ประตูเหล็กเบื้องหน้ามีสนิทจับเกาะเกรอะกรัง เขากระโดดข้ามมันไปอย่างไม่คิดจะเสียเวลาหาทางเปิดอย่างที่ปกติชนพึงกระทำ ดวงเนตรสีนิลเงยขึ้นจับจ้องยอดตึกที่อยู่บนเนินเขา เวลาสิบปีที่ผ่านไปได้ทำให้พื้นที่ป่าของที่นี่ทึบขึ้นจนเรียกได้ว่ารกชัฏ ใบไม้เขียวขจีที่เบียดเสียดกันอย่างหนาแน่นทำให้สถานที่แห่งนี้ร่มรื่น หากจะไม่นับบรรยากาศวังเวงและอึมครึมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยจากเมื่อครั้งอดีตก็ถือว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์มากทีเดียว แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสิบปีแล้วหากเขาก็ไม่เคยลืมเลือนสถานที่ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการพบกันครั้งแรก... กับคนคนนั้นที่เป็นราวกับหมอกมายาอันไร้ตัวตน...เจ้าเล่ห์แสนกลและเพทุบาย หากนอกเหนือจากนั้นแล้ว โรคุโด มุคุโร่ก็ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะทำให้เขาพ่ายแพ้ได้
เรียวขายาวใต้กางเกงสีนิลก้าวผ่านซากปรักหักพังของสถาปัตยกรรมที่เมื่อครั้งในอดีตมันเคยสวยงามมาก่อนอย่างไม่คิดจะเหลือบแลแม้ปลายหางตา ก้าวข้ามกองหินที่ทับถมกันบนขั้นบันไดและทางเดินด้วยย่างก้าวที่สม่ำเสมอและมั่นคง
...เขาเห็นแล้ว...
แม้จะเล็กน้อยจนถ้าเป็นคนธรรมดาคงไม่ทันสังเกตเห็นแต่เขาก็พบกับร่องรอยที่บ่งบอกว่าทางเดินแห่งนี้เพิ่งมีคนเดินไปผ่านไปไม่นาน...อย่างน้อยก็คงไม่พ้นวัน... ฝุ่นทรายที่เกาะหนาเป็นบางส่วนปรากฏเป็นรอยเท้าบางเบาที่แทบจะกลืนไปกับลวดลายของรอยแตกระแหงบนพื้น ชายหนุ่มก้าวเท้าเร็วขึ้นเมื่อพบเจอร่องรอยที่ทำให้สามารถติดตามเจ้าของมันต่อไปได้ ขึ้นบันไดขั้นแล้วขั้นเล่า ผ่านทางเดินที่กำลังจะพังแหล่มิพังแหล่ ก้าวเข้าห้องหนึ่งและทะลุออกไปอีกห้องหนึ่ง
เขาจำได้ว่าในอดีต...เมื่อสิบปีก่อน...ตนก็เคยผ่านเส้นทางเหล่านี้ เมื่อครั้งที่เขาและคนคนนั้น...เรียกได้ว่าเป็นศัตรูกัน
...นั่นสินะ...ฮิบาริไม่เคยนึกสงสัยมาก่อนเลย
...ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ...ที่ความสัมพันธ์นั้นได้แปรเปลี่ยนไป ...ตั้งแต่ตอนไหนกันนะ...ที่เขาไม่ได้มองเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร เปลี่ยนจากสัมผัสฟาดฟัน...กลับกลายเป็นโอบกอดด้วยความอ่อนโยนอย่างที่แม้กระทั่งตัวเองยังต้องนึกแปลกใจ
...เมื่อไหร่...
...ตอนไหนกันนะ......
...
...
รองเท้าหนังสีดำเหยียบย่างลงบนพื้นไม้ก้าวเข้าไปภายในห้องที่มีเวทียกสูงอยู่เบื้องหน้า และบนเวทีนั้นคือโซฟาสีแดงเก่าคร่ำคร่าซึ่งหม่นหมองด้วยช่วงอายุของมันและสภาพแวดล้อมที่ขาดการดูแลรักษาที่ดี
ฮิบาริ เคียวยะก้าวขึ้นไปบนนั้น...รอยเท้าที่เห็น...แม้จะจางลงมาก...แต่ก็สิ้นสุดที่บริเวณนี้...เขามั่นใจ
เศษผ้าม่านรุ่งริ่งเกาะเกี่ยวกับกำแพงด้านหลังขาดห้อยลงมาจนเผยให้เห็นบานประตูที่คงไม่เคยมีใครได้รับรู้ถึงการคงอยู่ของมัน ดวงตาสีนิลจับจ้องบานประตูนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนก้าวเข้าไปหา มือเรียวบิดลูกบิดที่ขยับส่งเสียงกอกแกกทันทีที่ถูกสัมผัสจนน่ากลัวว่ามันจะหลุดติดมือออกมา แต่สุดท้ายแล้วก็หมุนเปิดเข้าไปได้โดยไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนปัญหาใหญ่ตัวจริงน่ะ...
