ตอนที่ 2 ไร้แก่นสาร มั่วซั่ว งงงวย น่ารักก็ไม่ใช่ โอ๊ยยยยยยยย....เอาเป็นว่ามั่วซั่วสุด ๆ เหอ ๆ
เครดิต Aarinfantasy's เช่นเดิมค่า~
=====================
Katekyo Hitman Reborn
Adhere to Sky
ภาค เมฆา
(18x27)
ตอนที่ 2
สึนะกระโดดลงจากหลังรถส่งของที่แล่นออกจากคฤหาสน์แฟมิลี่ได้พักใหญ่ เขาอาศัยจังหวะช่วงที่รถชะลอตัวเพื่อหยุดตามสัญญาณไฟจราจรสีแดง ทันทีที่ปลายเท้าแตะสู่พื้น ดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้าง รอยยิ้มเปรยทาบทับใบหน้าอ่อนวัย
นี่นะหรือภายนอกที่เขาแทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสด้วยตนเอง....
สึนะอยู่ในชุดธรรมดาสมวัย มันเป็นชุดที่เขาเก็บไว้ตั้งแต่ตอนก่อนรับตำแหน่ง เสื้อแขนยาวสีขาว สวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีอ่อน กางเกงยีนส์เรียบ ๆ ร้องเท้าผ้าใบ ผมยาวถูกมัดรวบเรียบร้อย พร้อมทั้งหมวกสีเข้มที่ได้รับเป็นของขวัญ
ทั้งหมดนี่ทำให้เขารับรู้ว่า ตัวเองไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นเลย หากเปรียบเทียบกับผู้พิทักษ์คนอื่น ๆ ที่ร่างกายยังโตสมวัยเสียกว่า หรือว่าเขาจะหยุดโตตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปีกันแน่
“ ให้ตายเถอะจาก 15 ไป 17 สูงขึ้นก็ไม่กี่เซน แล้วตอนนี้ล่ะ ” เสียงหวานพึมพำพลางถอนหายใจยาว มือเรียวกระชับหมวกลง
แม้ไม่เคยได้ออกมาข้างนอกมากก็ตามที แต่สำหรับบอสใหญ่แห่งวองโกเล่แล้ว ไม่มีใครไม่รู้จักตัวตนของเขา สึนะเคยยืนอยู่ท่ามกลางความมืดดำของเหล่าแฟมิลี่มากมายในอิตาลี ทุกสายตาจับจ้องมายังร่างเล็กตรงหน้าด้วยความคิดแตกต่างกัน ในเวลานั้นมันเปรียบเสมือนความกดดันอันน่ากลัว อาจจะยิ่งกว่าการเสี่ยงตายในหลาย ๆ ครั้งเสียอีก
บนถนนอิตาลีทุก ๆ เส้น สึนะเชื่อว่ามากกว่าสิบในร้อยที่เป็นมาเฟีย หรือไม่ก็ผู้ข้องเกี่ยวกับเส้นทางสายอันตรายแห่งนี้ พวกเขาใช้ชีวิตคลุกคลีกับคนทั่วไป เดินปะปนอยู่บนทางเดิน บ้างแสดงตัว บ้างไม่แสดงตัว แต่การที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในวงการมามากพอดู ทำให้สังเกตได้ว่าใครใช่หรือไม่ใช่
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้ายกันแน่ที่เขาสามารถรับรู้เรื่องเหล่านี้ได้...และด้วยเหตุนี้เขาจึงจำต้องระวังตัว ปกปิดตนเองไว้ให้มากที่สุด
สึนะเดินไปตามทางเดินเรื่อย ๆ ผ่านผู้คนมากมายที่ต่างสวนกันอย่างเร่งรีบ ภาพแบบนี้มีให้เห็นชินตาที่ญี่ปุ่น เพียงแค่ความแออัดของเราและของเขาค่อนข้างต่างกัน เป็นเมืองที่มีวินัยและระเบียบดีจัง..
