาดหายไป


ฉับพลันที่ร่างสูงยกมือขึ้น ระยะห่างเพียงเล็กน้อยไม่อาจทำให้ร่างบางถอยหนี นัยน์ตาคู่สวยปิดลงราวกับรอรับอารมณ์ของชายหนุ่มที่คงไม่แคล้วระเบิดความโกรธเกรี้ยวใส่ตนเป็นแน่


ทว่ามือนั้นกลับทิ้งน้ำหนักลงบนศีรษะตน ผ่านกลุ่มเรือนผมที่เหมือนเส้นไหมนุ่มลื่น ความร้อนผ่านฝ่ามือหนาไร้ซึ่งความอ่อนโยน ทว่านี่คงเป็นสัมผัสที่มอบมิตรภาพให้มากที่สุดเท่าที่คนอย่างแซนซัสจะมอบให้ได้แล้ว


“เพราะเป็นมนุษย์ต่างหาก”
นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างกับคำตอบที่ได้รับ น้ำตาหยุดไหลพร้อมกับถ้อยคำที่ตนไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูด หรือ...ไม่น่าจะมีวันที่เขาพูดแบบนั้น


บรรยากาศรอบตัวราวกับว่าโลกนี้มีเพียงคนแต่สองคน

ความเงียบทำให้ร่างบางเข้าใจอะไรบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น

“คุณรู้แต่แรกแล้ว?” เจ้าของนัยน์ตาสีโลหิตไม่ตอบรับ ทว่าชายหนุ่มทอดสายตาต่ำลง จากที่เคยมองอยู่ ณ ที่สูงขึ้นไป

เอลด้าเข้าใจว่านั่นคือคำตอบของเขา


…เป็นความเมตตา...ที่ไม่สมควรเลยนะ


ให้ได้ตายด้วยน้ำมือคนที่รัก…


ให้ได้สัมผัสความสุขในช่วงเวลาสุดท้าย


มีหรือที่แซนซัสจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ทำไมร่างสูงจะไม่รู้ว่าคนแบบไหนที่จะทำให้ฉลามคลั่งสนใจได้ แผนการที่ดูเหมือนแยบยลทว่ากลับเต็มไปด้วยจุดอ่อนซึ่งเล่นตลกกับจิตใจคนกลับผ่านมาอย่างง่ายดาย จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่ใช่ฝีมือใครบางคนปล่อยให้มันล่วงเลยไป



...แซนซัสเองอาจจะอยากรู้ก็ได้ ว่าสควอลโล่ทำได้จริงอย่างปากพูดรึเปล่า...

“ช่วยฆ่าฉันที”


ครั้งนั้นก็ไม่ใช่หรือ คนที่ตอบรับคำขอของเธอ ความต้องการที่จะให้ความตายของตนมีความหมาย หาใช่ให้ความอ่อนแอของร่างกายมานำพา

อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้เป็นที่สุดของใครสักคน

เขา...คนที่ทำตามความปรารถนาครั้งสุดท้ายที่ยังมีชีวิตของเธอ...

“ฉันเกลียดคุณ...คุณที่ได้สิ่งที่คุณต้องการง่ายๆโดยไม่ต้องพยายามอะไรเลย คุณที่เขาคนนั้นรักมากไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คุณที่...จนถึงขนาดนี้ก็ยังไม่คิดจะขอโทษฉัน…”


เสียงหวานเอ่ย ทว่าไม่มีถ้อยคำตัดพ้อเช่นเมื่อครู่


“แต่คุณก็เป็นคนเดียวกับที่เขา...รักมากที่สุด...”


‘เขา’ เป็นคนที่ดึงฉันขึ้นมาจากความมืดมิด แต่ ‘คุณ’ เป็นท้องฟ้าสีดำที่แสงสว่างจะส่องประกายได้ชัดแจ้งมากที่สุด...



“เพราะอย่างนั้น...”



รอยยิ้มนุ่มนวลทั้งถ้อยคำอ่อนหวานเลือนหายไป “ไม่ใช่ในส่วนของฉัน แต่ฉันขอร้องคุณอีกซักครั้ง ให้ความสำคัญกับเขาให้เท่ากับที่คุณคิดว่าเขาสำคัญ ให้เขาได้รับรู้ความรู้สึกของคุณบ้าง เพียงแค่คำพูดธรรมดา...ก็ทำให้คนเรามีความสุขได้แล้วนะคะ”



แม้ว่าบางครั้งเพียงแค่คำพูดอาจไม่พอเพียง แต่ ‘แค่คำพูด’ เมื่อครู่นั้นกลับทำให้เธอตาสว่าง




“ขอบคุณ......”


และ...



แสงสว่างฉายบาดตา ดั่งอาทิตย์ไร้สีอัสดงกลางหมู่เมฆ ครู่หนึ่งที่หยุดหายใจ ร่างตรงหน้าสลายไปดั่งกลีบดอกไม้ต้องลม



“ลาก่อนค่ะ”

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:27 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
นัยน์ตาสีโลหิตลืมตาขึ้น ผนังสีขาวและกลิ่นยาฆ่าเชื้อทำให้ตนรับรู้ได้ทันที่ว่าสถานที่นี้หาใช่ห้องนอนที่คุ้นเคยไม่ ทว่าเมื่อนัยน์ตาคู่คมกวาดสายตามองรอบกาย สิ่งที่สะดุดสายตาเขามากที่สุดคือเรือนผมสีเงินของร่างที่นอนฟุบหน้าอยู่ข้างเตียง


เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของร่างที่คุ้นเคยทำให้ชายหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ ครั้งสุดท้ายที่เจอร่างตรงหน้าผอมลงก็จริง แต่ครั้งนี้กลับดูซีดเซียวลงไปราวกับอดหลับอดนอนมาหลายคืน

แม้คนบนเตียงจะเคลื่อนไหวขนาดนี้ร่างโปร่งกลับยังไม่ตื่น ดูเหมือนว่าความสามารถเรื่องการป้องกันตัวของนักฆ่าหนุ่มจะเหลือติดลบ หรืออาจเพราะชายหนุ่มไม่ใช่ศัตรูก็เป็นได้

ร่างสูงรู้สึกเหมือนแขนไม่มีแรงเอาเสียเลย ซึ่งนั่นเป็นปกติของคนที่นอนพับกับเตียงมาเกือบเดือน แต่ชายหนุ่มยังเหลือแรงพอที่จะยันกายขึ้นนั่งพิงกับหมอนใบโตที่หัวเตียง

ใบหน้าได้รูปหลับตาพริ้ม ถอนหายใจเป็นจังหวะเสียงแผ่วเบา เรือนผมสีเงินที่เคยถูกตนตัดสั้นไปตอนนี้เริ่มยาวระบ่า เวลาผ่านไปเท่าไหร่กันแต่เขากลับรู้สึกเหมือนครั้งนั้น...

ครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับร่างนี้ที่ผมยาวถึงกลางหลัง


ตอนที่เขา...รู้สึกว่า...บางทีการเชื่อในใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

แต่แล้ว


“ทำไมต้องฆ่าล่ะ...แซนซัส!!”


....ผิดหวังอีกครั้ง...ทั้งที่คิดว่าจะเข้าใจ ทั้งที่คิดว่ามีมันคนเดียวที่ยังไงก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง...

ฝ่ามือหนาเกลี่ยเรือนผมนุ่ม สัมผัสแตกต่างไปจากที่กระทำในความฝัน ไม่ใช่แค่เพราะคนที่ได้รับความรู้สึกนั้นแตกต่างกัน แต่เพราะความรู้สึกของผู้กระทำนั้นเปลี่ยนไปด้วย

เพราะเป็นมนุษย์ยังไงล่ะ...

เหนือสิ่งอื่นใด....




“อือ...” ร่างโปร่งพึมพำเสียงเบา นัยน์ตาสีฟ้าใสกระพริบช้าๆก่อนจะลืมตาขึ้นมองความจริงตรงหน้า

คนไข้ที่เขามาเฝ้ากลับเป็นฝ่ายตื่นก่อน “หลับสบายเลยสินะแก?”


ฉลามคลั่งเหมือนจะเอ่ยปากตอบ ก่อนร่างโปร่งจะรีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปข้างนอก มือหนาหยุดค้างอยู่ที่เดิม จากที่เอื้อมไปหมายจะคว้าเรือนผมอีกฝ่ายไว้ทว่ากลับไม่เป็นเช่นเมื่อก่อน

เหตุใดคนตรงหน้าถึงได้รีบรุดออกไปอย่างนั้น?

ตั้งใจหลบหน้าเขางั้นเหรอ?


เขาไม่เคยรอใคร และไม่มีวันรอด้วย!


“ไอ้สวะ!!!”


เสียงเข้มตวาดกร้าว คนที่หยุดอยู่หน้าประตูชะงักค้างอยู่กับที่


“อะไรล่ะ”


“จะไปไหน”

“ตามหมอ” ร่างโปร่งว่าอย่างหงุดหงิดขณะมือจับอยู่ที่ลูกบิดประตู ร่างสูงรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไป...


“มานี่” เสียงสั่งเอ่ยเฉียบขาด สควอลโล่ก้าวขากลับมาหยุดอยู่ข้างเตียง


“จะเอาอะไรล่ะบอส?” เสียงตอบยียวนทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ไอ้สวะนี่มันเป็นอะไรของมัน


“จูบ” ชายหนุ่มเอ่ย พลางคิดว่าอีกฝ่ายต้องมีปฏิกิริยาต่อต้านเป็นแน่ ทว่าเพียงชั่วเสี้ยววินาที กลีบปากบางก็สัมผัสที่ริมฝีปาก


ร่างสูงชะงักค้างอยู่กับที่



“ฉันไปตามหมอล่ะ” รอยยิ้มมาดมั่นที่เห็นอยู่บ่อยครั้งวาดบนใบหน้าสว่างไสว




เกิดอะไร..ขึ้นกับแก...

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:31 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
Title: Denunci, This love must betray
Rate: R
Fandom: KHR
Pairing: XS
Note: จบแล้วค่ะ! จะทยอยอัพลงบอร์ดนะคะ ^ ^;
ตอนสุดท้ายแล้วค่ะ! หั่นในบอร์ดไม่เท่ากับในเล่ม เพราะงั้นในเล่มมี32ตอนนะคะ (ฮาาา)

ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด อ่านถึงตรงนี้ตาแฉะแน่ๆ... รักษาสุขภาพด้วยนะคะ หรืออยากสนุกก็ไปอ่านในเล่มได้ หุหุ


------------------------------------


Chapter 32
No one knows




Longer than the river
Deeper than the sea
Wider than the sky
Our relation can’t be breaking down

While the brightest star shine in the darkness sky
You will find the path to the same way that we can meet again

And the last word I would say
I will follow you to the longest line to the deepest hell.

No one can break us down





ร่างโปร่งยืนอยู่เหนือผืนหญ้าที่ถูกเผาไหม้ สีดำสนิทของเถ้าถ่านแห่งเพลิงพิโรธยังทิ้งร่องรอยความเสียหาย ทว่าในยามฝนพรำ ยอดหญ้าต้นใหม่กลับงอกเงยจากผืนพสุธาราวจะชดเชยช่วงเวลาที่เสียไป


เรือนผมสีเงินคลอเคลียไหล่ยังไม่อาจยาวสยายเช่นเมื่อก่อน แต่ในคืนฤดูร้อนฉลามคลั่งคิดว่ามันคงเป็นประโยชน์
วันเวลาผ่านมานานแค่ไหนเขาไม่รู้ แต่ความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ชัดแจ้งอยู่ในใจ...


เขา...
ไม่สามารถ..




สควอลโล่ทิ้งตัวลงนั่งข้างแผ่นสลักหิน เงียบสงบและไร้ผู้พบเห็น บนหินอ่อนนั้นไร้ซึ่งคำสลัก ทว่ากุหลาบสีแดงยังวางอยู่เช่นเคย
ดอกไม้ดอกเล็กพยายามแทงตัวขึ้นเหนือดิน หากรออีกสักเดือนคงได้ยลกลีบบุปผชาติสีขาวที่งอกงามจากร่างของผู้ไร้มลทิน


ความสับสน..

ลบมันออกไปให้หมด


เพื่อ...หมอนั่น...

=================


It’s the cruel fairy tale.

