Katekyo Hitman Reborn
Adhere to Sky
ภาค ท้องฟ้า
ตอนที่ 1
Warning!!
– ภาคนี้มีการต่อเติมเสริมแต่งในบางจุดด้วยคอมมอนเซนท์ของคนแต่งเอง ทำให้อาจมีจุดแปลกหรือแตกต่างไปจากเรื่องหลัก รับแซ่บโดยทั่วกัน!!นภา...
แม้จะอยู่สูงเหนือทุกสิ่ง มีอำนาจเหนือทุกอย่าง
แต่ก็ไม่อาจทำอะไรตามใจตนได้เช่นนั้นแล้ว...
เหตุใดจึงยังอยากที่จะเป็น เหตุใดจึงอยากที่จะแย่งชิงไขว่คว้าอยู่อีกไม่เลย...ไม่ได้มีอิสระดั่งใจนึกเลย
ไม่มีสักนิด.....
สึนะเงยหน้ามองก้อนเมฆหนาที่ลอยพาดผ่านไปมาตามกระแสลม จะว่าไปนี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากที่พวกเขากลับมายังอิตาลี ทุกอย่างเวียนเข้าสู่วิถีชีวิตเดิม ๆ ต่างคนต่างทำงาน ทำหน้าที่ของตนตามได้รับมอบหมาย ส่วนเขาเองก็ต้องมานั่งประจำโต๊ะตัวใหญ่ ตรวจรายงานและเอกสารต่อไป
พอได้ห่างมันแล้วกลับมาอีกครั้ง ยอมรับเลยว่ารู้สึกเบื่อจริง ๆ “เฮ้อ....” ชายหนุ่มถอนหายใจยาว มือหนึ่งยกขึ้นเท้าคางมน
โกคุเทระเดินเข้ามาพร้อมเอกสารกองโต มือขวาแย้มยิ้มก่อนวางมันลงเบื้องหน้าเจ้านายผู้เป็นที่รัก “อรุณสวัสดิครับรุ่นที่ 10 เช้านี้ก็อากาศดีอีกแล้วนะครับ”
“อรุณสวัสดิโกคุเทระคุง นี่งานของวันนี้เหรอ?” ดวงตากลมมองดูสิ่งซึ่งสูงท่วมหัวเบื้องหน้า ชิน...บอกดึคำเดียวง่าย ๆ ว่าชินเสียแล้ว...
คนถูกถามพยักหน้า มือข้างหนึ่งล้วงเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ช่วยสำหรับจดบันทึกออกมา มืออีกข้างจับปากกาสีดำแท่งเล็กพลางกดมันลงบนหน้าจอเรียบอย่างชำนาญ ตรวจดูตารางงานและเวลาของวันอย่างว่องไว “ตอน 10 โมงเช้ามีนัดกับท่านประธานบริษัทขนส่งครับ ช่วงเที่ยงมีนัดทานข้าวกับท่านประธานบริษัทบรรจุภัณฑ์ ช่วงเย็นมีงานเลี้ยงระหว่างเครือข่ายองค์กร”
สึนะอ้าปากค้าง ทำไมมันมากมายขนาดนี้ “นี่ฉันแทบไม่ต้องกลับมาเลยมั้งเนี่ย....” คิ้วสีน้ำตาลเข้มเริ่มกระตุก ก็เข้าใจหรอกนะว่างานมันเยอะ แต่ใครจะสามารถไปมาแบบนี้โดยต้องเคลียร์ไอ้เอกสารกองโตนี่ให้หมดภายในวันเดียวได้เล่า??!!