...นั่น...นอนขดเป็นลูกแมวอยู่บนเตียงนั่นไง
แม้จะเป็นกลางฤดูร้อนอันร้อนระอุแต่ร่างนั้นก็ยังคงดึงผ้าห่มมาคลุมตัวมิดถึงคอตามประสาคนติดผ้าห่ม ดวงหน้าขาวจัดนั้นมีริ้วรอยของความอิดโรย...บ่งบอกให้ผู้พิทักษ์แห่งเมฆาได้รู้ว่าสิ่งที่ตนคิดก็ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงนัก มุคุโร่นอนหลับไม่ได้สนิทถ้าไม่มีคนที่สามารถไว้ใจได้อยู่เคียงข้าง มันก็เหมือนอาการติดผ้าห่ม ถึงจะร้อนอย่างไรก็ขอให้มีเอาไว้กอดก็ยังดี แต่ถึงจะไม่มี...หากถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้วก็สามารถนอนหลับไปได้อยู่ดี แค่จะสะดุ้งผวาราวกับกำลังควานหาอะไรสักอย่างและถ้าเป็นคนที่อ่อนไหวอยู่บ้างก็คงผวาแทบจะทุกๆ ชั่วโมง
นิ้วเรียวไล้พวงแก้มนุ่มแผ่วเบาก่อนเผยรอยยิ้มบางเมื่อมือเรียวนั้นคว้าเอามือของตนไปซุกอย่างเคยชิน กิริยาอาการผ่อนลมหายใจน้อยๆ นั้นทำให้รู้สึกได้ว่าเจ้าหญิงนิทรานั้นคงหาสิ่งที่ตน'ติด'เจอเสียที...
...แต่ถ้าจะให้นอนในที่แบบนี้นานเข้าคงได้จมกองฝุ่นตาย...
ขระที่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะปลุกอีกฝ่ายขึ้นมาหรือว่าจะอุ้มไปทั้งอย่างนี้เลยดี...
"อือ..."
ร่างในกองผ้าห่มนั้นก็ส่งเสียงครางแผ่วเบา
...คงจะร้อนอยู่หรอก...ก็ที่นี่น่ะ...ถึงจะรอบล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่มากมาย...
...แต่อย่างอย่างไรฤดูร้อนก็ยังคงเป็นฤดูร้อน...
ชายหนุ่มที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราจึงขมวดคิ้วมุ่นอย่างอึดอัดรำคาญก่อนเปลือกตาบางจะค่อยๆ ขยับไหวปรือเปิดขึ้นเผยให้เห็นอัญมณีสองสีคู่งาม...ตั้งใจจะตวัดเอาผ้าห่มออกจากร่างถึงจะรู้ดีว่าเมื่อตนหลับใหลอีกครั้งก็จะเริ่มควานหามันอีกครั้งก็เถอะ หากสิ่งที่มือของตนกำลังคว้าจับกลับไม่ใช่ผ้าลินินเก่าซอมซ่อแต่เป็นมือเรียวยาวที่ทั้งหยาบและแข็งกระด้าง ...หากถึงกระนั้น...มันก็กลับเป็นมือที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก...
ดวงตาสองสีที่แสดงออกถึงความงัวเงียช้อนขึ้นมองสบทั้งๆ ที่เปลือกตาจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่
มุคุโร่กะพริบตาปริบยิ้มเยื้อนอ่อนหวานอย่างที่ทำให้เขารู้ได้ว่าเวลานี้อีกฝ่ายคงยังระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขาสองคนไม่ได้ หาก...เมื่อดวงหน้าขาวนั้นซุกลงกับฝ่ามือใหญ่ได้เพียงสักพักคิ้วเรียวก็เริ่มขมวดอีกครั้ง...ก่อนลืมตาพรึ่บลุกพรวดจนหน้าผากแทบจะโขกกัน ถ้าเพียงแต่ชายหนุ่มจะเอี้ยวหลบไม่ทันล่ะก็...คงได้เห็นดาวตอนรุ่งสางกันเป็นแน่...
ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกกะพริบตาซ้ำ จ้องมองเขาด้วยดวงเนตรสองสีคู่งามที่แสดงออกอย่างเด่นชัดถึงความแปลกใจและงุนงงสงสัย...ก่อนมันจะแปรเปลี่ยนไปด้วยอาการหรี่ตาลงเล็กน้อยและสีหน้าก็เริ่มบึ้งหนักขึ้น เพียงเท่านี้ชายหนุ่มก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคงตื่นเต็มตาแล้ว...และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...ยังไม่หายโกรธด้วย
"มาทำไมครับ" เรียวปากบางแสยะยิ้มเชิดหน้าราวกับไม่หยี่ระหวั่นไหวต่อสิ่งใด...ถ้าหากเป็นคนอื่นคงจะมองเป็นเช่นนั้น...ทว่าไม่ใช่กับเขา...กับฮิบาริ เคียวยะคนนี้...ที่มองออกถึงสาเหตุของความดื้อดึงนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"มารับแกกลับบ้าน" ถามมาก็ตอบไป...ง่ายดายเช่นนั้นเลยทีเดียว กับคนที่มักปิดปากเงียบกลับยอมตอบคำถามที่รู้แน่อยู่แก่ใจว่าเป็นการยั่วโมโหเขา หากชายหนุ่มก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวแต่เก็บรักษาความเงียบอันเป็นเอกลักษณ์
...ในบางครั้งคนเรามันก็ต้องยินยอมที่จะลดมาดเข้มๆ กับเหลี่ยมแข็งๆ ที่รังแต่จะทำให้คนอื่นเจ็บปวดลงบ้าง...
...แต่คนที่เขาจะยินยอมทำเช่นนั้นด้วย...ก็มีเพียง...คนตรงหน้า...สีหน้าแปลกใจนั้นคงอยู่ชั่วครู่...เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก่อนที่สายหมอกจะคว้าหน้ากากอันเดิมขึ้นมาสวม...หน้ากากซึ่งปริร้าว และบางที...มันอาจจะไม่สามารถปิดบังสิ่งที่เพียรพยายามหลบซ่อนเอาไว้จากใครได้
"ทำไมผมจะต้องกลับล่ะครับ" ฮิบาริ เคียวยะถอนหายใจหากสีหน้ายังคงนิ่งเฉย ไม่มีทีท่าว่าจะหงุดหงิดหรือรำคาญต่อการยั่วยุของคนช่างยียวน
"เพราะฉันอยากให้แกกลับไป..."
"แล้วทำไมคุณถึงอยากให้ผมกลับไปล่ะครับ..."
เมื่อถึงคำถามนี้... ชายหนุ่มกลับนิ่งงันไปนาน...นานจนมุคุโร่คิดว่าเมื่อมองเข้าไปในดวงเนตรสีนิลคู่นั้นคงพบแต่เพียงความรำคาญและความหงุดหงิดดังเช่นที่เจ้าตัวมักเป็น ...หากเมื่อดวงหน้าที่เชิดรั้นไปทางอื่นนั้นเหลือบตามามองกลับต้องสะดุ้งสุดกายเมื่อจู่ๆ ร่างก็ถูกกระชากให้เข้าไปอยู่ในอ้อมแขน ...ที่ไม่อยากยอมรับเลยว่าเขาคิดถึงมันเพียงใด... ทั้งๆ ที่ห่างจากมันไปเพียงวันเดียวเท่านั้นเองแท้ๆ
มือใหญ่ลูบไล้เรือนผมนุ่มนิ่มแผ่วเบาก่อนฝังจมูกโด่งรั้นลงบนกลุ่มไหมสีไพลิน ซึมซับเอารสสัมผัสหอมหวานที่เจือไปด้วยกลิ่นของม่านหมอกมายาด้วยความคะนึงหา
"...เพราะฉันขาดแกไม่ได้ โรคุโด มุคุโร่..."อาการดิ้นยุกยิกของร่างในอ้อมแขนชะงักงัน ก่อนมือบางที่สั่นเทาจะค่อยๆ ยกขึ้นค้างเอาไว้ราวกับลังเลที่จะโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเมฆาผู้สูงส่ง...สูง...เสียจนสายหมอกที่แสนต่ำต้อยเช่นเขานึกหวาดกลัว...เมื่อยามที่ตกลงมา...ร่างของเขาคงแหลกสลายไม่เหลือแม้เพียงเศษธุลีผง
หากสุดท้ายแล้ว...ก็ซบหน้าลงบนแผ่นอกอุ่นๆ มือเรียวบางกำเสื้อด้านหลังของชายหนุ่มจนยับย่น
...ทั้งๆ ที่ควรจะดีใจ...ทั้งๆ ที่ควรจะหัวเราะ...หากสีหน้าของสายหมอกในยามนี้...ราวกับ...เด็กที่กำลังพยายามกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถ...ราวกับคนที่หลงทางวนเวียนอยู่ในความมืดมาช้านานหากเมื่อมองเห็นแสงสว่างกลับหวาดกลัวที่จะวิ่งเข้าไปหามัน...