But, the happiness will come to who believes.

The answer have been waiting for a while.


You can find it at the end.




เป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ
ไม่จำเป็นต้องมีความคิดเป็นของตนเอง



ริมฝีปากหนาสัมผัสผิวกายสั่นระริกด้วยความห่างเหิน ไม่มีคำพร่ำรำพันรัก ไม่มีแสงจันทร์เป็นพยานความจริงใจ ร่างที่ทาบทับกันเคลื่อนไหวตามความรู้สึก ปล่อยให้ร่างกายเป็นไปตามความห่วงหาที่ไม่อาจสื่อออกมาเป็นคำพูด เช่นเดียวกับที่หัวใจที่ปิดตายลงอย่างเย็นเยียบของใครบางคนถูกหลอมละลายด้วยความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้


เขารักแซนซัส....


สควอลโล่รู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร แต่ไม่ว่าจะมองเช่นไร เขาก็ไม่สามารถสลัดภาพของใครอีกคนออกไปได้...

ทำไมกัน?...

ทั้งที่... เขาไม่ควรจะรู้สึกแบบนั้นแท้ๆ..

เวลาผ่านไปเป็นเดือน คนที่เคยนอนพังพาบอยู่กับเตียงก็กลับมาฟื้นคืนชีพ กำลังมากพอที่จะทำอะไรอย่างที่ปกติชอบทำ หรือคิดอะไรแบบที่ทำให้ใครบางคนคาดไม่ถึง

มือหนาลูบเส้นผมสีเงินยวงที่ตอนนี้เริ่มยาวระไหล่ไม่เป็นทรง เฝ้ารอวันคืนให้มันกลับมายาวสยายเหมือนรดน้ำต้นไม้ด้วยความห่วงหา แต่ต้นกล้าที่เพาะบ่มไว้จะรู้ก็
หาไม่ เฝ้ารอวันคืนให้คนตรงหน้าเก็บเกี่ยวตักตวงจากตนจนพอใจแล้วละทิ้งไม้ไร้ใบนี่เสียที

นัยน์ตาสีโลหิตหยุดที่มือซ้ายของร่างโปร่ง มือที่ว่างเปล่าถูกแทนที่ด้วยโลหะหนักช่วยในการเคลื่อนไหว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ขัดตากับผิวขาวผาดของนักฆ่าแห่งทะเลเลือดอยู่ดี

“แกคิดอะไรอยู่?”
แซนซัสเอ่ยพลางจับมือโลหะของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ฉลามคลั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจ


“เรื่องเก่าๆน่ะ…”


เขารู้สึกเหมือนกับว่า…แซนซัสเคยถามคำถามนี้เมื่อนานมาแล้ว

ทั้งที่นายเป็นคนเดียวที่รู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ? ความรู้สึกของฉันน่ะ….

หรือตอนนี้…จะมีอะไรเปลี่ยนไป?..


“หึ” เจ้าของเพลิงพิโรธกระชากมือที่เย็นเยียบนั้นอย่างแรงจนฉุดเอาคนที่นอนอยู่ต้องลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทว่าการกระทำต่อมาของอีกฝ่ายนั้นผิดคาด เมื่อร่างสูงจุมพิตที่ฝ่ามือโลหะนั้นอย่างทะนุถนอม


“แกก็รู้” นัยน์ตาสีโลหิตสบกับดวงตาสีฟ้าใสที่มียังมีร่องรอยของความเจ็บปวดเหมือนรอยร้าวบนพื้นน้ำแข็ง ไม่ใช่ที่ร่างกายแต่เป็นที่ใจที่บริสุทธิ์เกินกว่าจะยอมรับความจริงได้


ความจริงที่ว่าไอ้สวะนี่มันรักใคร...ความจริงที่ว่ามันเห็นใครสำคัญ

กับความจริงที่ว่าเขาเป็นคนฆ่าหล่อน!



“แกโกหกฉันไม่ได้หรอก ...สควอลโล่”


นัยน์ตาสีสวยที่สบตากับเขาอยู่เบิกกว้าง ก่อนเจ้าของร่างนั้นจะหรี่ตาลงเสไปทางอื่นด้วยความละอาย


แซนซัสรู้ทุกอย่าง...


เหมือนเดิม…


คงมีแต่ฉัน.. ที่ตอนนี้ไม่เข้าใจหมอนี่เลยสักนิด...


=================



เป็นที่รู้กันว่าห้องนอนของรองหัวหน้าหน่วยวาเรีย สเปลบี สควอลโล่ กลายสภาพเป็นห้องร้างคนที่มีข้าวของอยู่ครบ เพราะเจ้าตัวถูกกู่ลู่กู่ถังไปอยู่ห้องใครอีกคนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนักอยู่หลายคืน จนสุดท้ายก็ต้องยอมตามความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายจนได้

“ทำไมไม่แต่งงานกันไปเลยล่ะ” ดีโน่เคยโทรศัพท์มาถามเขาแบบนั้น ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ แต่ร่างโปร่งก็พูดได้เต็มปากว่าคงมีแต่ม้าพยศตัวดีที่รู้ว่าเขารู้สึกยังไง... ใช่ ถ้ามันไม่โทรศัพท์มาเขาคงให้เพลงดาบเป็นรางวัลแล้ว!


วันที่ว่างแล้วหลบสายตาแซนซัสได้ เขาจะไปนั่งอยู่ที่นั่น... ที่ที่สายลมพัดโชยตลอดเวลา มองเห็นทิวเขากว้างสุดสายตา ที่ที่เคยมีโบสถ์สีขาวที่เหลือแต่ซากปรักหักพัง แต่กลับมีกลิ่นดอกไม้ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนกระจายฟุ้งอยู่เสมอ


ที่ที่เป็นที่ฝังร่างของเธอ




“แกมาที่นี่อีกแล้วสินะ”

เสียงห้วนดังขึ้นอย่างไม่มีที่มา ฉลามคลั่งสะดุ้งเฮือก ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัดๆ

แซนซัสยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งใบหน้าคร้ามเข้มและนัยน์ตาสีโลหิตที่คุ้นเคย รวมถึงเป็นคนเดียวที่สัมผัสร่างกายของเขาให้ลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่าง

“นายรู้ได้ยังไง”


“แกคิดว่าฉันตาบอดรึไง”

หรือบางที... อาจเป็นเขาเองที่อยากให้ทุกอย่างจบลงซักที


“แกจะเลือกฉัน หรือเลือกแม่นั่น ตอบมาเดี๋ยวนี้” ไม่มีคำชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่มีคำเจรจาให้สวยหรู คำถามแทงใจดำที่สควอลโล่เฝ้าถามตัวเองตลอดมากลับถูกคนตรงหน้าเอ่ยปากอย่างที่คิด



และในจินตนาการเมื่อถูกไถ่ถาม เขาไม่เคยตอบได้สักครั้ง...

