Login |  Register



Welcome
เนื่องจาก เราต้องการสกรีนคนเข้าฟอรั่ม Fiction/doujin และ YaoiLand ขอไห้ทุกท่านที่จะสอบเข้า ไปทำข้อสอบได้ที่ Vongola Test


Post new topic Reply to topic  [ 67 posts ]  Go to page 1, 2, 3, 4, 5  Next
Author Message
 Post subject: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality'[XS@Up7]
PostPosted: 21 Jan 2009, 14:29 
User avatar
Joined: 11 Jan 2009, 21:44
Posts: 244
Location: 'The Land of Angst' where XS belongs
*เดินเข้ามาพร้อมเอาผ้าคลุมปิดหัว* ไดองเมียวจิ ซิริอุส เรียกสั้นๆว่าไดองหรือซิริอุสสุดแล้วแต่ ขอเปิดตัวคร้าบ~ (ในที่สุด - -" เพิ่งมาเริ่มอ่าน/สิงบอร์ดได้ไม่นานเองเน้) ฟิกรีบอร์นเรื่องแรกและ... เป็นฟิกการ์ตูนเรื่องแรกที่เขียนในรอบ.. ประมาณสองปีได้ =/l\=

อยากจะบอกว่าไม่ได้เขียนเรทนาน ถ้ามันแปลกก็.. ขออภัยขอรับ

ถ้า Intro มันไม่โดนใจก็.. ขออภัยอีกเช่นกัน =/l\= อิไดองเป็นคนชอบเขียนอะไรตามใจอยาก - -"

คู่เอกในเรื่องนี้ออกจะตอบยาก มีหลายคู่(โดยไม่รับประกันว่าจะสมหวัง) โดยรวมมุคุโร่คงจะเป็นตัวนำเรื่อง(มั้ง..)ด้วยการเป็นก้างD18 o_O ส่วนXSกับ8059ถูกเอามาเอี่ยวแค่เพราะคนแต่งชอบสองคู่นี้ที่สุด(โดยเฉพาะXS) จึงขอใช้ประโยชน์จากตัวละครทุกตัวเอามายำ อดีตของตัวละครมีการเติมสีใส่ไข่(มาก) สิ่งที่เกิดขึ้นในฟิกก็จะมีการดัดแปลงเรื่องราวของเดิม ^^; ถึงอย่างนั้นจะพยายามคงคาแร็คเตอร์ไม่ให้หลุดโลกฮะ = =;;

Title: A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' (เหตุผลที่จะเป็นจริงเหนือระลอกคลื่นความเป็นจริง)
Author:
Daiongmyoji Sirus [ไดองเมียวจิ ซิริอุส]
Genre: Angst, drama, smut, fantasy, romance
Overall Rating: NC-17
Warning: Violence, rape, BDSM, อาจเอ่ยถึง self-injury + self-hatred
Fandom: Katekyo Hitman REBORN!
Pairings: XS, 6918, D18, 8059 and so on...?

~

Introduction: Four Scattering Pieces of Glass (เศษแก้วกระจัดกระจายสี่ชิ้น)

ด้ายหนึ่งเส้นหลุบลงเข้าเนื้อ ด้ายเส้นเดียวกันผลุบขึ้นมาจากผิวเนียนละเอียดรอบดวงตาแล้วเย็บเรียงร้อยรายล้อมกันเป็นวงกลม ม่านตาของนัยน์ตาสีแดงจัดจ้านแทนที่ด้วยตัวอักษรจีนเลขหก ผ้าสำลีสีขาวสะอาดปิดเอาดวงตาข้างขวาที่ว่าเอาไว้ ดวงตาอีกข้างได้ประสบผ่านสีมามากมาย

สีหลากหลายของสายไฟนับสิบระโยงระยางระหว่างเครื่องจักรหนึ่งสู่อีกเครื่องจักรหนึ่ง เชื่อมโยงเข้ากับเทคโนโลยีประหลาดบนเพดานและปลั๊กไฟมากมาย สีอ่อนชืดเย็นของกระเบื้องบนพื้นกับผนัง ผู้คนในชุดเครื่องแบบสีนภาและสีหิมะเวียนว่ายกันไปรอบ ๆ ห้องทั้งวันไม่ว่างเว้น และอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อวันจะมีบุรุษในชุดสูทสีดำเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ และดวงตา - ดวงตามากมายหลากสีจ้องมองเขาอย่างเหนื่อยหน่าย สงสัยใคร่รู้ และเย็นชา ดวงตาที่คนทำงานพึงจะมีเมื่อจ้องมองเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างไรอย่างนั้น

เพียงแต่จะมีบางครั้ง... บางครั้งที่กลับกลายเป็นหลายครั้ง สายตาที่จับจ้องมาดูผิดแผกไปจนน่าขนลุก เหล่ามนุษย์ที่เรียกตัวเองว่า ‘มาเฟีย’ ปล่อยเสียงหัวร่อระหว่างที่นิ้วกร้านเลื่อนมาสัมผัสแตะที่ปลายคางมนและเอ่ยชวนให้ไป ‘เล่น’ กัน

