[[ SM INSTINC ]]
ดูจากชื่อก็พอจะรู้นะคะว่ามาแนวไหน = =
อ่าค่ะ ฟิคเรื่องนี้ออกแนว บู๊ๆ และแน่นอนว่า Y ชัวร์ - -+
ใครเมะ ใครเคะ ก็ดูกันนะคะ โย่ว~
[Fic] Katakyo Hitman REBORN! :
SM INSTINCT
Pairing : Belphegor , Gokudera Hayato
By : Sir Neer
1~* เรื่องราวหลังจากนั้น... (จนปัญญาจะแต่งชื่อตอนแล้วอ้ะ!)
ฝ่ามือสีขาวซีดเคลื่อนมาข้างหน้าไม่ให้ทันตั้งตัว พร้อมกับกระตุกสายโลหะเย็นเยียบที่ลำคอ โลหะกรีดลึก...ในขณะที่มือนั้นยังคงฉุดกระชากทำให้เกิดรอยช้ำยาวเป็นแนวที่ต้นคอขาวๆ พร้อมๆกับที่ข้อมือข้างซ้ายของเขาถูกบีบจนเลือดไม่สามารถส่งไปยังปลายนิ้วได้ชั่วขณะ -- มันชา... จนไม่น่าจะใช้การได้โดยกระทันหัน -- และก่อนที่น้ำหนักตัวของคนข้างหน้าจะกดทับเขาให้นอนราบไปกับพื้น ...ศีรษะของคนตรงหน้าก็โน้มลงมา
ราวกับรู้ทัน มือข้างขวาของเขาก็เด้งขึ้นมายันหน้าของอีกฝ่าย มันต้องทำงานและออกแรงอย่างมากในการดันใบหน้าอีกฝ่ายที่พยายามโน้มตัวลงมา ...เพื่อที่จะรักษาระยะห่างระหว่างพวกเขา แต่ก็ยังไม่วายที่ภาพรอยยิ้มฉีกกว้างอันน่ารังเกียจนั้นจะเล็ดลอดออกมาตามง่ามนิ้วของตัวเขาเอง
แต่มันก็ทำให้ข้อมือข้างซ้ายของเขาเป็นอิสระได้ แม้ว่ามันจะไม่สามารถใช้งานได้โดยทันที
คนตรงหน้าแสยะยิ้ม ก่อนมือข้างเดิมจะตะครุบขย้ำลงไปบนเรือนผมของเขา และออกแรงดึงมันไม่ต่างจากถอนหญ้าในสนาม มันทั้งเจ็บและแสบ แต่ในเวลานี้เขาไม่มีทางเลือกใดๆ นอกจากปกป้องชีวิตและสิ่งสำคัญของตนเอง แต่ในเมื่อมือซ้ายของเขาที่รู้สึกชาเพราะการหมุนเวียนเลือดไม่สะดวกเท่าที่ควร และมืออีกข้างยังต้องคอยรักษาระยะห่างของใบหน้าของพวกเขาทั้งสอง... ซึ่งมันไม่น่าจะมีโอกาสที่เขาจะพลิกสถานการณ์ได้เลย
เขาคงทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้ นอกเสียจากดันใบหน้าของคนตรงหน้าให้ออกห่างไปเรื่อยๆ และพยายามใช้มือข้างซ้ายให้ได้เร็วที่สุด
ไม่ทราบว่าเมื่อไรกันที่เขารู้สึกได้ถึงน้ำอุ่นๆที่เปรอะเปื้อนปากแผล -- ที่ไม่รู้เช่นกันว่ามีตั้งแต่เมื่อไร -- มันทั้งแสบและรู้สึกระคายเคืองเมื่อความเย็นจากสายโซ่โลหะกำลังเร่งรัดกรีดปากแผลที่ต้นคอ ยิ่งไปกว่านั้นยังดูเหมือนว่า... ปริมาณเลือดจากบาดแผลจะแปรผันตรงกับแรงกิริยาของคนตรงหน้า ที่เหมือนจะออกแรงมากขึ้น -- มากเป็นทวีคูณ -- ในการยื้อยุทธ์ฉุดกระชากสายโลหะนั้นอย่างละโมภ จนได้ยินเสียงเสียดแก้วหูของโลหะที่เสียดสีไปกับปากแผลอย่างชัดเจน...