ความเงียบโรยตัวลงมา ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงหัวเราะอันดังของฉลามคลั่งจอมโวยวาย

“ฮะฮะฮะ… นี่นายเป็นบ้าไปแล้วรึไงแซนซัส ฉันบอกแล้วไงว่าชีวิตฉันก็ให้นายได้”

“แก ‘เคย’ บอกไว้อย่างนั้น แต่ตอนนี้ฉันถามแกอีกครั้ง...”

เสียงเด็ดขาดของนายเหนือหัวทำให้ร่างโปร่งชะงัก นั่นสิ ทำไมไม่ว่าเมื่อไหร่เขาถึงได้...

“ซื่อตรงกับตัวเองได้แล้ว แกน่ะ”




แค่บอกฉันมาว่าแกรู้สึกยังไง...


นัยน์ตาสีโลหิตสื่อความหมายเช่นนั้น ฉลามคลั่งที่นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ได้แต่หลบสายตาคนที่เขา ‘รัก’ ไม่ว่าเมื่อไหร่หรือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความจงรักภักดีที่หาได้ไร้ที่มาจนแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่นทำให้ตนยากยิ่งที่จะยอมรับ ทว่าเมื่อยอมรับความรู้สึกของตนเองกลับมีสิ่งอื่นมาทำให้แปรผันไป



หากเขาตัดไฟแต่ต้นลม เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้


ถ้าเขาฆ่าเอลด้าไปแต่แรกตามคำสั่งของแซนซัส หรือถ้าเขาปล่อยเธอไปโดยไม่สานสัมพันธ์ใดๆกับเธออีก หรือถ้าเขาเลือกได้ว่าใครกันแน่ที่เขาควรเชื่อฟังและให้ความสำคัญกับคนคนนั้นตลอดมา...


ทั้งอย่างนั้นแล้วทำไมถึงต้องลังเลด้วยล่ะ?


ความกล้าที่ตนเคยมีเมื่อยามสังหารศัตรูให้ด่าวดิ้น หรือในครั้งที่ได้รับความเชื่อใจจากคนสำคัญ ไม่ว่าครั้งไหนก็คงไม่มากมายเท่าครั้งนี้ สควอลโล่สูดหายใจลึก ก่อนจะผ่อนออกมาเป็นคำพูดที่ยากจะเอ่ยมานานแสนนาน




“ฉันรักนาย แซนซัส”




เสียงลมพัดผ่านไป ระหว่างลมหายใจของคนสองคน


แซนซัสปล่อยให้ฉลามคลั่งได้พูดอะไรตามใจ อย่างที่อีกฝ่ายไม่ได้ทำมานาน…

“ฉัน...ไม่ถนัดพูดอะไรแบบนี้ ....นายก็รู้..แต่...” ร่างโปร่งไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเอง…อ่อนแอเหลือเกิน….

แต่เขาไม่สามารถ...


เขา..


ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไปแล้ว!!!



“แต่...อะไร?” ชายหนุ่มเอ่ยสวนขึ้นมา คนที่กำลังจะหาทางตัดบทถึงกับระเบิดความคิดที่อยู่ในหัวทั้งหมด



“แต่อะไรงั้นเหรอ!? นี่แกบ้ารึเปล่า!! รู้มั้ยฉันต้องพยายามมากแค่ไหนถึงจะให้คำตอบกับตัวเองได้! ฉันที่สาบานว่าจะจงรักภักดีกับแก เป็นดาบให้แก เป็นโล่ให้แก กลับต้องมาทรยศแกเพราะผู้หญิงคนเดียวอย่างที่แกว่านั่นแหละ!! แล้วตอนนี้...ตอนที่ฉันรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ทำให้แกเป็นอะไรไปขนาดนั้น แล้วยังจะให้ฉันพูดได้เต็มปากอีกหรอว่าฉันคู่ควรที่จะอยู่กับแก!!”


แซนซัสเลิกคิ้ว ท่าทางแบบนั้นทำให้ฉลามคลั่งกระชากตัวอีกฝ่ายเข้ามาใกล้


“ฉันที่เป็นแบบนี้แกก็ยัง...เหมือนอย่างเคย...เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น... เห็นฉันเป็นสวะที่แกใช้งานได้ตามใจเหมือนเดิม ฉันยอมแกทุกอย่าง แต่เรื่องเดียวเท่านั้นที่ฉันให้อภัยไม่ได้คือเรื่องที่แกฆ่าเธอ!!แต่ฉันก็สาบานกับแกแล้วจะให้ฉันทำยังไงเล่า!!??”


ทนไม่ไหว…ทั้งที่เคยคิดว่าจะทนไหว



ทำยังไง? บอกฉันทีสิ! ถ้าบอกให้ฉันเลือกแกฉันก็จะเลือกแก บอกให้ลืมหล่อนฉันก็จะทำ แล้วทำไมถึงต้องให้ฉันเป็นคนตัดสินใจเองด้วยเล่า!! ไหนแกบอกเป็นเจ้าชีวิตฉันแล้วเวลาแบบนี้มันสมควรจะพูดแบบนั้นเรอะ!?


มือเรียวที่เกาะกุมอกเสื้อของร่างสูงไว้แน่นเริ่มคลายตัว พร้อมกับศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีเงินยวงก้มลงทรุดแนบกับแผ่นอกกว้าง


“ฉัน...จะทำยังไงดี..บอกฉันทีสิแซนซัส...”


“เรื่องของแกเป็นเรื่องที่แกต้องตัดสินใจเอง”


“ก็ฉันเป็นของนายไม่ใช่รึไง!!!”