“อ่า....ก็เพราะช่วงที่ไปรัสเซียนั่นแหละครับ” โกคุเทระหัวเราะแห้ง ๆ
มันทำเอาอารมณ์หงุดหงิดค่อย ๆ เบาบางลงทันที นั่นสินะ....เล่นหายไปแบบนั้นจะมีงานสุมหัวขนาดนี้ก็ไม่แปลก ความผิดของตนเองแท้ ๆ จะไปโทษใครเขาได้ ที่สำคัญการไปในครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องไม่ดีเสียเมื่อไหร่กัน
“ฉันขอจัดการรายงานตรงนี้ก่อนนะ สัก 9 โมงครึ่งช่วยมาเตือนฉันเรื่องนัดช่วงเช้าที” ว่าแล้วก็ก้มลงสะสางงานตรงหน้าทันที
ดวงตาสีเขียวจ้องไปยังผู้เป็นนาย สีหน้าดูไม่ได้ดีใจเลยกับคำสั่งนั้น แต่ก็ต้องยอมรับคำโดยดี “ครับ...ถ้ามีอะไรเรียกผมได้ตลอดนะครับ”
“อืม...ขอบใจนะ” คนตอบไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เพียงแต่ส่งเสียงออกมาเบา ๆ
ผิดไหมที่โกคุเทระรู้สึกเห็นใจนายของตน ทั้ง ๆ ที่ภาพตรงหน้าก็ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นมาก่อน ร่างเล็กที่ต้องแบกรับภาระอย่างหนัก ต้องไปไหนมาไหนหลายที่หลายเวลา แมจะแบ่งเบาได้แต่ก็ใช่จะทั้งหมด นี่ขนาดทุกคนมาอยู่รวมกันแล้วงานก็ยังมากมายขนาดนี้
“อยากจะฆ่าไอ้พวกตัวต้นเหตุเสียจริงเว้ย!!” เขาตะโกนก้อง มือแกร่งกำแน่น
จะว่าไปแล้วพูดถึงไอ้ตัวต้นเหตุก็นึกขึ้นมาได้ เขาพยายามลำดับเรื่องราวตั้งแต่ต้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนที่โนวี่บินมาอิตาลีครั้งแรก มันเกิดขึ้นเพราะมีคนคิดจะทำร้ายรุ่นที่สิบนี่นา....แล้วไหงไป ๆ มา ๆ มันถึงโยงไปเลยเถิดได้ขนาดนั้น?
ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย “ไปถามคุณรีบอร์นจะดีไหมนะ??”
เสียงพูดคุยภายในระหว่างคนสองคนดังลอดผ่านบานประตูซึ่งแง้มออกเห็นช่องน้อย ๆ เป็นสัญญาณบอกผู้มาเยือนให้ระมัดระวังการรบกวน โกคุเทระละมือของตนลงแนบกาย ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าจนเห็นว่าเสียงนั้นสงบนิ่งลง
“ผมเองครับคุณรีบอร์น” เขาเอ่ยขึ้น
“เขามาสิ” ผู้เป็นเจ้าของห้องตอบรับ
ดวงตาสีเขียวแลเห็นบอสคาบัคเรโน่ยืนพิงโต๊ะทำงานตัวใหญ่กลางห้องก็รู้สึกตกใจ อดคิดไม่ได้ว่าการมาของดีโน่ครั้งนี้จะไม่พ้นเรื่องราวร้ายแรงอีกแน่ “มีอะไรกันหรือครับท่าทางเครียดเชียว?” โกคุเทระพยายามข่มน้ำเสียงและสีหน้าให้เป็นปรกติ
“มาก็ดี...” รีบอร์นว่าพลางหยิบซองเอกสารโยนให้ “ดูซะ”
มือทั้งสองยกขึ้นรับอย่างรวดเร็ว เขาเพ่งมองซองเอกสารนั่นอยู่พัก “ขออนุญาตนะครับ”
สิ่งที่เห็นคือแผ่นกระดาษบาง ๆ สามแผ่น บนนั้นมีรายชื่อของใครหลายคนเรียงรายอยู่ โกคุเทระไล่อ่านทีละคนก็พบว่ามันเป็นชื่อที่คุ้นหูอย่างมาก ไม่ใช่แต่ในแวดวงของมาเฟียด้วยกัน นักธุรกิจเอย นักการเมืองเอย หรือผู้ที่มีชื่อเสียงในด้านต่าง ๆ
“อะไรกันครับ?”