สมองของเขาเริ่มว่างเปล่าและขาวโพลน เขารู้แต่เพียงว่าเรี่ยวแรงของเขาถดถอยลงมาก มากเสียจนใบหน้าของอีกฝ่ายประชิดใกล้ ห่างกันไม่กี่ไมโครเมตร เรียวปากบางของคนตรงหน้าเผยอยิ้มอย่างมีชัย นั่นคงเป็นภาพสุดท้ายที่เขาจะเห็นในคืนนี้ -- ในชีวิตนี้ -- ก่อนที่ดวงตาของเขาจะปรือลง ร่างกายของเขาพร้อมที่จะหยุดพัก -- พักชั่วนิรันดร์โดยไม่รู้ตัว -- ศีรษะของเขาเอนวูบหงายไปข้างหลัง น้ำหนักของศีรษะที่กดทับลงไป ส่งผลให้สายโซ่ที่ฝังอยู่ในปากแผลเริ่มลึกขึ้น เสียงครวญครางของโลหะบรรเลงขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาร้องครางอย่างแผ่วเบาเหมือนจะขาดใจ..... กริ๊ก แกร๊ก... แกร่ก แกร่ก กริ๊ก!
กรี๊งงงงง
เสียงนาฬิกาปลุก... ช่วยชีวิตเขาไว้
ม่านตาของเขาเบิกโพลงขึ้นจนกลม แผ่นอกภายใต้เสื้อยืดสีขาว -- ที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ -- กระเพื่อมรุนแรงตามจังหวะหอบหายใจ มือทั้งสองเด้งขึ้นมาตะคุบที่ลำคอโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้สติ ลูบ คลำดูรอบๆ สำรวจความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น
มันไม่ใช่แค่อาจ แต่มันเกิดขึ้นแล้วต่างหาก...
ร่องรอยขูดขีดเหวอะหวะที่ต้นคอทำให้เด็กชายรู้สึกเสียวสันหลังวาบ... ถึงแม้มันจะไม่ได้เจ็บเท่าประสบการณ์เมื่อครู่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา ก็ในเมื่อตรงหน้าไม่ได้มีรอยยิ้มที่เขารังเกียจนักหนา มันก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันฟันธงว่าเขาฝันไปแน่ๆ หากแต่... ถ้าเขาแค่เพียงฝันไปจริงๆ แผลเหล่านี้ก็ไม่น่าจะเกิดได้เช่นกัน
ตามหลักทางวิทยาศาสตร์และโมเมศาสตร์แล้ว ความฝันคือการที่จิตใจของบุคคลจดจ่ออยู่กับสิ่งใด ก็จะถูกประมวลผลออกมาเป็นภาพ เสียง ข้อความในสิ่งนั้นๆในขณะที่ไม่มีสติ หรือก็คือในขณะที่หลับลึก ทั้งนี้ผู้ที่ฝันไม่สามารถควบคุมความเป็นไปเหล่านั้นได้ นอกเสียจากจะตื่นขึ้นมาและลืมมันไปให้สิ้น -- นั่นหมายความว่า ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เด็กชายคิดขึ้นเองทั้งหมด
แต่เขาไม่ได้กระทำ...
"อีกแล้วหรือนี่" เสียงแหบแห้งเล็ดลอดจากลำคอที่รวดร้าว ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมดเพื่อยันตัวลุกขึ้น -- ราวกับว่า "ความฝัน" เมื่อครู่ได้สูบเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาไปอย่างไรอย่างนั้น
กระจกบานเล็กเหนืออ่างน้ำสะท้อนภาพเด็กชายวัย 14 ปีที่กำลังขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าของเขาซีดเผือดพอๆกับเรือนผมสีขาวประกายเงินที่ล้อมกรอบใบหน้าหล่อเหลา แม้ว่าดวงตาคู่สีเขียวขุ่นนั้นจะมีแววเหนื่อยอ่อนและอิดโรย ขอบตาคล้ำเข้ม หรือปากบางที่แห้งผากจนคล้ำเป็นสีม่วงนิดๆ
โกคุเทระกลืนน้ำลายเหนียวหนืดอย่างยากลำบาก ผ่านลำคอที่เป็นแผล ขณะที่มองรอยแผลในกระจก -- มันเป็นเพียงแผลถลอก ที่เรียกเลือดแค่ซิบๆ -- แต่ถึงอาการไม่ได้หนักหนาเท่าที่คาดไว้ ตัวเขาก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีก
หากว่าในความฝันนั้นตัวเขาได้รับบาดแผล และในความเป็นจริงตัวเขาเองก้ได้รับบาดแผล มันก็คงไม่ใช่ฝันธรรมดาทั่วๆไปที่เขาก็ฝันเอาอยู่บ่อยๆ แล้วถ้าไม่มีเสียงนาฬิกาปลุกแทรกเข้ามา... สายโลหะที่คอนั่นก็อาจจะบาดคอของเขาไปเรียบร้อย...