การ ‘เล่น’ นั้นเป็นสิ่งน่าขยะแขยงเลวร้ายที่แปดเปื้อนและหลอกหลอนตัวเขาเรื่อยไป

ไม่เพียงแค่นั้นมุคุโร่ยังได้ยินเสียงกรีดร้องอันน่าขนพองสยองเกล้า เขาได้กลิ่นเนื้อกำลังถูกเผาไหม้ แว่วเสียงดิ้นพราดราวสัตว์ถูกจับมัดในตาข่าย ด้วยร่างเนื้อของเด็กชายนี้เขากลับได้รับรู้เงาทะมึนของสังคมที่ถูกปิดซ่อนและกลมกลืนในความเป็นจริงของมนุษย์ได้อย่างลงตัว ร่างเนื้อของตัวเองที่เขาชิงชังอยู่ในตัว ความชิงชังที่ถูกปิดซ่อนอยู่ในภาพลวงตา

มุคุโร่ได้กลิ่นโลหิต

~

กลิ่นดอกซากุระลอยเข้าจมูกเด็กชายหน้าตาหล่อเหลาผู้น่าเกรงขามแห่งโรงเรียนนามิโมริ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฮิบาริสามารถรวบรวมพรรคพวกอันธพาลคอยจองที่ให้เขาอยู่ชมซากุระเพียงคนเดียว ความเชื่อถือจากเหล่าผู้ที่ยำเกรงเด็กชายผมดำได้มาจากความเป็นระเบียบ ความเป็นระเบียบซึ่งเป็นบ่อเกิดของความสงบและความเงียบ การที่เขาเติบโตโดยยกตัวเองขึ้นเป็นศูนย์กลางและใช้กำลังปกครองทำให้ชีวิตนั้นง่ายขึ้นในหลาย ๆ ด้าน ในปีหน้าเด็กหนุ่มจะได้ก้าวขึ้นเป็นกรรมการรักษาระเบียบและกฎก็จะเป็นไปตามที่เขาต้องการ เป็นหนทางที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนมากขึ้น รูปแบบการดำรงในโรงเรียนตีกรอบวิธีการดำรงชีพเข้ามาอย่างสวยงามราบรื่น

การปลีกตัวอยู่คนเดียวมิได้ปล่อยให้คำว่าเหงาเข้ามาย่างกราย เหตุเพราะมีการเล็งเห็นด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าอะไรจะเกิดขึ้น เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่เวียนว่ายในชีวิตประจำวันได้ถูกจัดสรรเอาไว้เป็นอย่างดี

ความเงียบและการอยู่อย่างสันโดษคือวิธีที่ช่วยให้ความคิดของเขาอยู่กับร่องกับรอยและไม่ถูกรบกวน

~

ความเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงเปียโนไพเราะเสนาะหูที่ลอยละลิ่วมาแต่ไกล ขาเล็ก ๆ รีบเร่งก้าวสู่ห้องแสนคุ้นเคยอย่างเร็วที่สุด - ห้องที่ทำให้โกคุเดระรู้สึกปลอดภัย มือเล็กผลักบานประตูหนัก ๆ ให้แง้มออกเพียงพอที่เรือนกายน้อยจะแทรกเข้าไปได้ ดวงตาสีมรกตใสจดจ้องอย่างใคร่รู้กับแผ่นหลังของสตรีร่างโปร่งในชุดกระโปรงสีขาวดูเบาบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบานหน้าต่างถูกเปิดกว้างปล่อยให้สายลมอ่อน ๆ เคลื่อนคล้อยเข้ามาบรรเลงจังหวะดนตรีอย่างอ่อนโยน ม่านสีโปร่งไหววูบราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับตัวโน๊ต เฉกเช่นเดียวกับอาภรณ์ตัวหลวมและเส้นผมของผู้เป็นมารดาพัดพลิ้วอย่างอ่อนหวานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมือเรียวเคลื่อนไปตามเปียโนราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน --

เด็กชายหัวเงินขี้เถ้าสะดุ้งตื่นจากความฝัน ความจริงอันแสนโหดร้ายที่ว่าสิ่งที่เห็นในหัวเมื่อครู่เป็นเพียงความฝันซึมซับเข้าสู่ผิวหนังชวนให้หดหู่ ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบน้อย ๆ ปรับภาพของเปียโนใหญ่โตที่อยู่ตรงหน้าแล้วจึงรู้ตัวว่าตัวเองเผลอหลับไปบนเก้าอี้เปียโน

โกคุเดระนึกสงสัยว่านานเพียงใดกันหนอที่เขาไม่ได้พบกับแม่

~

ต่อให้ผ่านไปนานเพียงใดก็ไม่อาจมีสิ่งใดเพียงพอได้ เหตุว่าความเพียงพอหามีไม่ในโลกอันโสมมนี้ แม้นจะมีการย้ำกันรอบกายให้เซ็งแซ่ว่าขอแค่มีกินก็ดีแค่ไหนแล้ว กระนั้นก็ยังมีเสียงบ่นให้ฟังอยู่เรื่อยไปว่าถ้าเพียงแต่พวกเขามีโอกาสมากกว่านี้ล่ะก็คงไม่ต้องมานั่งเหมือนคนไร้ค่าดุจสวะเช่นนี้ การที่ถูกกดอัตตาของตนให้ต่ำลงเพราะถูกเรียกขานว่า ‘สวะ’ มันเป็นเช่นไรเจ้าของดวงตาสีแดงดุรู้ดีที่สุดเมื่อสมัยอยู่ที่ดาวน์ทาวน์