มือหนาแตะที่ข้างแก้มคนที่หลุดปากพูดอะไรออกมาโดยไม่รู้ตัว



“เพราะแกเป็นสวะที่ฉันภูมิใจ เรื่องแค่นี้แกต้องคิดให้ได้ด้วยตัวเอง”












เหมือนครั้งก่อนที่หญิงสาวผู้นั้นร่ำไห้เสียเต็มประดา ทว่าฉลามนักฆ่ากลับไม่มีน้ำตาแม้สักหยด

คนที่ซุกหน้ากับเสื้อตัวหนานั่นเงยหน้าขึ้น ราวกับว่าตนได้มองเห็นร่างสูงเต็มตาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา

เป็นครั้งแรกที่นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพของท้องนภาสีโลหิตอย่างแท้จริง

“แซนซัส…”

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28 p.30 |2.04.09| ดองนานเกินไปแล้ว...
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:35 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
ร่างสูงเดินจากไป…

แผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายยังเห็นได้ชัดเจน ทว่าเค้าร่างของนภาสีดำกลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ตนไม่อาจมองข้ามไปได้


เขามักจะอยู่เบื้องหลังของแซนซัสเสมอ และมักมองไปข้างหน้าโดยไม่หวั่นเกรงอะไร ไม่ใช่แค่เพราะมั่นใจในฝีมือตนเอง แต่เพราะเชื่อว่าเขาไม่มีวันที่เขาจะปล่อยให้แซนซัสเป็นอันตรายได้ หรือถึงแม้ตายก็ต้องปกป้องอีกฝ่ายให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นศัตรูที่ลอบกัดจากด้านหลัง หรือหอกข้างแคร่จากทั่วทิศทาง



หากให้เป็นดาบที่ฟาดฟันศัตรูตรงหน้า เขาก็พร้อมที่จะเป็น


หากให้เป็นโล่ที่พร้อมป้องกันภัยให้นาย ฉันก็พร้อมที่จะทำ


แต่ฉันเองที่ทำให้นาย…เจ็บปวดมากกว่าใครๆ…






แล้วฉัน…ยังจะมีหน้าไปบอกว่าอยากอยู่เคียงข้างนายอีกงั้นเหรอ?



ร่างโปร่งชะงักอยู่กับที่ ฝ่าเท้าที่กำลังจะย่างก้าวตามอีกฝ่ายไปด้วยความเคยชินกลับไม่อาจก้าวต่อไปข้างหน้า ไม่ใช่มือจากเบื้องหลังที่ฉุดคว้า หรือต้นหญ้าที่กลายเป็นไม้เลื้อยมาพันธนาการ



ความคิดที่ตอกย้ำเขาอยู่ตลอดเวลาที่แซนซัสยังหลับใหลจากการต่อสู้ครั้งนั้น การนิทราที่ยาวนานเสียจนเขากลัวว่ามันจะนานจนผมที่ตัดสั้นไปนั้นกลับมายาวอีกครั้ง…



ความคิดที่แช่แข็งทั้งร่างให้ติดอยู่กับที่


คิดให้ได้ด้วยตัวเองงั้นหรือ?





“ฉันอยากอยู่เคียงข้างนาย…แซนซัส” สควอลโล่พึมพำกับตนเอง ทว่าขาเพรียวยังไม่อาจติดตามเจ้าของแผ่นหลังที่ลับสายตาไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ.…






งั้นก็ไปสิ



เสียงหวานที่คุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างไม่ทราบที่มา สควอลโล่รู้สึกถึงแรงผลักเบาๆจากมือที่นุ่มนวลจากเบื้องหลัง




คุณทำเพื่อฉัน…มากพอแล้วล่ะค่ะ…




================




วงแขนเพรียวรั้งคนที่กำลังจะเดินต่อให้หยุดอยู่กับที่

เจ้าของเปลวเพลิงกลับรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็งตั้งแต่หัวจรดเท้าเสียแทน


“ฉัน…” สควอลโล่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ร่างโปร่งพยายามหลบตาอีกฝ่ายแต่ถึงอย่างนั้นมือที่กอดรัดอีกฝ่ายเสียแน่นกลับเป็นหลักฐานที่แจ่มชัดของคำตอบ…คนที่เลือกเมื่อนานแสนนาน และไม่มีวันแปรเปลี่ยนไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม!!




“ไม่ต้องพูดแล้ว!!!”



พอกับที่ความอดทนของใครบางคนขาดผึง ริมฝีปากร้อนเข้าบดขยี้เรียวปากบางที่เขาโหยหา ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกับคนที่ไม่เคยสื่อกันด้วยคำพูด แค่การกระทำก็สื่อได้ทุกอย่างแล้ว



คำพูดของสควอลโล่…ฉลามคลั่งคงไม่รู้ตัวว่ามันทำให้หัวใจที่ร้อนแรงของชายผู้มีความแค้นสุมไฟอยู่เย็นลง เหมือนหยาดฝนชุ่มฉ่ำที่โปรยลงมาไม่ขาดสายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน



เมื่อไหร่กันที่นัยน์ตาของตนหยุดอยู่ที่แผ่นหลังที่ไกลออกไป เรือนผมสีแปลกตาที่ทอดยาวลงมาเรื่อยๆตามคำสาบานที่ตนเคยคิดว่าไร้สาระนั่น…. หัวใจแทบหยุดเต้นลงไป เมื่อสายฝนไม่โปรยสาดซัดมา



“ทำไมนายต้องโกหกฉัน” หลังจากร่างสูงปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ ฉลามคลั่งที่ทำใจอยู่นานจึงเอ่ยปากเป็นปกติ


“เรื่องอะไร?”



“ถึงนายไม่ฆ่าเธอเธอก็กำลังจะตายอยู่แล้ว เธอเลยขอร้องให้นายฆ่า…เพื่อที่แผนของเจ้าบ้านั่นจะได้เดินต่อ คนอย่างนายยอมเดินตามเกมส์คนอื่นทั้งที่รู้ว่าฉันต้องโกรธนายแน่ ทำไมนายถึงทำแบบนั้น…”


ไม่ใช่แค่โกรธธรรมดา…แต่ถึงขนาดหันคมดาบเข้าหาเจ้าชีวิต…

ความจริงที่เขารับรู้…ผ่านปากใครบางคน คนที่เขาคงไม่มีวันได้เจออีก…

คำตอบของแซนซัสน่ะหรือ?