ศีรษะของเขาคงจะขาดสะบั้นไม่ได้ตั้งบนบ่าอีกเป็นแน่เท้!!
ลองนึกภาพว่าเขาต้องตายในความฝันนั้นแล้ว... เสียงนาฬิกาปลุกไหนเลยจะปลุกเขาได้อีก
แค่คิดก็ขนลุก ใบหน้าของโกคุเทระก็ยิ่งซีดหนักยิ่งกว่าเจออาเจ๊ของเขา ความรู้สึกปวดมวนตั้งเค้าตั้งแต่ที่ท้องน้อย และเคลื่อนตัวรวดเร็วขึ้นมาตามหลอดอาหารเรื่อยๆจนทลักออกเป็นของเหลวทางปาก
เป็นยามเช้าที่ไม่น่าอภิรมย์ที่สุด ใน 5 วันที่เขาต้องฝันแต่เรื่องซ้ำๆ เดิมๆ วกวนไปมาแต่เพียงเหตุการณ์นั้น...
เหตุการณ์ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่มันก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาตัดสินใจว่าจะไม่ลืม
เกลียด... เกลียดจริงๆ รอยยิ้มทุเรศๆนั่น
เส้นผมสีเงินที่นุ่มละมุนในกำมือซีดขาวของเขา เขาออกแรงดึงมันแรงๆ พอๆกับที่ดึงสายโลหะที่คอของเจ้าของเรือนผมนั้น หมอนั่น... ร้องครางแผ่วเบา... จนยากที่จะห้ามใจไม่ให้ขย้ำทิ้งซะ!
"ตื่นโว้ยยยยย ตื่น!! ... โอ๊ย! เจ็บนะเว้ยเฮ้ย!!!"
เสียงดังน่ารำคาญของไอ้ตัวจอมแหกปากร้องตั้งแต่ยามไก่โห่(สำหรับเจ้าตัวที่นอนอยู่) เด็กชายบนเตียงพลิกกายมาทางต้นเสียง มือสีขาวซีดที่กระตุกกระจุกผมนุ่มสลวยของผู้มาปลุกต่างนาฬิกา ก่อนที่จะปรือตาตื่นขึ้น มองดูผู้มาเยือนผ่านปอยผมสีทองสว่างอย่างมีความหวัง
และก็หมดหวังไปในที่สุด...
"อะไรกัน สควอลโล่เองหรอกเรอะ!" เบลเฟกอนว่าพลางขมุบขมิบปากอย่างผิดหวังก่อนจะปล่อยกระจุกผมนุ่มสีเงินออกจากมือ
"มันหมายความว่าไง เจอหน้าชั้นแล้วเฟลมากนักหรือไงห๊ะ!" สวอลโล่ตวาดเสียงคับห้อง ใบหน้าเรียวคมของชายหนุ่มเบ้อย่างไม่พอใจในอากัปกิริยาที่คนตรงหน้าดูจะไม่สนใจการมาเยือนของตน ก่อนจะปัดเรือนผมสีเงินเจ้าปัญหาไปด้านหลัง "แล้วนี่ยิ้มอะไรอีก"
"ก็เหมือนเคยๆแหละ" เจ้าชายน้อยตอบ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างอารมณ์ดีเหมือนกับทุกๆวัน แต่ดูว่าช่วงนี้จะอารมณ์ดีแปลกๆจนน่าขนลุก "วันนี้เจ้าชายฝันอีกแล้วล่ะ"
สควอลโล่เลิกคิ้ว และถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายแบบเดิมๆ "คราวนี้แกไม่ต้องเล่าให้ฉันฟังแล้ว เรื่องมันก็เหมือนๆเดิมทุกวัน"
เบลตวัดสายตาใต้เรือนผมสีทองสุกปลั่ง ก่อนจะยิ้มกว้างอีกครั้ง "ใครว่าล่ะ! เจ้าหมอนั่นเกือบจะตายแล้วเชียวนะ!" เขาว่าพลางเลิกผ้านวมที่ทาบทับร่างกายของเขาขึ้น "หมอนั่น... เจ้าไดนาไมต์น่ะ กำลังจะตายคามือเจ้าชายนี่..."
"นั่นมันก็แค่ความฝันนี่!" สควอลโล่กล่าวตัดบทเอาดื้อๆ "หมอนั่นอยู่ที่ญี่ปุ่น และตอนนี้นายอยู่อิตาลี ศึกชิงแหวนวายุก็เสร็จสิ้นไปแล้ว และแกก็ชนะ แล้วนี่แกยังจะเพ้อเจ้อถึงไอ้หัวไดนาไมต์นั่นอีกทำไมให้เมื่อยตุ้ม!"
คำพูดของสควอลโล่มีหลักเหตุและผลที่สมจริงตามหลักตรรกศาสตร์ อันที่จริงเขาไม่น่าจะคิดมากหรือเชื่อเป็นตุเป็นตะเลยด้วยซ้ำว่าเจ้าไดนาไมต์นั่นจะตายคามือเขาเมื่อ 5 นาทีก่อน
แต่ในเมื่อกลิ่นเลือดและโลหะยังคงติดมือเขาอยู่ อีกทั้งสัมผัสที่นุ่มละมุนจากเส้นผมสีเงินยวงของหมอนั่น หรือจะเป็นฝ่ามืออุ่นสีซีดของหมอนั้นที่ทาบทับใบหน้าของเขา ล้วนยังคงตราตรึงอยู่ที่กายของเขาในตอนนี้ทั้งสิ้น
"ไม่ต้องคิดมากเลยเบล" สควอลโล่ว่าพลางใช้มือฉุดร่างเจ้าชายน้อยที่ติดจะเกียจคร้านบนเตียงนุ่มให้ลุกขึ้นยืนทัดเทียมกับตน "รีบไปอาบน้ำ เตรียมตัว เดี๋ยวนี้เลย!"
"เตรียมตัว?" เจ้าชายน้อยทวนคำท่าฉงน
"นี่แกอย่าบอกนะว่าลืม! แกลืมตารางฝึกโหดของมาร์ม่อนหรือไง!" สควอลโล่ตวาดเสียงดังลั่น ก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษในกระเป๋ากางเกงออกมาคลี่และโชให้ดู "นี่ นี่ แล้วก็นี่! คือสิ่งที่แกต้องทำในวันนี้"
"อะไรเนี่ย เจ้าชายต้องรีแลกซ์น่าเบื่อๆอย่างนี้หรอ" เบลค้านเสียงดัง แม้จะยังคงยิ้มกว้างอวดฟันอยู่ก็ตาม "ถ้าให้เหยื่อมาเชือดละก็ ว่าไปอย่าง"
"ยังไงๆแกก็ต้องฝึกอยู่ดี" สควอลโล่กล่าวพลางเดินไปที่ประตูห้อง มือใต้ถุงมือหนังจับลูกบิดประตู "แต่ถ้าแกอยากได้เหยื่อละก็....."
ปัง!! โครม!!