ทว่า XANXUS คือชื่อที่แสดงถึง ‘ความจริง’ ที่ว่าเด็กหนุ่มมีค่าเหนือคำว่าสวะมากมายนัก และเจ้าของนามเคยแน่ใจว่าชื่อนี้ได้ขีดเส้นเถรตรงที่จะไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน แสงไฟที่วาบแผ่จากฝ่ามือคือสัญลักษณ์แห่งพลัง พละกำลังที่เหนือกว่าใครทุกคนชี้ให้เห็นว่าวันหนึ่งเขาจะได้เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียวองโกเล่รุ่นที่สิบ หลักฐานอันแน่ชัดว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงเด็กด้อยโอกาสแสนไร้คุณค่าทั่วไป นับแต่วันที่รุ่นที่เก้าต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มแซนซัสก็เห็นอนาคตที่ไม่ใช่แค่พอเพียง แต่เกินพอเสียด้วยซ้ำไป และมันคงจะเป็นเช่นนั้นอยู่ร่ำไปหากว่าเลือดวองโกเล่ไหลเวียนอยู่ในกายเขา

หากแต่ความจริงแท้ก็คือ XANXUS กลับกลายเป็นนามที่ขีดรอยชะตาแสนบิดเบี้ยว

_________________
ต่อแต่นี้ติดตาม The Blade of Perfection [XS] และฟิกเรื่องอื่น ๆ ของข้าน้อย(ทั้งเก่าและใหม่)ได้ที่
Image กับ http://daiong.exteen.com/ ค่า~


Image

Image


Last edited by daiongmyoji sirius on 20 Feb 2009, 07:04, edited 9 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality'
PostPosted: 21 Jan 2009, 14:42 
User avatar
Joined: 11 Jan 2009, 21:44
Posts: 244
Location: 'The Land of Angst' where XS belongs
Chapter 1: Abuse of Power (การใช้อำนาจในทางที่ผิด)

มุคุโร่นั่งอยู่ในรถคันหรูที่ไม่เข้ากับเสื้อผ้าแสนธรรมดาที่ห่มหุ้มร่างเล็กของเขาเอาไว้แม้แต่น้อย เด็กชายกำลังถูกพาตัวไป... ที่ไหนสักแห่ง เขานั่งนิ่งขณะถูกรายล้อมไปด้วยบุรุษร่างกำยำชุดดำ ไม่มีคำอธิบายอันใดให้กระจ่างกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามมันมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยบางประเภทคืบคลานเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ มโนภาพที่กระซิบกระซาบบอกว่าสิ่งที่เห็นเป็นภาพลวง ภาพลวงตาที่หลอกหลอนเขาเสมือนยาชาซึมซาบเข้าสู่กระแสเลือด เขาเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างรอยยิ้มจากพวกมาเฟียกับรอยยิ้มของเด็กน้อยที่วิ่งตามแม่บนท้องถนนได้อย่างรวดเร็ว และแล้วความทรงจำบางอย่างก็คลานหวนคืนเข้าหาตัวเองโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มตระหนักอย่างช้า ๆ ว่ามีความทรงจำคร่ำคร่าสลักกับสมองตั้งแต่สมัยก่อนเป็นทารก

ความทรงจำแห่งความทุกข์ทรมาน การล่อลวงที่ดึงให้ตัวเองหายใจรวยรินเพราะกล่องที่ปิดบีบแน่นอยู่ในอก ในเวลาเดียวกันก็พิศเห็นสีภาพซึมข้ามเนื้อผ้าเข้าสู่ห้วงจิต และแล้วมุคุโร่ก็เรียนรู้ในเวลาอันสั้นที่จะยิ้มและพูดจาสุภาพเพื่อสะกดเอารอยแปดเปื้อนของวัฏสงสารเอาไว้เบื้องหลัง เขากำลังเปลี่ยนแปลงในฐานะเด็กที่โลกมนุษย์ผู้กำลังจะโต และกำลังดึงความสามารถเก่าแก่ที่ฝังลึกอยู่ออกมาทีละน้อย

เมื่อถึงเวลาเบิกเนตร เขาตั้งใจว่าจะเริ่มปฏิบัติการเริ่มทำลายวงการมืดที่น่ารังเกียจ

~

“ตั้งแต่วันนี้ไปจะต้องมีสักวันแน่ ๆ ที่แกคิดว่าโชคดีที่ได้ฉันเป็นพวกเดียวกัน” สควอโล่มือดาบแห่งวาเรียยิ้มย่องผยองตนอยู่ตรงหน้าชายหน้าเขม็งเครียด แสงอาทิตย์สาดบนเส้นผมสีเงินสว่างให้ส่องประกายกลมกลืนกับดวงหน้าเรียวขาวได้อย่างลงตัว นัยน์ตาเล็กสีน้ำแข็งวูบไหวอย่างกวน ๆ ด้วยความมั่นใจเต็มประตู ผิดกับดวงตาสีโลหิตแสนยะเยือกที่จ้องกลับมาอย่างเคลือบแคลง

ความประหลาดใจกระตุกวูบผ่านเสี้ยวหน้าคมเข้ม “สควอโล่...” เอ่ยเรียกเสียงเบาก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏให้เห็นเจือจางบนริมฝีปากหนาอย่างนึกหมั่นไส้ความมั่นใจที่ไม่รู้เจ้าฉลามนี่ไปหอบเอามาจากไหน ยิ่งกว่านั้นคำพูดที่เกือบจะเหมือนท้าทายนั้นให้กับใครไม่ให้แต่ดันเป็นเขาคนนี้ ถ้อยคำว่า ‘โชคดี’ กำลังหันมาหัวเราะเย้ยชีวิตที่แท้จริงของเขาอยู่อย่างไรชอบกล ยิ่งกว่านั่นคลื่นของความดีใจอันแปลกประหลาดก็ปะทะเข้ามา เขาไม่แน่ใจว่าคนพูดรู้ตัวรึไม่ว่าตัวเองพูดจาที่เท่ากับปล่อยตัวให้เป็นของตายชัด ๆ ออกมา

เมื่อสควอโล่เห็นว่าผู้ถูกยกให้เป็นนายเหนือหัวกลับเงียบเป็นเป่าสากไม่พูดอะไรต่อจึงหันกายบางทำท่าจะเดินออกจากระเบียง แต่แล้วก็ต้องร้องอย่างตื่นตระหนกเมื่อคอเสื้อเชิร์ตถูกดึงกระชากอย่างทันทีทันใด “เฮ้ย !!”