ก็แค่อยากรู้เท่านั้น…



ว่าใจคนที่อยู่ตรงหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร…


ถ้าเขาไม่เลือกทางเด็ดขาด เจ้าฉลามบ้านี่ก็จะไม่รู้สึกตัวซักที….



ชีวิตไม่ง่ายดายขนาดนั้น ไม่เปิดโอกาสให้คนโลภมากที่หวังเลือกทั้งสองทาง…



เพราะเป็นมนุษย์ถึงได้หวั่นไหว เพราะเป็นหัวใจที่เปราะบางทว่าเข้มแข็งกว่าสิ่งใดถึงได้กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง



หรือเพราะเป็นมัน? ส่วนลึกของหัวใจถึงได้ยังอยากที่จะเชื่อว่ามันจะต้องกลับมาหาเขา….



แล้วก็กลับมาจริงๆ…



แซนซัสไม่ตอบ ฉลามคลั่งเลยเหมาเอาว่าอีกฝ่ายไม่อยากพูด




“จริงๆแล้ว…นายเองก็ยังใจดีอยู่บ้างนี่นา..บอส”

รอยยิ้มมาดมั่นที่ไม่ได้เป็นมานานยังสว่างไสวอยู่เสมอบนใบหน้าของพิรุณสีเลือด แม้ว่าจะเป็นโลหิตที่ส่องสะท้อนนภาสีดำได้มากกว่าใครก็ตามที

“เรียกชื่อฉันสิ…”

“…บ้าเอ๊ย! อย่าจ้องแบบนั้นสิฟะ…อะ…แซนซัส…”




======================




“สุดท้ายก็แฮปปี้เอนดิ้งสินะ?” ลุสซูเรียเอ่ยทั้งรอยยิ้ม พลพรรควาเรียที่แอบเอาใจช่วยอยู่ห่างๆบางคนถึงกับกัดผ้าเช็ดหน้า… เพียงแต่ระดับผู้บริหารเท่านั้นที่มีสิทธิ์ถือกล้องส่องทางไกลแอบดูคนทั้งคู่ เจ้าชายน้อยหยิบของว่างเข้าปากพลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์



“แบบนี้ก็แกล้งสควอลโล่ไม่ได้แล้วน่ะสิ”

“นายคิดว่าบอสจะยอมอ่อนให้หมอนั่นเหรอ ไม่มีทาง…ฉันพนันเลยก็ได้!” มาม่อนที่ลอยไปลอยมาระหว่างศีรษะเบลเฟกอลกับลุสซูเรียตอบทันควัน เสียงหัวเราะกับบทสนทนาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปต่างๆนานาอาจไม่ดังมากแต่ก็ชัดเจนพอที่ประสาทสัมผัสของนักฆ่าทั้งสองคนที่ยืนกอดกันอยู่จะรู้สึกตัวได้

“พระราชาเห็นแล้วล่ะ” เบลเฟกอลเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นนัยน์ตาคมกริบของผู้เป็นนาย คนขับรถหรือหัวหน้ากลุ่มอัสนี(ชั่วคราว)รีบติดเครื่องยนต์ทันที โชคดีที่เจ้าชายหนุ่มเอ่ยทักไวพอที่รถจะเคลื่อนตัวหนีบอสของเขาที่กำลังกรุ่นได้ที่ได้ทัน… หรือบางทีอาจจะเพราะใครคนนั้นยอมปล่อยไปก่อนที่จะจัดการที่ปราสาทก็เป็นได้…








“นี่ เบล..” มาม่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เจ้าของเรือนผมสีทองที่กำลังยื่นตัวออกนอกหน้าต่างรถไปเสียครึ่งหันกลับคู่สนทนาด้วยความสงสัย

“ตกลงนายคิดอย่างนั้นกับสควอลโล่จริงๆเหรอ?”

เบลฉีกยิ้มเป็นคำตอบ


“ถ้าบอสไม่ลงมือทำอะไรซักที สควอลโล่งี่เง่าแบบนั้นก็ไม่รู้สึกตัวหรอก”


“นั่นไม่ใช่คำตอบนะเบล”



“ก็นะ…” เจ้าชายน้อยเลื่อนตัวกลับมาพาดแขนกับพนักพิงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะเรือนผมที่ปิดบังนัยน์ตาของอีกฝ่ายไปทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจรับรู้ความจริงในใจของเด็กหนุ่มคนนี้ได้เลย



“มีบอส มีสควอลโล่ มีเจ้าชาย มีมาม่อน แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ”


ทารกต้องสาปเงียบไป ก่อนที่เสียงเจื้อยแจ้วของคนที่ถูกลืมชื่อจะดังขึ้นมา




“เบลจังลืมเค้าได้ยังไงอ๊า!!!”

“น่ารำคาญน่า… ชิชิชิชิชิชิ”



===============




สุดท้ายเมื่อถึงปราสาท บอสกับสควอลโล่กลับยืนรออยู่หน้าประตูรั้วด้วยรอยยิ้ม… เหี้ยมเกรียมเหมือนจะฆ่าคนได้
ด้วยความร่วมมือเล็กๆน้อยๆจากม้าพยศแห่งคาวัลโรเน่ที่เตรียมรถรอไว้อยู่แล้ว ทำให้ทั้งบอสแห่งวาเรียเตรียมบทลงโทษไว้เสร็จสรรพ

“ทำงานแบบไม่มีเงินเดือนไปครึ่งปี กับจ่ายค่าเสียหายกับค่าข่าวสารที่รั่วไหลออกไปรวมเป็นเงินเดือนของนายอีกครึ่งปี เท่ากับว่า…อีก 365 วันต่อจากนี้อย่าหวังจะได้เงินซักแดงเดียวเลยเบล แล้วก็กักบริเวณแกเดือนนึงไม่ให้ออกนอกปราสาทวาเรียเด็ดขาด” คำตัดสินโทษเหล่านี้ไม่รวมความจริงที่ว่าเจ้าชายองค์น้อยแห่งปราสาทวาเรียเป็นคนเผยข้อมูลจำนวนคนและกำลังพลให้ศัตรู แม้ว่าศัตรูฝ่ายนั้นแท้จริงแล้วจะเป็นสปายฝ่ายเดียวกันก็เถอะ แต่ข้อมูลของวาเรียก็ยังเป็นความลับสุดยอดอยู่ดี


“มีอะไรจะแก้ตัวมั้ย?”