ไม่เข้าใจตัวเองเลย...ไม่เข้าใจเลย...ไม่เข้าใจจริงๆ ... หัวใจจะเจ็บแปลบ...เต้นระรัว...ยาวนานจนแทบขาดใจ
"ขอโทษ..." เพียงคำสั้นๆ จากปากของคนที่แสนหยิ่งทะนงและมากด้วยทิฐิ...เพียงเท่านั้น...
...ทำนบน้ำตาก็พังทลาย...เสียงสะอื้นจากคนในอ้อมแขนทำให้ชายหนุ่มหรี่ตาลง
ทำไมหัวใจถึงเจ็บขึ้นมานะแม้จะไม่เข้าใจว่ามุคุโร่ร้องไห้ด้วยเหตุใด แต่น้ำตาในครั้งนี้...กลับทำให้เขารู้สึกโล่งอกและหนักอึ้งในคราวเดียว
ฮิบาริกระชับอ้อมกอดรั้งเอาร่างที่สั่นเทาแนบชิดราวกับจะบอกว่าไม่มีวันปล่อยให้หนีไปไหนอีกแล้ว
...กอดรั้งเอาไว้เช่นนั้น...จวบจนกระทั่งเสียงสะอื้นนั้นเงียบลง...
...
...
...
ประตูไม้สักบานหนาถูกเปิดออกอย่างเงียบกริบและคนเพียงคนเดียวที่จะเข้าออกห้องของบอสแห่งวองโกเล่โดยไม่เคาะประตูก็มีอยู่เพียงคนเดียว
"อ๊ะ คุณฮิบาริ แล้วมุคุโร่..." เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารบนโต๊ะก่อนเอ่ยทักผู้พิทักษ์แห่งเมฆาที่เดินถือปึกกระดาษเข้ามาด้วยคำถาม
"นอนอยู่ที่บ้าน" ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและวางกองเอกสารนั้นลงบนโต๊ะก่อนผินหลังทำท่าจะเดินออกจากห้องไป แม้ทุกครั้งที่ชายหนุ่มเป็นคนเอาเอกสารมาส่งเองจะไม่เคยอยู่คุยต่อเป็นเรื่องปกติธรรมดา หากในคราวนี้กลับรู้สึกได้ถึงความเร่งรีบผิดปกติ
"คืนดีกันแล้วสินะครับ ค่อยยังชั่ว..." คำเอ่ยทักจากนภาแห่งวองโกเล่ทำให้ชายหนุ่มชะงัก ก่อนจะหันมามองเมื่อเจ้าของเสียงเดิมเอ่ยเรียก "คุณฮิบาริครับ..." ดวงตาสีน้ำตาลนั้นไร้ซึ่งแววของความขลาดเขลาดังเช่นในอดีต รอยยิ้มของนภาคลี่บางบนมุมปาก...ก่อนเอ่ยคำถามที่ทำให้ผู้พิทักษ์แห่งเมฆาถึงกับนิ่งงัน
"รักมุคุโร่หรือเปล่า..."
เมื่อถูกจ้องมองด้วยดวงเนตรสีนิลกาฬคมดุคู่นั้นชายหนุ่มจึงหัวเราะแห้งๆ
"ก็แค่อยากรู้น่ะครับ..."
ฮิบาริ เคียวยะหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนกระตุกรอยยิ้มขึ้นบนมุมปาก
"เกลียด...ที่สุด"...
...
...
ผู้พิทักษ์แห่งเมฆาออกไปได้สักพักแล้ว หากซาวาดะ สึนะโยชิก็ยังคงจับจ้องมองไปยังที่เดิมที่เคยมีร่างสูงสง่าของคนคนนั้นยืนอยู่...ก่อนถอยหายใจ ส่ายหน้าน้อยๆ พลางยิ้มบาง
ความหมายของคำว่าเกลียดของสองคนนั้น...ถึงจะเป็นนภาที่อยู่เหนือทุกสิ่งก็ยังคงมีเรื่องที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้อยู่ดีสินะ
เมื่อเหลือบมองลงไปยังสวนจึงเห็นร่างสูงสง่าในชุดสีนิลเดินผ่านเข้าไปในเขตของต้นซากุระมากมาย
...ก๊อก ก๊อก..."บอสคะ เข้าไปนะ" เสียงหวานใสเอ่ยขออนุญาตก่อนจะเปิดประตูเข้ามาเมื่อมีเสียงขานรับจากคนในห้อง
โดคุโร โคลมเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำชาและขนมที่เอาไว้ทานเพิ่มพลังระหว่างการทำงาน นานๆ ครั้งโคลมถึงจะว่างกลับมายังที่ญี่ปุ่นและทุกครั้งที่กลับมาก็มักจะเป็นคนชงชาให้เขาเสมอ
อีกครึ่งหนึ่งของสายหมอกจ้องมองมายังเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลชี้ฟูด้วยดวงตากลมโตเพียงข้างเดียว มือเรียวบางวางถาดลงบนโต๊ะทำงานก่อนรินน้ำชาลงในถ้วยกระเบื้อง เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยเรียก
"นี่โคลม..."
"คะ?"
"ทั้งๆ ที่รัก...แต่ทำไมถึงพูดว่าเกลียดล่ะ..."
"บอสหมายถึงคุณฮิบาริหรือท่านมุคุโร่ล่ะคะ..." หญิงสาวเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนจะวางกาน้ำชาลงและใส่น้ำตาลเพิ่มเข้าไป
คำถามนั้นทำให้เป็นอีกครั้งที่ซาวาดะ สึนะโยชิรู้สึกว่าสัญชาตญานของผู้หญิงนั้นดูถูกไม่ได้เลยทีเดียว
"ก็...ทั้งสองคนนั่นล่ะ..."
โคลมยิ้มบางเมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของชายหนุ่มตรงหน้า หญิงสาวขยับจานรองแก้วไปไว้ตรงหน้าชายหนุ่มและตามด้วยจานเค้กซึ่งมีเนื้อครีมสีขาวประดับด้วยสตรอเบอร์รี่ลูกโต
"อ๊ะ ขอบคุณนะ"
"บางที...คำบางคำก็มีไว้พูดกับคนเพียงคนเดียวล่ะมั้งคะ..."
"หมายความว่าจะไม่พูดคำนั้นให้คนอื่นได้ยินน่ะหรือ"
"ถ้าเป็นท่านมุคุโร่ก็คงเป็นอย่างนั้นล่ะค่ะ...แต่..." มือเรียวบางยกเอากาน้ำชาขึ้นมาวางไว้บนถาดดังเดิมก่อนคลุมด้วยผ้าลูกไม้สีขาวเข้าชุดกัน "สำหรับคุณฮิบาริ...บอสก็ลองไปถามเขาดูสิคะ" โคลมหัวเราะเบาๆ เมื่อสีหน้าของนภาที่แสนยิ่งใหญ่เจื่อนลงทันทีที่ได้ยินข้อเสนอแนะของตน
"เอาเป็นว่า...มันคงเป็นอย่างนั้นก็แล้วกัน..." สึนะโยชิเอ่ยเช่นนั้นพลางถอนหายใจ ก่อนเบือนสายตาออกไปจับจ้องยังเบื้องนอกหน้าต่าง
...สายลมพัดผ่าน...ปลิดขั้วใบไม้ใบแรกออกจากกิ่งก้าน...
...แว่วคำหวานอันจับใจความไม่ได้แผ่วเบา...เจือจางราวกับปะปนมาพร้อมสายลมที่เจือด้วยกลิ่นละอองฝน...