แซนซัสถูลู่ถูกังลากฉลามงงเข้าห้อง ก่อนจะกดกระแทกแผ่นหลังของอีกฝ่ายเข้ากับกำแพงด้วยแรงเพียงพอที่จะให้สควอโล่ปล่อยเสียงคล้ายกำลังสำลักออกมาได้ “อั่ก -- แกทำอะไรบ้าวะ !” นัยน์ตาคู่คมเล็กตวัดมองอย่างหาเรื่อง ไม่ว่าจะเมื่อไรก็ไม่ชินกับอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของคนตรงหน้าสักที

“หนวกหู” แซนซัสติเสียงไม่เบาไม่ดัง แต่ใบหน้าก็ยื่นเข้าไปจนปลายจมูกแทบสัมผัสกับแก้มเนียน สีเลือดบนดวงหน้ายาวสวยเลือนหายไปเล็กน้อย

สควอโล่สะดุ้งโหยงลำขาหนาแทรกเข้ามาเสียดสีที่ตรงหว่างขา ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว “เฮ้ย ๆ ๆ !! ออกไปห่าง ๆ แล้วคุยกันให้รู้เรื่องเซ่ !” จากที่หน้าซีดก็เริ่มแปรเป็นสีเรื่อเจือจางเพราะระยะประชิดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือพยายามผลักไสหัวไหล่ของคนตรงหน้าออกเวลาเดียวกันกับที่ลิ้นสากเลียเข้าที่ใบหู คนผมเงินกระตุกสีหน้าด้วยความรู้สึกจั๊กจี้ มือกร้านเลื่อนมาปลดกระดุมกางเกงและแทรกปลายนิ้วเข้าไปลูบที่จุดอ่อนสะท้านส่งผลให้คนถูกสัมผัสหอบหายใจเฮือก “ไม่ตลกนะโว้ย !! แซนซัส นี่แก—“

ถ้อยคำถูกเทใส่กลับเข้าไปในลำคออีกครั้งเมื่อเรียวปากร่างสูงประกบเข้าจูบ ทั้งที่สควอโล่ยังไม่ทันฟื้นคืนจากอาการตกตะลึงที่ได้รับจากสัมผัสก่อนหน้า เจ้าของฉายาฉลามคลั่งเบิกตาโพลงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น งุนงงแต่ในขณะเดียวกันก็หัวใจเต้นรัวด้วยความรู้สึกหลาย ๆ อย่างปะปนกันจนมั่วไปหมด เกือบจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้อยู่ใกล้กับหนุ่มผมดำยุ่งขนาดนี้ เวลาเดียวกันก็เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าแซนซัสช่างเหมือนกับคนแปลกหน้าและทำอะไรเกินขาดเขาอย่างขาดลอย แผ่นอกกว้างแนบสนิทชิดกับอกของเขาจนน่าอึดอัด และไม่ว่าอย่างไรนิ้วมือแกร่งที่เริ่มเร่งความเร็วตรงท่อนกายก็ช่วยปลุกเร้าอารมณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอรับเมื่อกลีบปากคนตัวสูงกว่าบดเบียดเข้ามาอย่างรุนแรง สีแดงเริ่มซ่านบนดวงหน้าสวย หากแต่ปัญหาคือเขายังไม่อาจปรับตัวให้เข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

พลั่ก !

มือบางฟาดเข้าที่ศีรษะชายผมดำยุ่งเข้าอย่างจังด้วยแรงที่หนักพอจะให้แซนซัสถอนริมฝีปากออกเพียงไปไม่กี่เซนต์ แต่แล้วคนแกร่งกว่าก็คว้าเข้าที่ข้อมือบางและกระแทกมันแนบลงกับกำแพงเหนือหัวหนุ่มตรงหน้า

“อ่ะ—“ คนถูกข่มเหงยังคงไม่ยอมแพ้พยายามใช้ท่อนแขนซ้ายที่มือกุดอยู่ดันแผงอกคนตรงหน้าออกห่าง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีเพราะคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าบอสกำลังอยู่ใกล้กับเขาจนรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิกายที่พุ่งสูงขึ้นจนผวา

“เลิกดิ้นมันน่ารำคาญ !” แซนซัสกัดฟันกรอดพร้อมกับขึ้นเสียง ใช้มืออีกข้างละแกนกายของอีกฝ่ายเพียงเพื่อที่จะฟาดท่อนแขนนั้นออกไปให้พ้นทาง

“โอ๊ย !! เดี๋ยวแผลฉันก็เปิดพอดี ไอ้—ฮ้า..!“ เสียงโวยวายแทนที่ด้วยเสียงหอบแรง ๆ ศีรษะสะบัดขึ้นกดกับผนังห้องระหว่างที่หายใจกระเส่าสั่นเมื่อร่างหนาเบียดกายเข้ามายิ่งกว่าเดิมพร้อมกับใช้ขาแทรกสีเสียดกับจุดอ่อนไหว เนื้อผ้าที่เบียดสีส่งความร้อนแล่นเปรี๊ยะไปทั่วแข้งขาจนเข่าอ่อน อากัปกิริยาทุกฉากถูกจับตาดูด้วยดวงตาสีแดงฉานจนอดหน้าร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ สควอโล่พยายามควบคุมลมหายใจให้ช้าลงและปรือตามองใบหน้าที่อยู่แสนใกล้

“นี่จะเป็นการทดสอบว่าแกพร้อมจะเดินไปกับฉันจริงรึเปล่า” ร่างสูงเค้นวาจาบีบคั้น ตาสีเลือดประสานเข้ากับดวงตาคมสีฟ้าที่รีบหลุบหลีกไม่ยอมสบตา เสี้ยวหน้าสวยรู้สึกร้อนผ่าวด้วยความโกรธและความกระอักกระอ่วนที่ยากจะอธิบาย ขบฟันแน่นเพราะไม่แน่ใจว่าจะโต้แย้งไปอย่างไรดี แม้เขาพร้อมที่จะอยู่สู้เคียงข้างบุรุษเบื้องหน้า แต่การจะให้ก้าวล้ำขอบเขตทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิส่วนบุคคลขนาดนี้ก็เกินกว่าที่จะทำใจรับในเวลาอันสั้น หรือบางทีอาจจะไม่มีวันรับได้เลย อันที่จริงแล้ว ณ วินาทีนั้นชายผมขาวเงินเพียงแค่รู้สึกว่าการสบตาที่มีทั้งความดุดันและราคะก็ออกจะ... ยากเกินไป

ไม่ปล่อยให้คิดฟุ้งซ่านได้นานต้นขาก็เสียดสีเข้ากับหว่างขาของร่างอรชรเป็นจังหวะถี่ขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงลมหายใจกระชั้น มือเลื่อนไปดึงกระชากเสื้อเชิร์ตของวาเรียจนกระดุมหลุด ถ้าหากว่าหัวเจ้าฉลามว่างกว่านี้อาจจะนึกด่าคนเป็นบอสในใจ ถึงอย่างนั้นก็ยากจะคุมสติให้อยู่กับที่กับทางเมื่อเรียวนิ้วลูบสัมผัสที่ยอดอก ขณะที่ลำคอถูกดูดเม้มจากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่งจนผิวเนื้อร้อนผะผ่าว แซนซัสใช้เวลาสั้นนิดเดียวที่จะหาจุดอ่อนไหวที่อยู่ใกล้ ๆ หลังคอ

“อึ้ก...” สควอโล่กัดฟันแน่นพลางกดหน้าผากชื้นเหงื่อกับบ่าหนาเพื่อซุกซ่อนใบหน้าเสียวซ่านของตน เขาหอบสลับกับกลั้นหายใจ ส่งเสียงประหลาดด้วยความที่พยายามกลั้นเสียงสุดชีวิต ความอับอายแผดเผาไปทั่วร่าง นิ้วบางเรียวดึงรั้งที่เสื้อเชิร์ตสีขาวของแซนซัสอย่างเอาเป็นเอาตาย หากมิเช่นนั้นแล้วเขาอาจจะทรุดลงกองกับพื้น ท่อนบนของเขาเปลือยเปล่าในเวลาอันรวดเร็ว มือหยาบเลื่อนมารูดเลื่อนบนจุดแข็งขืนของเขาไปพร้อม ๆ กับขยับเคลื่อนกายให้เสียดสีกับลำตัวบาง คนหน้าสวยหอบหนัก ๆ ไม่เป็นจังหวะเท่าเทียมก่อนที่น้ำสีขุ่นจะพุ่งเข้าเปรอะหน้าท้องและแผ่นอกของเขา ฟันคมกัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกชา ไม่ปลดปล่อยแม้ปลายเสียงให้หลุดออกไป

แซนซัสผละกายออกเล็กน้อยและปล่อยทิ้งให้อีกฝ่ายทรุดลงช้า ๆ กับพื้นห้อง ร่างผอมสง่ายังคงสั่นเทาและหอบหายใจเพราะยังไม่ฟื้นคืนจากความหฤหรรษ์ดีนัก เรือนกายสูงยอบตัวลงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันและเอ่ยคำบัญชาแสนง่ายดายว่า “อ้าขาออกสิวะ”

“ห๊ะ ? เดี๋ยว... ไม่ !” ชายผมเงินเปล่งห้ามแต่มือใหญ่ก็ดึงทึ้งเอากางเกงออกให้พ้นเรียวขาขาวและเหวี่ยงไปไกลโดยไม่ฟังคำค้านใด ๆ ทั้งสิ้น “แซนซัส ! ถ้าแกไม่หยุดก็ขอให้พอ--พอก่อนเหอะ !” รีบใช้มือขวาดันไหล่และอกคนตรงหน้าออกเป็นพัลวัน

“มีปัญหามากนักรึไง !” คนถูกห้ามแผดเสียงใส่เล่นเอามือบางหยุดชะงักการเคลื่อนไหว ความเงียบงันเข้าปกคลุมไม่กี่วินาทีก่อนที่แซนซัสจะว่าต่อ “แกรู้ใช่ไหมว่าเป้าหมายของฉันคืออะไร”

นัยน์ตาสีเย็นส่องประกายสับสน ก่อนจะกระซิบตอบด้วยเสียงเบาผิดวิสัย “...เก้าอี้หัวหน้าแก๊ง”

“ใช่ และนั่นก็หมายถึงอำนาจ อำนาจในทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงอำนาจเหนือตัวแกด้วย” ตอบด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้างพอ ๆ กับวิธีปัดเข่าคนตรงหน้าให้แยกออกจากกันและไปนั่งแทรกเอาไว้ “และฉันต้องการมันที่นี่เดี๋ยวนี้”

“แต่--อ๊า ! โว้ยยย เจ็บ ๆ” เสี้ยวหน้าเรียวบางบูดเบี้ยวเมื่อนิ้วกลางแทรกเข้ามาทางช่องทางอย่างไร้การบอกกล่าว

“หุบปาก นอกจากเสียงครางแล้วฉันไม่อยากฟังเสียงอื่นจากไอ้สวะอย่างแก”

“แล้ว—อ่ะ—แกจะมา... ทำอะไรแบบนี้กับสวะทำไมล่ะวะ !! อึ๊ก..!” สควอโล่งุบหัวลงต่ำเมื่ออีกฝ่ายดึงนิ้วแรกออกไปเล็กน้อยเพียงเพื่อเพิ่มนิ้วที่สองให้เข้ารุกล้ำ

“หยุดเกร็งสิวะ” เสียงบ่นดังเข้ากระทบหูคนที่กำลังบิดร่างด้วยความเจ็บ

“ก็มัน...” คนถูกสั่งปรือตามองทำท่าจะเถียง แต่ก็เงียบเสียงไปเมื่อเห็นดวงตาที่--ขอบคุณพระเจ้าไม่ได้สบตากับเขา--วูบไหวด้วยแรงปรารถนา “ฮ้า~”

คิ้วสองแฉกเลิกขึ้นข้างหนึ่งเล็กน้อยเมื่อเสียงครวญน่าฟังแว่วเข้าหู อ้อ ตรงนี้เรอะ แซนซัสเหลือบตาขึ้นมองเรียวหน้าที่เบือนหนีไปอีกทาง กระนั้นก็ปิดความเสียวสะท้านระคนเจ็บปวดเอาไว้ไม่มิด กล้ามเนื้อที่บีบรัดรอบเรียวนิ้วเริ่มยืดหยุ่นได้ง่ายขึ้น บุรุษหน้าคมรู้สึกถึงเหงื่อซึมออกมาที่ขมับและลมหายใจร้อนที่ระบายออกระหว่างกลีบปากด้วยแรงอารมณ์ที่ก้าวขึ้นสูงเมื่อเห็นสีหน้าชายตรงหน้า

ไม่รอช้าก็ถอนนิ้วออกไม่เบานักจากกายเพรียวที่หลุดร้องด้วยความเจ็บเบา ๆ สอดเสียดกายเข้าไปในช่องทางร้อนชื้นนั้นแทบจะในวินาทีต่อมา ลำตัวยาวบิดเร่าและเหยียดเกร็งจากการรุกรานที่ได้รับ เรียวขาสั่นระริกจากระลอกราคะที่พุ่งปราดเข้ามา

“โอ๊ย—อึ่ก... แซน—“ เสียงขานนามขาดห้วงหายไปแทนที่ด้วยเสียงหอบกระเส่าสลับกับครางแหบอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ แต่ก็มีเสียงเรียกชื่อแบบขาด ๆ หาย ๆ เป็นระยะเมื่อกายเจ้าของชื่อเคลื่อนขยับตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว น้ำรื้นที่ขอบตาก่อมาจากความแสบสันต์ที่ด้านล่าง

แซนซัสขบกรามเล็กน้อยเมื่อถูกบีบรัดและดูดกลืนเข้าสู่ช่องอุ่นระอุ ความร้อนนั้นแล่นไปทั่วทุกกล้ามเนื้อในกายจนเร่งจังหวะโดยไม่สนใจเสียงคร่ำครวญด้วยความเจ็บแปลบ ในหัวของเขาไม่มีความใส่ใจเพียงพอกับความรู้สึกที่ร่างเบื้องล่างได้รับ เสียงเรียกชื่อเขาดังเข้าหูเมื่อเบียดลำตัวหนาเข้าชิด แก้มสัมผัสแก้ม แรงสั่นสะเทือนของเสียงครางถูกถ่ายทอดให้รู้สึก ลมหายใจรินรดทั้งหูและต้นคอแกร่ง เจ้าของนามได้ตรับฟังเสียงที่เกือบจะฟังดูเหมือนอ้อนวอน ราวกับร้องขอให้เขาช่วยผ่อนแรงลงเป็นอย่างน้อย ถึงกระนั้นชายผมดำก็แทบคลั่งกับความเร่าร้อนที่ครอบคลุมจนยากจะใส่ใจ เขาหอบหายใจถี่ขึ้นประสานกับเสียงครางกระชั้นของคนใต้กาย มือใหญ่แกร่งพยุงดันให้ร่างบางโปร่งนั่งอยู่ในมุมที่เขาต้องการมากขึ้น คนผมเงินส่งเสียงคล้ายกับจะเจ็บระคนอึดอัดเมื่อสะบักหลังขูดกับผนังเย็นเฉียบทั้งที่ผิวทุกตารางนิ้งของเขารู้สึกร้อนฉ่า ชายร่างสูงบีบกรามอีกฝ่ายเป็นเชิงบังคับให้ขยับเงยขึ้นพร้อมกับอ้าปากเพื่อให้เข้าประทับจูบได้ถนัดขึ้น ปากต่อปากทอดผ่านการเชื่อมต่ออย่างเหนียวแน่นจนอารมณ์คุกรุ่นขึ้นมาจนแทบระเบิดออก

แซนซัสถอนริมฝีปากออกพร้อมกับหอบหายใจร้อนเล็กน้อย ขยับกายเข้าไปลึกยิ่งกว่าเดิมส่งผลให้สควอโล่ปล่อยเสียงครางยาวเมื่อถึงจุดหฤหรรษ์ ตามมาด้วยเสียงต่ำ ๆ ในลำคอนายเหนือหัวผู้สัมผัสกล้ามเนื้อช่องทางที่บีบตัว ร่างหนาดันกระแทกสะโพกเข้ามาอีกเพียงไม่กี่ครั้งก่อนจะถึงที่หมาย คนตัวบางกว่าหอบเฮือกเมื่อรู้สึกว่าของเหลวถูกฉีดเข้าร่างจนปริ่มออกมาจากช่องทาง ความอุ่นประหลาดที่น่าขยะแขยงไปในตัวแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู

“เฮ้ย ! แกอย่ามา... ปล่อยในตัวฉันเซ่ !” สควอโล่โวย แต่แล้วก็ต้องร้องโอดโอยเพราะโดนฟาดกบาลเข้าให้

“หนวกหูน่าไอ้สวะ !!” แซนซัสขึ้นเสียงทั้งที่ยังคงหายใจแรงอยู่ ไหวสะโพกออกจากร่างของอีกฝ่ายโดยไม่มีคำเตือน เรียกเสียงครางเครือในลำคอเจ้าของฉายาฉลามออกมาเล็กน้อย ผู้เป็นนายใช้ปลายนิ้วด้านกดทิ่มหน้าผากสควอโล่ให้แตะกำแพงด้วยแรงพอประมาณจนเสี้ยวหน้าเรียวกระตุกไหวด้วยความเจ็บ ก่อนจะพูดต่อไปด้วยเสียงต่ำ ๆ “ฉันคนนี้จะเป็นวองโกเล่รุ่นที่สิบ ฉันมีสิทธิ์ทุกอย่างที่จะได้สิ่งที่ฉันต้องการ”

ฟันขาวกัดกดริมฝีปากบางไม่เอ่ยปากเถียงแต่ก็ไม่หลบตา ทั้งโกรธง่ายทั้งเอาแต่ใจ ให้ตายเถอะ ในส่วนหนึ่งนักดาบหนุ่มก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไมถึงเลือกที่จะกวัดแกว่งคมดาบเพื่อคนผู้นี้และยินยอมที่จะอยู่เคียงข้าง เสี้ยวหนึ่งของจิตใจเอ่ยโต้ว่าเมื่อครู่เป็นเรื่องที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่ใช่ว่ายอมศิโรราบแต่โดยดี แต่จากถ้อยประโยคเมื่อครู่กำลังตอกย้ำให้รู้ว่าร่างกายเขาจะต้องถูกใช้ประโยชน์ทุกเมื่อที่คนตรงหน้าปรารถนาเป็นแน่ หัวใจเต้นข้ามจังหวะไปวูบหนึ่งตามสัญชาติญาณ อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว สควอโล่ก็จำต้องยินยอมให้การหลับนอนครั้งต่อ ๆ ไปเกิดขึ้นอย่างเสียมิได้ หากแต่ไม่เคยแสดงว่าต้องการมันอย่างเต็มที่เสียทีเดียว

นับจากวันนั้นจนถึงเหตุการณ์ ‘กรงนก’ สควอโล่จึงเริ่มทำความเข้าใจถึงความประพฤติของบอสงี่เง่าคนนี้ได้มากขึ้น แม้กระนั้นก็มักจะมีผนังห้องที่ปิดกั้นไม่ให้เขาเข้าถึงได้ และผ้าปิดตาตัวเขาเองที่ทำให้มองไม่เห็นส่วนใดส่วนหนึ่งของเจ้าของดวงตาสีทับทิมเสมอมา... ไม่แน่ว่าอาจจะเสมอไป

~

[Around 8 years later]

ฮิบาริรู้สึกถึงความร้อนของเลือดลามไปทั่วโหนกแก้ม รู้สึกเจ็บระบมอยู่ไม่น้อยทว่านัยน์ตาสีนิลก็ยังคงจ้องตากับเจ้าของดวงตาต่างสีอย่างไม่หวั่นไหว กลีบซากุระร่วงโรยจนรู้สึกเวียนหัว รสโลหิตที่กบปากก็ปลุกความคลื่นเหียนได้ที่ทีเดียว มุคุโร่ลากร่างบางกว่าเข้ามาในห้องไว้สำหรับคุมขัง มีเพียงแสงสีซีดที่เล็ดรอดผ่านช่องเล็ก ๆ ให้ความสว่างกับห้องหินปูนอันทรุดโทรม กรรมการรักษาระเบียบผู้พ่ายแพ้จ้องอย่างเจ็บแค้นไม่ลดละ คนที่ชื่อมุคุโร่นี้ไม่แม้แต่จะพยายามยึดกระบองของเขาไปทั้งที่มีโอกาส คนที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ฝ่ายเดียวแอบคิดแช่งด่าจะขย้ำชายผมน้ำเงินดำให้ดับเข้าสักวัน

“เลิกจ้องแบบนั้นเสียทีเถอะครับ” มุคุโร่ยิ้มให้แบบที่ควรจะเรียกได้ว่าน่ารักเหลือเกิน แต่หัวเข่าที่ฮิบาริใช้พยุงตัวขึ้นเตรียมสู้กลับถูกตวัดใส่อย่างไม่ไยดี ช่างตรงข้ามกับรอยยิ้มที่ให้เสียเหลือเกิน

ฟึ่บ !!