“เจ้าชายแค่ทำในสิ่งที่สมควรทำเท่านั้น…สควอลโล่จะใจร้ายไม่ให้เจ้าชายออกไปฆ่าแมลงสาบได้ลงคอเชียวเหรอ ชิชิชิชิ”


“เจ้าบ้า!!”




เพล้ง!!!




“หนวกหู” เสียงห้วนสั้นเอ่ยจากบุรุษที่อยู่ชิดปลายโต๊ะ แก้วทรงเหลี่ยมเจียระไนกลายสภาพเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยบนพื้น และส่วนหนึ่งติดอยู่ตามเรือนผมสีเงินสว่างซึ่งเริ่มยาวขึ้นแล้วของฉลามคลั่ง



ในใจทุกคนนอกจากคนสองคนในเหตุการณ์พนันขันต่อนั้นคิดขึ้นมาเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย





บอสก็ยังเป็นบอสเหมือนเดิมนั่นแหละ…





==================



“ไอ้บอสงี่เง่าเอ๊ย!!!” เสียงพึมพำที่คล้ายจะตะโกนลั่นของใครบางคนทำเอาปราสาทสะเทือน ร่างโปร่งพันผ้าพันแผลรอบศีรษะตนเองอย่างหงุดหงิด ขวดยาฆ่าเชื้อยังวางระเกะระกะบนโต๊ะ แต่ชายหนุ่มชักรำคาญเรือนผมสีเงินที่คลุมศีรษะเขาจนพันไม่ถึงแผลเสียทีมากกว่า
หรือจะตัดสั้นไปเลยดีนะ?


“ผมของแก…ไว้มันใหม่เพื่อฉันซะ…”


คำพูดที่อีกฝ่ายเคยเอ่ยปากไว้แน่นหนาทำให้เขายากจะดิ้นหลุด สุดท้ายสควอลโล่ได้แต่ถอนใจพลางปลายนิ้วหมุนกับปอยผมให้เส้นไหมสีเงินยวงนั้นพันกับนิ้วตนเอง


เอาเถอะ…



มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก…




“แกทำอะไรอยู่ไอ้สวะ”


เสียงเข้มดังขึ้นจากข้างหลังทำเอาคนที่กำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยสะดุ้งเฮือก



“ทำแผล…จากใครหน้าไหนไม่รู้ที่มันสายตาสั้นจนเห็นหัวคนเป็นเป้าปาแก้ว”


“เฮอะ” ร่างสูงแค่นหัวเราะ ก่อนจะนั่งลงที่โซฟาใกล้ๆ



ผมมันเริ่มยาวแล้ว


เจ้าของนัยน์ตาสีโลหิตพิจารณารูปร่างโปร่งบางของอีกฝ่ายที่เริ่มจะกลับมามีน้ำมีเนื้อบ้างหลังจากซูบเซียวมานาน ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป


อย่างน้อยเขาก็ดูแลมันดีขึ้น?



พลันห้วงคำนึงนึกถึงที่ใครบางคนเคยเอ่ยปากวอนขอในวาระสุดท้ายของชีวิต


“ไม่ใช่ในส่วนของฉัน แต่ฉันขอร้องคุณอีกซักครั้ง ให้ความสำคัญกับเขาให้เท่ากับที่คุณคิดว่าเขาสำคัญ ให้เขาได้รับรู้ความรู้สึกของคุณบ้าง เพียงแค่คำพูดธรรมดา...ก็ทำให้คนเรามีความสุขได้แล้วนะคะ”



ฉับพลัน ร่างสูงก็ก้าวไปประชิดตัวคนที่ยังทำแผลลวกๆอยู่อย่างนั้น







“เจ็บมากรึเปล่า”




คราวนี้คู่สนทนาหันหน้ากลับมาด้วยสีหน้าเหมือนโดนแทงซักสิบแผล






“แกป่วยอีกแล้วเหรอแซนซัส”








เพล้ง!!!!!









ดูท่าหนทางจะยังอีกยาวไกลนัก…







Denunci, This Love must betray :: FIN?

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|Ch.28-32 -FIN- p.31 |05.11.09|
PostPosted: 04 Nov 2009, 23:47 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
TALK:: บ้ามากจริงๆ (ขำ) คนแต่งที่บ้าจี้ลงกระหน่ำ กับคนอ่านที่อ่าน... (เรามาดราม่าด้วยกันเถอะฮะ 5555) อนึ่งดองนานเลยอยากให้รวดเดียวจบไม่มีแสตนอิน ทั้งที่จริงๆถ้าคอยแต่ละตอนออกไปขนาดคนเขียนเองยังว่านี่มันฆ่าตัดตอนชัดๆ! (ขำ) ช่วงนี้ปัญหาเรื่องนิยายอยู่เยอะแต่เราก็ยังลงแฮะ.. เอาน่า ตอนหลังๆก็ไม่มีอะไรนี่นา (??) ขำ//

ยังมีEpilogueอีกตอน แต่รออ่านในเล่มแล้วกันนะฮะ

มาถึงตรงนี้... นับจากเวลาที่โพสคร้ังแรกในบอร์ดนี้ จนกระทั่งแต่งฟิคมาเรื่องหนึ่งยืดยาวขนาดนี้.. คนอื่นเขาจบกันไปกี่เรื่องแล้วนะ (ขำ) แต่Denunciเป็นฟิคที่รักมากจริงๆ (ใครที่เคยเผลอมาอ่านครั้งแรก ก็ยินดีต้อนรับค่ะ><!) มาถึงขนาดนี้ได้ ต้องขอบคุณท่านผู้อ่านจริงๆฮะ


รวมเล่ม2จะออกปลายเดือนนี้หรือไม่ก็ไม่เกินธันวา เพราะงั้นถ้าใครไม่อยากอ่านตาแฉะในนี้ก็ขอโฆษณาหน่อยนะฮะ - -b