...อีกไม่นาน...ก็จะถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้วสินะ...---------------------------------------------------------
คำเตือน
talk ยาว ได้ อีก
จบแล้ว จบแล้ว จบแล้ว จบแล้ว จบแล้ว
จบแล้วจริงๆ สินะ
จบแล้วจริงอ่ะ
...
..
.
โอ้วว =[]=!! ฟิคยาวเรื่องแรกที่เขียนจบ!!!!
*เต้นฮูล่ารอบบ้าน*
รู้สึกแปลกๆ
ช่วงเวลาหนึ่งปีกว่าๆ ที่ผ่านมามีชีวิตอยู่กับมันมาตลอด (ถึงจะดองบ้างเป็นบางครั้งก็เถอะ แหะๆ)
ดีใจที่มันจบ
เหมือนได้เห็นลูกสาวออกเรือน
(อุปมาบ้าอะไรของแกเนี่ย)
แต่ก็เสียใจอยู่บ้างเหมือนกัน
(อื้ม คงเป็นลูกสาวที่ออกเรือนไปจริงๆ นั่นล่ะ)
ฟิคเรื่องนี้อยู่กับเมครบทุกอารมณ์
หงุดหงิดก็ลงกับฟิค
เศร้า เฟล นอยก็ลงกับฟิค
ลัลล้า แฮปปี้ บ้าบอก็ลงกับฟิคอีก
รักฟิคเรื่องนี้จัง (เข้าข่ายนาลซิสไหมเนี่ยเรา *หัวเราะ*)
และเป็นฟิคที่ได้เขียนครบทุกอารมณ์ด้วยเช่นกัน
รั่วก็แล้ว
เศร้าก็แล้ว (คงไม่พูดว่ามันเป็นดราม่า ฮา ฝีมือยังไม่ถึง)
หลอนก็แล้ว (ตอนคุณเคียวฝันไงๆ >w<b)
หวานก็แล้ว (เอิ่ม...อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย มดเดินสวนสนามกันใน CPU เนี่ย กร๊าก)
เรทก็แล้ว (...*ละไว้ในฐานที่เข้าใจ*...)
ถึงจะเหนื่อยบ้าง (และดองบ้าง) ก็สนุกจริงๆ ค่ะที่ได้เขียน
จากตอนแรกเป็นฟิคไร้พล็อต ไปๆ มาๆ กลับเหมือนหนังสือสอนการใช้ชีวิตคู่ กร๊ากกก (ว่าไปนั่น อนาคตคู่ีชีวิตตรูยังไม่โผล่มาสักเส้นขนเลย)
และที่สำคัญ
รู้สึกดีจริงๆ ค่ะ ที่ได้เห็นคนอ่านสนุกไปกับเราด้วย
ขอบคุณจริงๆ ค่ะ
สำหรับเรื่องหน้า...
Owl's tale [1869]มีไฟในการเขียน 1869 ต่อค่ะ (เรียกว่าเขียนประชดก็ได้ ^^ หึหึ)
แต่อาจจะเขียนไปพร้อมๆ กับ
Brute [5187] Altor [G69] และ 2769 อีกเรื่องค่ะ (แต่ยังไม่เคยลงที่ไหน *หัวเราะ*)
อื้ม...ดูจากสภาพแล้ว...คงดองไม่แพ้ช่วงเขียน Alone แหงๆ เลยล่ะค่ะ กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก
*หัวเราะกลบเกลื่อน*
ยังไงก็...
ขอฝากฝังลูกๆ ทั้งหลายของเมด้วยนะคะ >__<!!
ปล. ช่วงนี้เกรียนก๊อปฟิคกำลังระบาด ^^ ยังไงก็ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ันักเขียนท่านอื่นๆ ด้วยนะคะ! เพื่อความสงบสุขของบอร์ดเรา (เดือดกันบ่อยๆ คนนอกอย่างเรายังนอยเลย ฮ่าๆๆๆๆ)
ปปล. โอกาสสุดท้าย โค้งหักศอกแล้วนะค๊าาาา คุณผีืัทั้งหลายยยยยยยย *กวักมือ* โมโมะๆๆๆ
เค้าน้อยใจจริงๆ นะเนี่ย TTATT หลอกฟันฟรีมาปีครึ่งเนี่ย ...ฮือ ฮือ ฮือ... (อย่าขำนะ เดี๋ยวแม่ก้านคอให้)