พอคิดแล้วก็อยากกลับญี่ปุ่นขึ้นมาตงิด ๆ
“ เฮ้อ.... ” เขาถอนหายใจยาว ถ้านึกถึงบ้าน....คงไม่มีทางนึกถึงใครไปได้นอกจาครอบครัวและเพื่อน
“ ถ้าทุกคนรู้ คงถูกโกรธแน่ ๆ ” เสียงหวานพึมพำ คิดภาพโกคุเทระที่น้ำตาคลอ ยามาโมโตะที่คิ้วขมวดเข้าหากันนิด ๆ รีบอร์นที่ถือปืนเตรียมจะฆ่าเขาได้ทุกเมื่อ คุณพี่ที่ตะโกนลั่นสุดหูรูด แรมโบ้ที่นั่งงอแง มุคุโร่ที่ยังคงยิ้มแบบแฝงเลศนัย และ....ฮิบาริ
“ ถูกโกรธแน่ ๆ เลยเรา ” พอคิดถึงหน้าฮิบาริตอนโกรธแล้ว ไอ้อาการหูตกหางงอก็ออกมาจนได้
แต่กระนั้นนภาที่แสนเข้มแข็งเมื่อตัดสินใจอะไรไปแล้วก็จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอย่างเด็ดขาด...
เพราะเขาคือซาวาดะ สึนะโยชิ แม้จะหวาดกลัวแค่ไหน ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของตนเอง...
ดวงตากลมคู่โตเงยขึ้นมองรอบ ๆ เพราะเขามัวแต่เหม่อจนลืมดูทาง เลยไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหนแล้ว สึนะเอ๋ยสึนะ โตจนป่านนี้ยังหนีไม่พ้นคำว่าเจ้าห่วยอีก
“ ทำไงดี... ”
นี่มันที่ไหนกันแน่ เกิดมาไม่เคยจะพบเห็น ตอนแรกเขามั่นใจว่าเดินอยู่ในย่านเมืองที่ไหนสักแห่ง แต่ไหงกลับเป็นตรอกเล็ก ๆ แคบ ๆ ดูมืดหม่นจนชวนขนลุก อีกทั้งกลุ่มคนพวกนี้ที่มองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ นั่นอีก
ไอ้คนที่พูดอยู่ปาว ๆ ว่าจะไม่เปลี่ยนใจอย่างเขา ตอนนี้ชักอยากเปลี่ยนใจจริง ๆ ขึ้นมาแล้วสิ
ยิ่งพยายามหาทางออกเท่าไหร่ก็เหมือนจะยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่านั้น ขาเรียวเล็กแทบจะกลายเป็นวิ่ง รู้สึกหวาดหวั่นทุกครั้งที่ผ่านผู้คนกลุ่มย่อยที่สุมหัวกันอยู่ เสียงดังเอะอะโวยวาย กลิ่นอับกลิ่นบุหรี่คละคลุ้ง บนพื้นเต็มไปด้วยเศษขยะและ.....อะไรบางอย่างที่เห็นแล้วต้องขนลุก
ที่นี่มันอิตาลีหรืออะไรกันแน่!!
เห็นสภาพแบบนี้ นึกถึงใครบางคนขึ้นมาจนได้
เกลียดนักเกลียดหนาการผิดกฎ
เกลียดนักเกลียดหนาการสุมหัวกัน
เกลียดนักเกลียดหนาสายตาท้าทายเยาะเย้ยแบบนั้น
“ ถ้าคุณอยู่ ที่นี่คงจะเละเป็นแถบ ๆ แน่ ” สึนะหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะนึกขึ้นมา นี่ตัวเขากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย!
ไม่รู้เป็นวันซวยอะไร สิ่งที่เขาภาวนาว่าไม่อยากเจอก็ต้องมาเจอจนได้ ชายร่างใหญ่สามคนท่าทางคล้ายมาเฟียยืนขวางทางเดินแคบ ๆ ที่เขากำลังจะไปราวจงใจ พวกนั้นส่งเสียงพูดคุยลั่นไม่เกรงกลัวคนโดยรอบ สัญชาตญาณบอกให้สึนะรีบถอยหนีโดยเร็ว
แต่เพียงแค่หันหลังกลับ เขาก็ถูกชายคนหนึ่งเรียกไว้ “ จะรีบไปไหนกัน? ”
ชักอยากขอบคุณรีบอร์นอีกครั้งจริง ๆ ที่เอาปืนจ่อหัวบังคับให้เขาเรียนภาษาอื่น ๆ เพิ่มโดยเฉพาะ รัสเซีย อังกฤษและอิตาลี ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นบอสต้องไม่โง่
และก็ไม่โง่จริง ๆ สึนะรับรู้ทุกคำพูด “ ผมรีบน่ะครับ ” เสียงหวานเอ่ยเบาอย่างรู้กาละ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คนฟังจะหยุดความคิดอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นได้
“ ส่งของหรือไง ไม่เป็นไรแถวนี้คุยได้ ” คนพูดหัวเราะดัง สึนะเหลือบมองอย่างหวาด ๆ นอกจากแรมโบ้แล้ว ยังมีคนแบบนี้อยู่อีกมากสินะ ไอ้พวกหลงตัวเองเนี่ย
มือกร้านของชายคนหนึ่งพยายามช้อนใบหน้าที่ก้มอยู่ของสึนะขึ้น ดวงตากลมโตจ้องตอบกลับ น่าแปลกที่คนพวกนี้ดูไม่ได้ร้ายกาจไปหว่าพวกที่เขาเคยเจอเลย เพียงแต่ว่า.....ถ้าเพียงแต่ว่า
ถุงมือ....ไม่มี
ซวยสุดหูรูดไปเลยจริง ๆ!!
“ หน้าตาดีนะเนี่ย แบบนี้มาทำงานกับพวกเราไหม? ” ให้ไปทำงานหรือทำอะไรกันแน่ สึนะแม้จะไม่ได้มีความคิดเลวร้าย แต่ใช่ว่าจะไม่รู้ถึงความคิดในโลกมืดนั้นเลยเสียเมื่อไหร่
จะทำยังไงดี....สึนะมองโดยรอบ พยายามหาทางออกที่ดีที่สุด
“ ช่วยปล่อยตัวผู้หญิงของผมจะได้ไหมครับ? ” เสียงพูดเรียบ ๆ ที่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องอย่างปวดร้าวของเจ้าของมือที่ยื่นออกมาสัมผัสปลายคางมน สึนะมองร่างใหญ่ที่ทรุดลงนั่ง ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองคนข้างกาย
อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงกว่าเขาพอสมควร ใบหน้าคมสวยแต้มด้วยรอยยิ้ม เส้นผมสีดำยาวประบ่ารวบครึ่งศีรษะ ดวงตาสีฟ้าครามใส จะเรียกว่าหล่อ....หน้าตาดี....หรือว่าสวยกันแน่นะ?
“ แกเป็นใคร!! ” เพียงแค่เหล่าชายในคราบมาเฟียอ้าปากถาม ปากกระบอกปืนใหญ่สีเงินเงาวับก็จ่ออยู่ที่หน้าผากพอดิบพอดี
“ เสียใจจริง ๆ ผมไม่ชอบบอกชื่อใครมั่ว ๆ แต่ถ้าหลบเจ้านกตัวนี้ของผมได้ล่ะก็ไม่แน่ ” รอยยิ้มหวานแต้มบนใบหน้านั้นอีกครั้ง แต่ทำไมไม่รู้ สึนะรู้สึกว่ามันเป็นรอยยิ้มของเพชฌฆาตมากกว่านักบุญ
ชายทั้งสามรีบลนลานจากไปอย่างไม่สนใจภาพพจน์ตนเอง ดวงตากลมโตได้แต่จ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้า งง สงสัย ตกใจ ประหลาดใจ....ความรู้สึกต่าง ๆ แฝงมาพร้อมกับคำขอบคุณที่อยากจะเอ่ย
“ เอ่อ..... ” เขาอ้ำอึ้ง
“ ไม่เป็นไร ๆ นี่มันปืนปลอม ใครจะบ้าใช้ปืนใหญ่ขนาดนี้ไหว ” คนพูดควงมันไปมา ความเงางามของมันยังคงสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาของเขา
สึนะหน้าเจื่อน ไม่ใช่เรื่องนั้นสักหน่อยที่อยากจะพูด ไอ้ปืนผาหน้าไม้น่ะเขาชินเสียยิ่งกว่าชินอีก ก็โดนยินมาจนไม่รู้ว่าตัวพรุนไปกี่รู ๆ แล้ว “ ขอบคุณนะครับ ” ร่างบางกว่าโค้งน้อย ๆ
อีกฝ่ายเลิกคิ้วสูง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน “ ไม่เป็นไร ๆ ว่าแต่.... ” เขาพินิจมองโดยรอบ “ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะเป็นเด็กผู้ชาย ”
เหมือนโดนดาบที่ไหนปักเข้ากลางอก ไอ้เรียกว่าเป็นเด็กไม่เท่าไหร่ แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้ชายนี่สิ....