เรื่องราวโดยสมบูรณ์ของดีนันซี่ก็จบลงตรงที่นี้แล้ว นับจากเวลาที่จำได้ก็เริ่มลงบอร์ดเก่าประมาณเดือนตุลา นี่ก็พิจิกแล้ว...คนรู้จักหลายคนก็ออกฟิคไปหลายเล่ม จบไปก็หลายเรื่อง เรื่องที่มาพร้อมๆกันเขารวมเล่มขายจนรีปริ๊นกันไปไม่รู้กี่รอบแล้วแต่เราก็ ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าจบ (หัวเราะ)


เวลาหนึ่งปีกว่ากับฟิคที่เริ่มจากเรื่องเล็กๆจจันกลายเป็นเหมือนทางเดิน ชีวิตบนเม็ดทราย มีคนรู้จักเพิ่มขึ้น ได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น ทั้งที่บ้าไปด้วยกัน หัวเราะไปด้วยกัน หรือคนสำคัญที่เริ่มต้นมาจากตัวอักษรบนโลกไซเบอร์แท้ๆ แม้แต่ตอนนี้ก็ยังเขินที่จะพิมพ์คำว่าขอบคุณอยู่ดี กี่ครั้งแล้วนะที่ต้องพูดคำนี้

ขอบคุณ...

...ขอบคุณอาจารย์อามาโนะ ที่เขียนรีบอร์นให้เราได้อ่านได้ตามสปอยจนมีฟิคออกมาเป็นรูปเป็นร่างขนาดนี้

ขอบคุณนักอ่านทุกคน ทั้งผีบล็อกหรือคนอ่านทั่วไป จะเม้นต์หรือไม่เม้นต์แต่ยอดViewsก็เป็นกำลังใจให้เราอยู่ดี ถ้าไม่มีพวกท่านดีนันซี่คงไม่สามารถเข็นมาถึงตอนนี้ได้ เพราะฉะนั้นจะรอวันที่ผู้ที่อยู่ในมุมมืดทั้งหลายเปิดเผยตัวนะฮะ

ขอขอบคุณฟิคเรื่องนี้ที่ทำให้ได้รู้จักผู้คนมากมาย ได้ก้าวข้ามจุดที่ผมไม่เคยคิดว่าจะทำได้มาตลอด (นั่นคือแต่งเรื่องยาวให้จบ รวมเล่ม และอื่นๆ)ไม่เคยคิดเลยจริงๆว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ บางทีถ้าดีนันซี่รวมเล่มเดียวจบเสียแต่แรกมันอาจจะไม่ได้ออกมาเป็นรูปเล่มก็ เป็นได้ (หัวเราะ) แต่การที่แบ่งเล่มออกมาก่อนนี่ทำให้มีสามัญสำนึกคอยทิ่มแทงว่าต้องจบ!


ถึงจะเป็นฟิคที่รักมาก แต่ตอนนี้ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าดีที่สุด เพราะฉะนั้นจะทำให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ในรวมเล่มนะฮะ ^ ^; หวังว่าคนอ่านที่ยังไม่ลืมกันจะให้โอกาสแก้ตัวในตอนนั้นอีกสักที

เขียนมาจะยาวกว่าฟิคอยู่แล้ว(รึเปล่านะ?) เพราะฉะนั้นขอจบเรื่องพร่ำเพ้อตรงนี้นะฮะ (ฮา)

SARAIL:
ปล. ไม่ได้ขอให้ผีบอร์ดเผยตัว... แต่.. ใครที่เราเห็นค่าหน้าตาบ้างจะได้รับอะไรดีๆตอนสั่งฟิคนะฮะ (ขำ) เพราะเล่มนี้คงไม่ออกงานแน่ๆ....

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|สอบถามเรื่องReprintกับผู้ที่สนใจเล่ม2
PostPosted: 15 Nov 2009, 23:55 
User avatar
Joined: 07 Dec 2007, 19:35
Posts: 819
Location: ห้องสารภาพบาป
Fanfic::KHR

Pairing: Xanxus*Squalo

Image

Title: Denunci vol.1 *[2*reprint]

writer: sarail

Cover by: Fiar

Pages: 344

Price: 320.-

====================

Image

Title: Denunci vol.2

writer: sarail

Cover by: Fiar

Pages: 340+

Price: 320+

Note: ในเล่มนี้ มีอะไรบางอย่าง... (?????)

(เห็นปกแล้วใจละลาย อ๊ายอาย...)

================

รายละเอียดการสั่งจอง (ส่งไปรEMSเท่านั้นค่ะ ปีนี้ไม่ออกงานแล้ว= =;;)

1. ชื่อ+ที่อยู่

2. ชื่อหนังสือที่ต้องการ+จำนวนเล่ม

3. ส่งรายละเอียดข้างบนมาที่ sarail_deizel(at)hotmail.com เปลี่ยน(at)เป็น@นะคะ

4. จะตอบรับการจองภายใน72ชั่วโมงค่ะ

5. แต่ตัวหนังสือจะพิมพ์+รีปริ๊นช่วงเดือนธันวา - -;; เพราะงั้นไม่รับประกันนะคะว่าส่งเมื่อไหร่ เหอๆๆ)

6. แต่พอทางคนเขียนได้หนังสือแล้วจะแจ้งโอนเงิน หลังจากโอนเงินแล้วจะส่งให้เร็วที่สุดค่ะ

7. รีเควสอะไรนิดๆหน่อยได้นะคะ (ฮา)


ขอบคุณทุกท่านที่สนใจ และติดตามกันมาตลอดค่ะ ^ ^;

SARAIL

_________________
Denunci ต่อไปนี้จะลงที่นี่นะคะ >>Blog

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ^ ^
ใครสนใจเล่มหนึ่งให้ไปที่นี่นะคะ > Shop


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]|XS|Denunci|สอบถามเรื่องรีปริ๊นกับสั่งจองเล่ม2ค่ะ
PostPosted: 16 Nov 2009, 01:23 
Joined: 15 May 2009, 23:08
Posts: 112
สั่งจองเล่ม 2 เรียบร้อยละค่า~!


Profile  Offline
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 468 posts ]  Go to page Previous  1 ... 28, 29, 30, 31, 32  Next


Who is online

Users browsing this forum: clover2329, julienie27, komu-rin, zatanintel and 3 guests

Panel

Top You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum
Search for:
Jump to: