โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกก.......เอาจนได้ ไหน ๆ ก็จะเข้าวันหยุดทั้งที มีเวลาก็เลยแต่งออกมาจนได้ เหอ ๆ ฟิคเป็นฟิคที่อาจจะไม่ยาวมาก คือกะไว้ไม่เกิน 5 ตอนถ้าเป็นไปได้ จะพยายามไม่ดอง สัญญา~
ตอนแรกอยากจะให้เป็นฟิคอบอุ่นน่ารักเหมือนอันแรก แต่ไป ๆ มา ๆ ไหงมันออกแนวเศร้าอีกแล้วอ่ะเนี่ยยยยยยยย กลุ้มใจตัวเอง
ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะเป็นฮิบบี้ คือจริง ๆ แล้วชอบทั้งฮิบบี้และมุคุรั่ว แต่ก็นะ มุคุรั่วไปแล้ว ก็เอาฮิบบี้บ้างแล้วกัน เหตุฉะนั้นก็เลยกลายมาเป็นภาคเมฆานี่เอง แสดงว่าต้องมีภาคอื่น ๆ ??? รึเปล่าไม่รู้ต้องดูต่อไป กรั่ก ๆ
ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ
ฟิคนี้มีที่มาอีกเช่นกัน ฮา~ แจกรูปไปในตัว


สองภาพก่อนเดี๋ยวหมด เอิ๊ก ๆ
เครดิต aarinfantasy จ้า
===========================
Katekyo Hitman Reborn
Adhere to Sky
ภาค เมฆา
(18x27) ...ความเชื่อมั่นใดก็ไม่อาจเทียมเท่าความเชื่อมั่นในนภา...ร่างบางภายใต้ชุดสูทสีอ่อนนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานตัวเดิม วันหนึ่ง ๆ นอกจาที่นี่และสถานที่นัดหมายในกำหนดการแล้ว สึนะไม่มีโอกาสได้เห็นอะไรเลย แต่เขาก็ไม่เคยจะโทษใคร ในเมื่อคนที่ยินยอมพร้อมใจตกในสถานการณ์เช่นนี้ก็คือเขาเองนี่นา
เวลาผ่านพ้นไปเรื่อย ๆ โดยมีสายลมผู้เป็นมือขวายืนอยู่คอยดูแลงานอย่างรู้หน้าที่ ดวงตาคู่สวยเหลือบมอง อีกฝ่ายเมื่อรับรู้ก็หันมองตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใส ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี....โกคุเทระก็ไม่เคยเปลี่ยน
อาจมีแต่เขาที่เปลี่ยนไป....แต่อย่างไรซะ....เขาก็ยังเป็นเขาอยู่ดี
เสียงถอนหายใจยาวดังออกมาจากร่างเบื้องหลังกองเอกสาร คนได้ยินรีบวิ่งเข้าหาอย่างเป็นห่วง “ เป็นอะไรรึเปล่าครับรุ่นที่ 10?? ”
สึนะแหงนมองใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงไปด้วยความกังวล “ ไม่มีอะไรหรอก ” เขายิ้มบาง
“ วันนี้มีงานอะไรบ้าง? ” เสียงหวานเอ่ยถาม มือยังคงง่วนกับเอกสารพอกับสายตาที่ยังคงไม่ละจากงาน
โกคุเทระเปิดดูบันทึกเวลา “ ไม่มีครับ....วันนี้ไม่มีกำหนดนัดหมายอะไรเลย ”
สึนะแทบจะลุกพรวดขึ้นยืนอย่างดีใจ หูเขาไม่ได้ฝาดไปใช่ไหม วันหนึ่งในรอบร้อยปีที่เขาจะไม่มีงานอะไรเลย!! ไม่มีแม้กระทั่งนัดทานข้าวกลางวันด้วย!!!
“ แน่ใจนะ? ” ร่างบางกว่าถามย้ำอีกครั้ง
คนฟังทำหน้างงเล็กน้อย “ ครับไม่มี รุ่นที่ 10 มีอะไรรึเปล่าครับ? ”
สึนะนั่งลงพลางกรีดร้องลั่นในใจ มีสิ....มีแน่ ๆ ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่เขาต้องการมากที่สุด!!! ความอิสระที่หาได้ยากในผู้นำมาเฟียอันดับต้น ๆ แห่งอิตาลี!!!
เขาลงมือสะสางงานที่กองอยู่อย่างรวดเร็ว ตั้งใจจะทำให้มันเสร็จให้ไวที่สุด เพราะนั่นหมายถึงเวลาที่เขาจะได้เป็นอิสระก็จะมีมากขึ้นด้วยตามลำดับ วันนี้เท่านั้นที่คนอย่างเจ้าห่วยสึนะจะขยันเป็นพิเศษ
โกคุเทระเห็นแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง โดยไม่ได้คิดเลยว่าจะมีเหตุการณ์ที่แสนปวดหัวเกิดขึ้นนับจากนี้....
สึนะบิดตัวไปมา ใบหน้าสวยแย้มยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เคย ดวงตากลมโตเหลือบมองสายลมผู้เป็นมือขวา ปากบางพยายามจะขยับเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นท่าทางง่วนอยู่กับการเก็บเอกสารและนึกถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา ปากนั้นก็ปิดแนบลง
ใครจะกล้าบอกว่า ขอออกไปข้างนอก ได้ล่ะ.....ถ้าบอกไป ไม่วายจะแห่ตามกันไปเป็นขบวน
เสียงโทรศัพท์ดังขัดห้วงความคิด คนได้ยินจ้องมองไปยังเจ้าของ โกคุเทระรับมันอย่างอารมณ์เสีย ก่อนเสียงของชายหนุ่มจะเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ให้เดาคาดว่าคงต้องมีธุระอะไรสำคัญแน่
“ ขอโทษนะครับรุ่นที่ 10 ผมคงต้องออกไปด้านนอกสักพัก ” จริงดังสึนะคาด เพราะมือขวาเขามักจะเป็นแบบนี้เสมอเวลาที่จะต้องจากเขาไป แม้เพียงชั่วครู่ก็เถอะ
“ อืม....ไปดีมาดีนะ ” รอยยิ้มอ่อนโยนแต้มใบหน้าหวาน คนมองเห็นแล้วยิ่งไม่อยากจะจากไปไหน
“ รุ่นที่ 10 ครับ..... ” หยาดน้ำใสเริ่มนองดวงตาคม สึนะถอนหายใจอีกครั้ง
เขายิ้ม “ ไปไม่นานไม่ใช่หรือไง ฉันไม่เป็นไรหรอก พยายามทำให้เต็มที่ล่ะ ”
กว่าโกคุเทระจะออกไปได้ก็เล่นเอาสึนะปวดหัวตุบ ๆ เหมือนกัน อยากทำตัวให้ชินแต่ก็ไม่ชินเสียที อย่าว่าแต่เขาเลย ขนาดเจ้าตัวเองที่มักมีงานต้องออกไปด้านนอกยังไม่ยอมทำตัวให้คุ้นเคย
ดวงตาสีอ่อนเหม่อมองออกไปยังด้านนอก ลมเย็น ๆ ที่โบกผ่านเข้ามาทางหน้าต่างพัดเอาเส้นผมสีน้ำตาลยาวนุ่มปลิวไสว มือเล็กจับมันรวบมัดเบา ๆ คลายความรำคาญ “ ตัดทิ้งจะดีไหมนะ? ”
“ พึมพำอะไรของแกน่ะ? ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม คนได้ยินหันไปมองอย่างตกใจ
“ คุณฮิบาริ... ” ร่างบางจ้องมอง ไม่เชื่อสายตาตนเองนัก
ดวงตาสีดำคมจ้องมอง “ ฉันถามว่าแกพึมพำอะไร? ”
สึนะก้มหน้าลง ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็ไม่อาจสบตาฮิบาริได้นาน อาจเป็นเพราะความดุดันที่แฝงไปด้วยอิทธิพลอันน่าประหลาดที่ร่างสูงกว่ามีก็เป็นได้ “ คือ....ผมคิดว่าจะตัดผมดีไหมน่ะครับ มันเกะกะ ”
ฮิบาริสาวเท้าเข้ามาใกล้ ๆ คนพูด มือแกร่งเอื้อมสัมผัสเส้นผมที่ถูกมัดไว้ ก่อนค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปดึงเอายางรัดเส้นเล็ก ๆ ออก ผมเกะกะที่กล่าวถึงก็แผ่สยายพร้อมกับดวงตากลมโตที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง
“ ผมแก....ไม่เห็นต้องตัด ” ฮิบาริก้มลงสูดกลิ่นหอม เล่นเอาคนยืนมองใบหน้าออกสี
สึนะยังคงไม่กล้าเดินไปไหน ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น เสหน้ามองไปทางอื่น แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นดวงตาคมที่มองทะลุทุกอย่างไปได้ “ วะ....ว่าแต่คุณฮิบาริกลับมาแต่เมื่อไหร่ครับ ไม่เห็นทราบเลย ”
“ ฉันเห็นแกยุ่งเลยไม่ได้บอก ความจริงกลับมาถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ”
“ ขอโทษครับที่ไม่ได้ไปรับ ” น้ำเสียงหวานเจื่อนลง รู้สึกผิดน้อย ๆ ที่ทำหน้าที่บกพร่อง
ร่างสูงกว่าเลิกคิ้ว มือสองข้างรวบผมกลับให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ “ แกไม่ใช่คนขับรถทำไมต้องไปรับ แล้วนี่เจ้านั่นไปไหน ทำไมไม่อยู่กับแก? ” เขากวาดมองโดยรอบ ไร้วี่แววคนที่มักจะอยู่ด้วยเสมออย่างโกคุเทระ
“ คนอื่น ๆ ออกไปทำธุระกันหมดครับ ส่วนคุณพี่ออกไปกับรีบอร์น ” เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเดินออกห่างแล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม พยายามหาเอกสารอะไรก็ได้ที่สามารถทำให้ไม่ต้องสบตากับอีกฝ่าย
ฮิบาริมองกริยาที่ดูขัด ๆ นั่นด้วยอารมณ์นิ่งเฉยเช่นเดิม เขารู้ดี....ไม่ว่ากี่ครั้งเจ้าสัตว์กินพืชตัวเล็กนี่ก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง แม้จะมีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้คน ๆ นี้เปลี่ยนไป แต่ท้ายที่สุด....นภาผืนนี้ก็ยังคงเป็นนภาที่เมฆาอย่างเขามั่นใจที่จะลอยตามไปทุกหนทุกแห่ง
ใช่......ทุกหนทุกแห่ง....
เมื่อไหร่กันนะที่คนรักอิสระและไม่ยอมก้มหัวให้ใครอย่างเขาถึงยอมตกอยู่ใต้อำนาจของเด็กที่ไม่คิดว่าจะเติบโตอย่างงดงามนี้ได้ เมื่อไหร่กันที่คนที่คิดว่าตนเองคือทุกสิ่งอย่างเขากลับยอมติดตามเด็กที่แสนจะอ่อนแอและขี้แยแบบนี้
มันเริ่มต้นที่เจ้าสัตว์กินพืชตนนี้ตัดสินใจอาจเอื้อมที่จะเป็นนภา.....และดันเป็นนภาที่เมฆาอย่างเขาไม่อาจหันหลังให้ได้
สึนะเหลือบมองคนที่ยืนนิ่งอยู่บริเวณข้าง ๆ ถัดไปไม่ไกล ดีใจที่สายตาคมคู่นั้นเหม่อลอยอยู่ ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถมองเห็นร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า อิริยาบถทุกอิริยาบถของคนตรงหน้าได้ชัดเจนมากขึ้น
“ มองทำไม? ” ฮิบาริเอ่ยถาม ร่างบางกว่าสะดุ้งตัว รีบซุกหน้าลงกับกองงานที่เคลียร์เสร็จเรียบร้อยแล้วทันที
ทุกสิ่งเงียบงันลงพักใหญ่ ก่อนสึนะจะลุกขึ้นเดินมาทางคนที่นั่งอยู่ มือข้างหนึ่งเลื่อนสัมผัสบริเวณแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ “ คุณฮิบาริบาดเจ็บใช่ไหมครับ? ”
คนได้ยินเบิกตากว้าง เจ้านี่สังเกตเห็นด้วยหรือไงกัน “ เล็กน้อยแค่นี้ไม่ถึงกับตายหรอก ”
“ ขอดูได้ไหมครับ? ” สึนะเอ่ยถาม น้ำเสียงออกไปทางขอร้องมากว่าจะเป็นคำสั่ง
“ ไม่ต้อง บอกว่าไม่เป็นไรก็คือไม่เป็นไร ” ฮิบาริดึงแขนตนเองออกจากมือที่จับอยู่ ไม่สนใจสายตาอ้อนวอนที่มองมานั่น
สึนะก้มหน้าลง ร่างกายสั่นไหวน้อย ๆ ร่างสูงเมื่อสังเกตเห็นก็รู้สึกไม่ดีนัก แต่ยังคงนิ่งมองอยู่ “ บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ ” เขาถอนหายใจยาว มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบเส้นผมสีน้ำตาลไปมา นี่ก็อีก.....ไอ้อาการแบบนี้แหละที่เขาแสนจะหมั่นไส้....แสนจะเกลียด....เกลียดและหมั่นไส้ตนเองที่ใจอ่อนทุกครั้ง
“ ให้ผมดูนะครับ ” ดวงตากลมโตจ้องมอง ลึกลงไปในดวงตาสีดำขรึมนั่น
เป็นอีกครั้งที่ฮิบาริทอดถอนหายใจ พ่ายแพ้แก่ความอ่อนไหวของตนเอง....
เขาถอดเสื้อนอกออกวางไว้ข้าง ๆ ก่อนจะถกแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวยาวขึ้นอย่างเบามือ สึนะมองเห็นตั้งแต่ที่เสื้อสีดำนั่นไม่ได้บดบังแล้ว เพราะผ้าพันแผลที่บริสุทธิ์มันขุ่นมัวไปด้วยโลหิตที่ซึมออกมา
ร่างเล็กนั่งลงข้าง ๆ มือเรียวสั่นไหวน้อย ๆ เอื้อมสัมผัสบาดแผลบริเวณต้นแขนอย่างเบามือ “ เจ็บไหมครับ? ”
ฮิบาริมองร่างนั้น มองใบหน้านั้น ในดวงตาคู่นั้น “ บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ”
“ ผม....ผมขอโทษนะครับ ” สึนะลดมือลง ไม่กล้าจับต่อไป เมื่อรู้ว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นเพราะเขา เพียงบาดแผลเดียว ไม่ว่าจะกับฮิบาริหรือแม้แต่ผู้พิทักษ์คนอื่น ก็เหมือนกับเข็มเล็ก ๆ หนึ่งเล่มที่ทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจของนภาอันสดใสผืนนี้ ให้หม่นมอง ร่ำร้อง เกิดความมืดมน
ฮิบาริดึงแขนเสื้อลงก่อนสวมเสื้อนอกตามเดิม ไม่ได้ปลอบประโลมหรือสนใจร่างที่กำลังสั่นไหวอยู่ข้าง ๆ แต่อย่างใด...
ไม่ใช่ไม่สนใจ....แต่แสร้งทำเป็นไม่สนใจ เพราะกลัวว่าสักวันหนึ่ง หากนภาจะต้องสูญเสียเมฆาไป....สิ่งที่เกิดต่อจากนั้น คงร้ายแรงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ร้ายแรงถึงขนาดที่ว่าความเจ็บปวดของเขาก็ไม่อาจเทียมเท่าได้
ไม่ได้เข้าข้างตนเอง.....แต่เพราะนภาเบื้องบนที่กว้างใหญ่....เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
เขาจึงพยายามปกป้อง.....ปกป้องนภา ....ปกป้องตนเอง....และปกป้องธรรมชาติโดยรอบอื่น ๆ ที่มีผลต่อจิตใจดวงน้อย ๆ นั่น....
แม้ว่าจะต้อง......
สึนะรู้ว่าแม้ตนเองจะร้องไห้ออกไปก็ไม่มีทางได้รับความอ่อนโยนหรือเห็นใจใด ๆ จากคน ๆ นี้เป็นแน่ มือเล็กทั้งสองยกขึ้นปาดน้ำตาที่กำลังจะร่วงหล่น พลางเงยหน้าและมองไปยังร่างสูงกว่าด้วยรอยยิ้ม
รอยยิ้มที่เขาคิดว่าจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น....รอยยิ้มที่เขาคิดว่าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้ความมืดจางหายไป....
“ ฉันจะออกไปข้างนอก ” ฮิบาริลุกขึ้นก่อนเดินออกไป ไม่ได้เอ่ยลา ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องปกติที่สึนะเองรับรู้ดี
“ ระวังตัวนะครับ ” เขายิ้มส่ง แม้รู้ดีว่าดวงตาที่เย่อหยิ่งนั่นไม่เคยจะหันมองก็ตามที
แม้อีกฝ่ายจะจากไปไกลแล้ว แต่หัวใจของสึนะยังคงเต้นไม่หยุด ร้องไห้....อยากจะร้องไห้เหลือเกิน แต่กระนั้นก็ไม่อาจปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาได้ เพราะเขาคือท้องฟ้า ท้องฟ้าจะต้องไม่มีวันหม่นหมอง ท้องฟ้าจะต้องเข้มแข็ง เพื่อทุกคน......เพื่อทุกคน
ใช่แล้ว.....เพราะเขาตัดสินใจที่จะเดินเข้าสู่เส้นทางนี้ด้วยตนเอง
รอยยิ้มและความเข้มแข็งที่ปรากฏเบื้องหน้า คือภาพมายาที่ตัวของเขาสร้างขึ้น บดบังจิตใจอันหม่นหมองและแปดเปื้อนไว้จนมิด เก็บกักไว้ภายใน ปิดตายอย่างไม่ให้ใครได้ล่วงรู้ ไม่ให้ใครได้พบเห็น และจะเป็นอยู่แบบนั้น เช่นนั้นตลอดไป
อารมณ์เช่นนี้คงมีแต่คนอยากจะหาเพื่อนเพื่อปลอบประโลม แต่ไม่ใช่....เวลาเช่นนี้สำหรับเขาแล้วการอยู่คนเดียวจะเหมาะที่สุด...
“ ก็อยู่คนเดียวจริง ๆ นี่นะ ” เขาหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะอันแสนขมขื่น
ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตเหม่อมองไปยังภายนอกอีกครั้ง มองโลกทัศน์ภายนอกที่แสนคับแคบกับภาพซ้ำเดิม กี่ครั้ง ๆ ก็เห็นแต่ต้นไม้ ผู้คนใส่สูทสีดำหน้าตาเคร่งขรึม และเหล่าคนรับใช้ดูแลภายในที่วุ่นอยู่กับการจัดแจงเรื่องต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องอาการที่เขายอมรับว่าฝีมือไม่แพ้แม่ของเขาทีเดียว
วินาทีนั้นเองที่สึนะมองเห็นรถคันหนึ่งไม่คุ้นตา หากให้เดาคงเป็นรถส่งของจากที่ไหนสักแห่ง
“ รถส่งของ.....งั้นหรอ? ” เขาพึมพำ
นั่นเป็นโอกาสดีไม่ใช่เหรอ ที่เขาจะได้ออกไปด้านนอกโดยลำพัง ไม่มีใครติดตาม เป็นอิสระจากทุกสิ่ง แม้ในเวลาที่จำกัดก็ตาม แต่นั่นก็เป็นหนทางเดียวที่จะเยียวยาความอ้างว้างและรอยแผลเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้
แม้อีกไม่นานมันจะต้องกลายเป็นแผลเป็นก็ตามที...
“ แค่วันนี้....วันนี้เท่านั้น ”
....เช่นนั้นนภาจึงตัดสินใจ ที่จะล่องลอยไปเช่นสายลม ไขว่คว้าหาอิสระดังเมฆา ตบตาผู้คนเช่นสายหมอก ไม่อาจคาดเดาได้เช่นสายฟ้า รื่นเริงปล่อยวางเช่นสายฝน และจบท้ายด้วยความสุขเฉกเช่นอรุณ.... ===========TBC===============