พอเห็นคนฟังหน้าตาไม่สู้ดีก็จึงรีบขอโทษเป็นการใหญ่ “ โทษทีนะฉันพูดอะไรไม่คิดไปหน่อย ว่าแต่นายดูแล้วไม่ใช่คนแถวนี้? ”
คนปากพล่อยพยายามเปลี่ยนเรื่องโดยเร็ว สึนะส่ายศีรษะน้อย ๆ มองดูแล้วคล้ายกับใครบางคนที่เขารู้จักเหมือนกัน “ เอ่อคือ....พอดีผมเพิ่งเคยมาน่ะครับ ”
“ แย่จังนะ....แล้วแบบนี้จะไปถามใครดีล่ะเนี่ย ” เสียงเรียบพึมพำเบา ๆ
ไปถามใคร?.....หมายความว่า????
“ อ่อ....ฉันก็หลงทางมาเหมือนกันน่ะ ” คนกล่าวหัวเราะแห้ง ๆ
ซวยสุดหูรูดไปเลยจริง ๆ!!! ไอ้เราก็นึกว่าจะค้นพบแสงสว่างแล้วแท้ ๆ แต่ที่ไหนได้ ก็แค่คบไฟที่หาเชื้อเพลิงเติมเหมือนกัน!! โธ่เอ๋ย....เจ้าห่วยสึนะเอ๊ย!!
“ อ่า....แต่ว่านะ...ถ้าไงสองคนก็ดีกว่าคนเดียวจริงไหม ฉันว่าไม่นานเราก็คงหาทางออกได้ ” เพื่อนใหม่(??) ยิ้มน้อย ๆ ช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูน่าวางใจเสียเหลือเกิน
ที่อีกฝ่ายพูดมันก็ถูก อย่างน้อยในตอนนี้สองคนก็ยังดีกว่าคนเดียว แม้จะไม่ค่อยไว้ใจนักก็เถอะ แต่ดู ๆ แล้วระหว่างไม่น่าไว้ใจมากกับไม่น่าไว้ใจน้อย ให้โง่ขนาดไหนก็ต้องเลือกไม่น่าไว้ใจน้อยไว้ก่อน
“ ฉันว่าเรารีบไปกันเถอะ ขืนอยู่นานมีหวังได้ถูกตามมาล้างแค้นแหง ๆ ” ว่าแล้วก็ถือโอกาสฉวยเอามือเล็กไว้ ก่อนจะออกวิ่งนำไป สึนะที่ถูกดึงโดยไปรู้อีโหน่อีเหน่ก็ต้องยอมทำใจวิ่งตามแต่โดยดี
กว่าจะออกจากไอ้ตรอกนรกนั่นได้ก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมง จะว่าไปในระหว่างนั้นเขาก็สังเกตได้ถึงอะไรบางอย่าง คน ๆ นี้แม้ดูสบาย ๆ แต่ก็กลับมีกลิ่นไอของอำนาจรายล้อม เพราะทุก ๆ ครั้งที่เกิดเรื่อง เขามักจะออกหน้าตลอด และใช้ความใจเย็นแก้ปัญหาได้อย่างน่าชื่นชม
เขาชื่นชม....อาจเป็นเพราะอยากเป็นเช่นนี้ ใฝ่ฝันที่จะเป็นนภาให้ได้แบบนี้ นภาที่เป็นตัวของตัวเอง แต่ก็สามารถปกครองคนอื่นได้ด้วยเหตุผล
“ เกือบเที่ยงแล้วหรือเนี่ย?? นายหิวรึยัง? ” อีกฝ่ายหันมาถาม สึนะอยากจะเอ่ยปฏิเสธด้วยเกรงใจ แต่ดูแล้วท้องไส้ของเขามันจะไม่เป็นตาม
ร่างสูงกว่าหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี “ มา ๆ ฉันเลี้ยงเอง ๆ ” ว่าแล้วก็ลากไปอีก
พวกเขาหยุดยืนอยู่หน้าร้านขายอาหารเล็ก ๆ แสนจะธรรมดาแห่งหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าใสเป็นประกายมองป้ายร้านด้านบน ก่อนจะหันมายิ้มให้กับเขา “ เข้าไปกัน ”
สึนะไม่สนใจหรอกว่าร้านนั้นจะหรูหราหรือซอมซ่อแค่ไหน ที่เขาสนใจคืออาหารที่จะทำให้เขามีแรงพอที่จะข้ามพ้นวันนี้ไปได้ต่างหาก
เสียงกระดิ่งบริเวณประตูดังน้อย ๆ พอให้คนภายในทราบถึงการมาเยือนของแขกในแต่ละครั้ง ทันทีที่เขาเห็นภาพภายใน สึนะก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง ผืนไม้สีเข้มที่ปูโดยรอบ เตาผิงเล็ก ๆ ดูอบอุ่น สีนวลของตะเกียงส่องสว่าง บรรยากาศดูเป็นธรรมชาติและน่าสบายอย่างที่สุด
“ ร้านโปรดของฉันเลยน่ะเนี่ย ” เมื่อเห็นว่าคนที่ตนพามามีท่าทีพอใจเขาจึงได้เอ่ยขึ้น
พวกเขาเลือกที่จะนั่งบริเวณริมกระจกซึ่งมองออกไปเห็นการสัญจรด้านนอก ดวงตากลมโตมองออกไป ผ่อนคลาย....เป็นอะไรที่ดูผ่อนคลายมาก
“ ทานอะไรดีล่ะ ที่นี่อร่อยทุกอย่างเลยนะ ” สึนะเริ่มสงสัย ทำไมคนที่หลงทางมากับเขาถึงได้รู้จักร้านพวกนี้เป็นอย่างดี?
“ อะไรก็ได้ครับ ผมไม่เรื่องมาก ” เขาเอ่ยตอบ
หน้าของอีกฝ่ายเหมือนอยากจะถามต่อ แต่พอเห็นคิ้วน้อย ๆ ที่แม้จะไม่ขมวดกันแต่ก็ไม่คลายออกนั่น เลยทำให้รู้ว่าคงมีอะไรบางอย่างที่รบกวนจิตใจอยู่ จึงตัดสินใจสั่งอาหารให้แทนโดยพละการ
“ ทำหน้าอย่างกับเด็กหนีออกจากบ้าน ” คำพูดลอย ๆ นั่นทำเอาสึนะสะดุ้ง หันมองคนที่กำลังนั่งจิบกาแฟ
“ อ้าว....ถูกหรือเนี่ย? ” อีกฝ่ายหัวเราะคิกคักเบา ๆ
คน ๆ นี้ไม่ใช่แค่เหมือนใครบางคนหรอกนะ แต่ดันหยิบเอานิสัยของคนหลาย ๆ คนที่เขารู้จักมารวมไว้ที่ตัวหมดนี่สิ!!!
“ เล่าให้ฟังได้ไหม? คิดเสียว่าพูดกับกำแพงหรือต้นไม้ก็ได้เอ้า! ” เสียงเป็นมิตรเอ่ยต่อ
สึนะนิ่งคิด....ลังเลอยู่นาน แต่ทำไมกันนะ ทำไมเขาถึงอยากจะระบายเรื่องราวที่คับอกให้คน ๆ นี้ฟัง จะเป็นเพื่อนก็ไม่ใช่ ญาติพี่น้องรึก็เปล่า แค่คนรู้จักยังไม่รู้ว่าจะนับได้ไหมเลยด้วยซ้ำ แต่แล้วทำไม....
“ คือ.....ผม ”
======================TBC=====================
ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะค้า และขออภัยถ้ามีคำผิด