ร่างสูงของชายผมสีเงินยาวถูกแรงกระแทกจากบานประตูที่เปิดในทิศทางเข้า ก่อนทั้งร่างจะเด้งไปกระทบกับกำแพงและถูกบานประตูบานเดิมบีบอัดอย่างน่าอนาถ
"ฮาโหล เบลเฟกอน~ เจ้าชายน้อยที่น่ารัก~" เสียงสดใสของชายหนุ่ม(?)ผู้มาเยือนดังมาพร้อมๆกับที่ประตูห้องถูก(กระชาก)เปิดออก เบลที่กำลังมองดูสควอลโล่ยกมือลูบจมูกที่ยาวเป็นสันป้อยๆก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเจ้าของทรงผมปัดเป๋สีเขียวอันแสบสัน ไม่ผิดแน่ คนตรงหน้าเขาคือลุสซูเรียเจ้าของมัดกล้ามสง่างามที่วันนี้ถูกซ่อนไว้ภายใต้เสื้อรัดรูปสีดำดูปราดเปรียว "มาร์ม่อนให้มาตามพวกเธอที่ไม่ยอมลงมาซักที ใกล้จะได้เวลาฝึกก่อนข้าวเช้าแล้วนะจ๊ะเจ้าชายน้อย"
"จะเปิดตัวมาก็ช่วยอย่าเดือดร้อนชาวบ้านเค้าได้มั้ยห๊ะ!" สควอลโล่ตวาดแว้ด ขณะที่ลุสซูเรียรีบแจ้นไปพยุงสควอลโล่ขึ้น
"อะไรกัน นายเองก้ต้องฝึกด้วยหรอ" เจ้าชายน้อยถาม
"ก็ต้องฝึกน่ะสิ!" ลุสซูเรียตอบฉะฉานราวกับเป็นเรื่องปกติ แต่จู่ๆเนินแก้มก็ขึ้นสีแดงเรื่อๆด้วยอาการเขินอายที่ผิดกับความคึกเมื่อครู่ "ไปญี่ปุ่นคราวหน้าจะได้ครองคู่กับหนุ่มหัวเกรียน เทพบุตรสุด K อย่างถูกทำนองคลองธรรมน่ะสิ... อุ๊ยตาย! เขินจัง~"
"วิปริตไปแล้วหรือไง!" สควอลโล่ตวาดอีกครั้ง ดูท่าจะยังคงหัวเสียกับเรื่องประตูนั้นไม่หาย ก่อนจะพึมพัมบ่นยิ่งกว่าหมีกินผึ้ง "ให้ตายสิ ไอ้พวกนี้ล่อเด็กยุ่นหัวขาวกันทั้งนั้น รสนิยมประหลาด!" (ใครมันจะไปเหมือนแก ล่อเด็กอิตาเลี่ยนหัวดำ >.<)
"แกว่าไงนะสควอลโล่!!" ลุสซูเรียหันขวับมาด้านหลัง ดวงตาใต้กรอบแว่นตากันแดดสะท้อนแสงเหมือนมีไฟลุกโชดช่วง -- สควอลโล่แน่ใจว่านั่นเป็นดวงตาแบบเดียวกับที่นักมวยของวองโกเล่คนนั้นมี... ดวงตาสุดหูรูดคู่นั้น -- "แกคงไม่รู้สินะ... ว่าพลังที่ยิ่งใหญ่แห่งมนุษยชาติ อยู่ที่มัดกล้ามอันเงางามวาววับ... ซาซางาวะ เรียวเฮ.... อ๊าย... ล่ำกระชากใจจริงๆ"
สควอลโล่ที่ทำสีหน้าเบื่อหน่ายและเอือมระอาได้แต่ส่ายหัวแบบสุดๆ(หูรูด) ส่วนเบลที่มองดูทั้งสองโต้เถียงกันก็หัวเราะเสียงใส
หัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ในใจ...
จริงสิ... ไปญี่ปุ่นคราวหน้า... เจ้าชายเองก็ต้องเก่งขึ้น
เพื่อที่จะสับมันให้แหลกคามือกันจริงๆไปเลย ชิชิชิชิชิ~*
To be continue -> เป็นไปไม่ได้ เป็นได้ ไม่อยากให้เป็น
จบกันไปหนึ่งตอนแล้ว เย้ TwT
สำนวนดูงงๆนิสนึงนะคะ คือเราเพิ่งหัดแต่ง (เรื่องแรกเลยนะนี่ หะหะ)
สุดท้ายนี้ฝากรูปประกอบตอนที่ 1 หน่อย ตอนที่โกคุเทระตื่นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกค่ะ!!
ภาพจากโปรแกรม Open Canvas ค่ะ เมาส์หนูๆ
เลยคิดว่าตอนต่อๆไปอาจจะไม่มีภาพประกอบแล้วนะคะ เพราะวาดฉากบู๊ในคอมคงไม่ไหว
ส่วนเครื่องสแกนก็เพิ่งดับดิ้นไปค่ะ ฮือๆ TwT
ส่วนชื่อฟิคที่ว่า SM INSTINC นั้น คิดว่าแปลว่าอะไรกันคะ?
ฝากตัวด้วยค่า~*