“รายชื่อของพวกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นไงล่ะ อย่าบอกนะว่านายลืมไปแล้ว?” ดีโน่ตีหน้าเครียด มือสองข้างกอดอกนิ่ง
คิ้วเรียวขมวดมุ่น ใบหน้าคมตีสีเครียด “ไม่มีวันครับ! เรื่องที่ส่งผลร้ายต่อรุ่นที่ 10 ผมไม่มีวันลืม!”
บอสหนุ่มแย้มยิ้มบาง นัยน์ตาสีน้ำตาลทองส่องประกาย “ดีแล้วล่ะ...แต่ก็ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นหรอกนะ เพราะจู่ ๆ พวกนี้ก็เงียบหายไป ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน”
“ที่เจ้านี่มันหายตัวไปตั้งแต่เรื่องคราวนั้นก็เพราะตามสืบเรื่องนี้อยู่ ไอ้จะพึ่งแรงของโนวี่อย่างเดียวก็ลำบากเกินไป มาเฟียอิตาลีมันก็ต้องให้มาเฟียอิตาลีด้วยกันเองนี่แหละเป็นคนจัดการ” เสียงเข้มเอ่ย ดวงตาสีดำสนิทมองไปยังกระดาษอีกแผ่นในมือของตน
เรื่องน่าคิดก็คือ ทำไมคนในลิสต์มากมายเหล่านี้ถึงยอมจะรามือจากไปง่าย ๆ ทั้งที่ทุ่มขนาดยอมเสี่ยงกับกฎระหว่างมาเฟียด้วยกัน ซ้ำมาเฟียฝั่งรัสเซียนั่นก็ด้วย....ผลตอบแทนมันคืออะไร และข้อสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างกันนั้นมันคือข้อสัญญาแบบไหนกันแน่?
จะให้ถูกก็คือระหว่างคนสองกลุ่มนี้ตกลงกันอย่างไรมากกว่า “แล้วเราจะวางใจได้หรือครับ?”
“เกินครึ่งล่ะนะ” ดีโน่เอ่ยตอบ “ตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ถ้าพวกนั้นยังไม่ยอมรามือจริง ๆ มันก็น่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่ทุกคนไม่อยู่ที่อิตาลี...”
“แต่อย่าเพิ่งวางใจ เพราะอาจเป็นแผนการอีกก็ได้”
โกคุเทระพยักหน้า ในเวลานั้นเขาก็นึกสงสัยขึ้นมาอีกอย่าง แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับโนวี่ล่ะ? คนที่จงใจจะเล่นงานสึนะที่มีโนวี่เชื่อมโยงล่ะ?? จะใช่จากคนกลุ่มเดียวกันหรือเปล่า???
“แล้วเรื่องโนวี่ล่ะครับ ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรมันมายังไง แต่ทำไมผมรู้สึกว่ามันน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน...”
คนฟังยิ้มอีกครั้ง “ฉลาดสมกับเป็นนาย ฉันไม่รู้หรอกว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พวกมาเฟียอิตาลีวางแผนกันจำกัดสึนะด้วยรึเปล่า แต่ที่ฉันรู้แน่ ๆ คือหมอนั่นจงใจจะใช้พวกนายเป็นเครื่องมือเพื่อทำอะไรสักอย่างกับโนวี่”
“อีกฝ่ายต้องการอะไร??”
ดีโน่ส่ายศีรษะไปมา “ไม่รู้สิ....รู้แค่หมอนั่นไม่ได้คิดจะเอาชีวิตโนวี่แน่นอน” เขาถอนหายใจยาวพลางทรุดลงนั่งบนเก้าอี้นวม “รู้สึกปวดหัวกับเรื่องนี้จังแหะ ไอ้เจ้านั่นถึงฉันจะเคยเห็นหน้าก็เถอะ แต่ดันสืบหาข้อมูลจริง ๆ ได้ยากชะมัด”
“เอ๋? แต่ตอนที่ไปพบเมื่อคราวนั้นเขาก็เป็นพวกมีอิทธิพลทางธุรกิจของรัสเซีย??” เจ้าของผมสีเงินว่าอย่างงง ๆ จริง ๆ ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจจะฟังอย่างอื่นเพราะกำลังร้อนใจด้วยล่ะนะ บางทีรุ่นที่สิบอาจจะรู้ดีกว่าเขาก็ได้
“ไม่เพียงแค่นั้นหรอก ถ้าแค่นั้นจริง ๆ คงไม่มีปัญญาทำอะไรบาริสแฟมิลี่ได้ง่าย ๆ หรอก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีตำแหน่งสูงอยู่นะ.....”
“ใช่ไอ้ผู้คุมกฎอะไรนั่นรึเปล่า?” รีบอร์นแทรกขึ้น
มัวแต่มานั่งคิดกันก็คงหาคำตอบได้ยาก “ทำไมถึงไม่ถามโนวี่เลยล่ะครับคุณรีบอร์น ถามหมอนั่นตรง ๆ น่าจะดีที่สุด”
ดวงตาสีดำจ้องมองคนเสนอความคิด “แบบนั้นมันก็ถูก....แต่ว่า....”
“หมอนั่นน่ะถ้าคิดว่าสมควรพูดก็จะพูด ไม่สมควรพูดก็จะไม่พูด ง่าย ๆ ก็คือหมอนั่นไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องบอกเรื่องนั้นกับพวกเรา ไม่สิ....ต้องบอกว่าไม่อยากให้รู้เพราะเกรงจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตมากกว่า” ดีโน่ยกมือขึ้นจับคางตนเองเบา ๆ ดวงตาเบี่ยงไปมาอย่างใช้ความคิด แม้จะไม่ค่อยได้เจอหน้าแต่ก็ติดต่อกันตลอดเท่าที่จะทำได้ ฉะนั้นนิสัยบางจุดใช่ว่าจะมองไม่ออก
รีบอร์นเหลือบมองศิษย์ตนก่อนจะมองกลับยังผู้พิทักษ์ที่ยืนตีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ “เรื่องนี้เอาเป็นว่าหากมีอะไรคืบหน้าฉันจะบอกเอง ตอนนี้แกไปคอยช่วยเจ้าสึนะไป ป่านนี้จมกองงานตายแล้วมั้ง?”
พอนึกถึงหน้านายผู้เป็นที่รักกำลังลำบากก็แทบจะแจ้นไปโดยไม่กล่าวลาทันที “นะ...นั่นสิครับ! งั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณรีบอร์น!!!”
ดีโน่มองอาการร้อนรนนั่นพลางหัวเราะร่วน “เหมือนเดิมเลยแหะเจ้านี่”
“ยังไงก็คอยดูให้ทีแล้วกัน ส่วนทางนั้นหากมีอะไรเคลื่อนไหวหมอนั่นคงติดต่อมาเอง....” รีบอร์นเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มือทั้งสองวางรวบไว้บนท้องตน พยายามผ่อนคลายตามวิสัย
“อืม....ไม่ต้องห่วง ยังไงสึนะก็เป็นรุ่นน้องที่น่ารักของฉันล่ะน่า!!”
แสงไฟสีแดงกระพริบถี่มาพร้อมเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นภายในห้องทำงานกว้าง แม้เป็นช่วงเวลาค่ำมืดแล้วก็ตาม แต่ภายในนั้นยังมีคนสองคนที่ยังคงนั่งพิจารณากองเอกสารและงานที่สุมอยู่ตรงหน้าอย่างขยันขันแข็ง ดวงตาทั้งคู่ละมองยังสิ่งรบกวน
“ครับ...” ผู้ยืนถือเอกสารรับด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ภาษาไม่คุ้นจากปลายสายดังกรอกหู เพียงเท่านั้นก็ทำให้ทราบได้ถึงเรื่องราวและจุดประสงค์ของอีกฝ่าย “รบกวนช่วยใจเย็นด้วยนะครับ” เขาตอบกลับไปเป็นภาษาเดียวกัน
[“ขอคุยกับท่านหน่อย”]
“ท่านไม่ว่างรับสายครับ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรสำคัญรึเปล่า?”
[“จะเรื่องอะไรซะอีกล่ะ!! ก็เรื่องที่ท่านรับปากไว้นั่นแหละ!! จนป่านนี้แล้วทำไมถึงยังไม่มีความคืบหน้าอะไรอีก!!!”] อีกฝ่ายตะโกนดัง ดังเสียจนผู้นั่งฟังอยู่ได้ยิน
ดวงตาของผู้รับสายมองสบกับผู้ถูกพาดพิงถึง ภายใต้ความมืดมิดนั้นดวงตาคมกลับสะท้อนแววขบขัน เย้ยหยันให้กับเสียงบ่นพร่ำเพรื่อที่ยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุด และเหมือนเป็นสัญญาณบางอย่าง เขาหยิบกระดาษสีขาวขึ้นส่งให้
อีกฝ่ายเดินเข้าไปรับแล้วก้มลงไล่อ่านตัวอักษรทุกกระเบียดนิ้ว “ในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คุณไม่มีสิทธิเรียกร้องสิ่งใด ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะกระทำการด้วยวิธีไหนหรือเวลานานแค่ไหนก็ตาม...”
เสียงกล่าวเรียบ ๆ นั่นทำเอาปลายสายถึงกับสะอึก [“ตะ....แต่ ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะ แต่มันก็ควรจะมีความคืบหน้าอะไรบ้าง!”]
ดวงตาของผู้พูดหันมองชายผู้นั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานและกองเอกสารใหญ่อีกครั้ง ริมฝีปากนั้นขยับ ราวกับจงใจให้อ่านคำพูดที่กำลังถูกปล่อยออกไปแบบไร้ซึ่งเสียงนั่น
“ท่านว่า...ถ้าไม่พอใจพวกคุณก็ไปจัดการกันเอง ท่านเบื่อที่จะต้องทนฟังคำขอร้องจากพวกไร้หัวคิดเต็มทน”
[“มะ....หมายความว่ายังไง!!!”]
เสียงตะโกนด่าไม่ได้ทำให้คนฟังสะดุ้งสะเทือน “รับทราบแล้วนะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ลาก่อนครับ” เขากดสายทิ้งโดยไม่สนใจอะไร ไม่แม้กระทั่งจะฟังข้อเสนอหรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ยังคงดังต่อ ๆ มา
“เอาอย่างไรดีครับ?” เขาหันมาถามหลังจากวางโทรศัพท์กลับที่เดิมของมันเรียบร้อยแล้ว
ร่างนั้นเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นวมสีดำหรู มือสองข้างยกขึ้นผสานกัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มบนใบหน้าภายใต้ความมืดมิด “นั่นสิ....จะจัดการขั้นเด็ดขาดไปเลยดีไหม?”
“ไม่เกี่ยวกับใครรึครับ?”
“อืม....คงไม่ แต่ถึงเกี่ยวก็คงต้องลงมือกันจริง ๆ เสียที”
ดวงตาของผู้ที่ยืนอยู่นิ่งมอง “แต่ผมเห็นว่าท่านไม่ควรเข้าไปยุ่งให้มากกว่านี้นะครับ”
“จริง ๆ ฉันก็คิดแบบนั้น เอาเป็นว่ารอดูต่อไปแล้วกัน บางทีสัญญาที่ระบุไว้ครั้งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ฉันอยากทำมากกว่าอยากหลีกเลี่ยงก็ได้.....”
=========================