ร่างสูงเบี่ยงตัวหลบกระบองที่เหวี่ยงเข้ามาเฉียดไปเส้นยาแดงผ่าแปด ระบายรอยยิ้มอย่างนึกสนุกแต่ไม่ได้ขยับไปไหนต่อ ท่าทีการยืนสบายอารมณ์แบบนั้นยิ่งทำให้อกกรรมการรักษาระเบียบเดือดพล่านพร้อมกับกัดฟันกรอดอย่างเคียดแค้น เจ้าของนัยน์ตาสีแปลกพินิจพิเคราะห์ดวงหน้าที่แม้จะเปื้อนเลือดก็ยังดูดีติดจะสวยนั้นอยู่ชั่วขณะ ยิ่งอีกฝ่ายแสดงสีหน้ามุ่งมั่นจะผูกใจเจ็บก็ยิ่งรู้สึกว่าควรจะแกล้งต่ออีกสักหน่อย

ฮิบาริขนลุกขึ้นวูบหนึ่งเมื่อบรรยากาศดูหนักอึ้งขึ้น แต่ก็ไม่ได้หวาดหวั่นแต่อย่างใด กระนั้นรอยยิ้มของคนที่กำลังสนุกสนานกลับดูยะเยือกขึ้นจนยากจะอธิบาย มุคุโร่ย่อตัวลงเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนนึกขำปนเอาจริงไปในตัว

“ถ้างั้นมา ‘เล่น’ อะไรกันเพิ่มเติมสักหน่อยเถอะครับ”

TBC.

ติชมและตั้งคำถามหากมีข้อสงสัยได้ตามสบายฮะ ผิดพลาดอันใดหรือขัดๆกับอะไรบอกได้เน้~

_________________
ต่อแต่นี้ติดตาม The Blade of Perfection [XS] และฟิกเรื่องอื่น ๆ ของข้าน้อย(ทั้งเก่าและใหม่)ได้ที่
Image กับ http://daiong.exteen.com/ ค่า~


Image

Image


Last edited by daiongmyoji sirius on 07 Feb 2009, 11:03, edited 2 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' [XS etc.]
PostPosted: 22 Jan 2009, 01:22 
User avatar
Joined: 12 Jan 2008, 13:34
Posts: 889
Location: มุมหนึ่งในห้องน้ำของแซนซัส
ชอบค่า >///<


XS สุดยอด ><b


หลามไม่ต้องเข้าใจบอสหรอก อย่างบอสน่ะเข้าใจยาก เพราะงั้นบอสเดินหน้าต่อเลย!!!


จะรอตอนต่อไปนะค้า

_________________
[align=center]

"นี่คือการรวมพลเฉพาะกิจเพื่อกอบกู้ความวาย"

Image
>>Happy Famiglia<<
[/align]

เปิดบล็อค http://mukkuk.exteen.com/


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' [XS etc.]
PostPosted: 22 Jan 2009, 17:29 
User avatar
Joined: 11 Apr 2008, 07:49
Posts: 2604
วิ่งมากรี้ด ที่จริงอะนตั้งแต่ที่โรงเรียนแล้วหละคะ แต่ไม่สามารถเม้นได้จาร์ยปิดเน็ตข้อหาไม่ตั้งใจ สครีม ชอบอมากมายเลยคะ จะติดตามนะคะ

_________________
XS คือ Tautology สิ่งที่พิสูจน์แล้วเป็น จริงตลอดกาล
Image
Image
Image
Image
XS สมการไร้ขีดจำกัด ><
แอนตี้ภาษาวิบัติ! ค่ะ
............................................................................................


Profile  Online
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' [XS etc.]
PostPosted: 22 Jan 2009, 23:04 
User avatar
Joined: 10 Aug 2008, 14:25
Posts: 410
Location: ทุกที่ที่มี 6918~!!!
กรี๊ดดดดดดดดดดดดด ฟิคไดองสุดยอดทุกเรื่องจริงๆ จ้า >//////<
ขอกอดหน่อย ... ฮ่าๆๆๆ
(นี่ขนาดไม่ได้แต่งเรทมาตั้งนานนะเนี่ย ...ก็ยังแต่งดีกว่าเราอยู่ดีอ่ะ เหอะๆ)

ป๋าแซน... มาถึงก็เอาเลยเรอะคะ... (แต่ป๋าเร้าใจจริงๆ เลยค่า ก๊ากกก)
พี่หลามช้ำหมดพอดีสิคะ - - แหมๆ 55+

6918 นี่ตัดจบแบบทำร้ายจิตใจคนอ่านอีกละ - - ทุกทีๆ..
จะตัดตอนนั้นทำไมเล่า!!!! ชิส์ ขัดใจ~
/me โดนไดองตบคว่ำข้อหาบ่นมาก

รออ่าน 6918 กะ 8059 ต่อปายยย...
อัพไวๆ เน้อ~ ^^

_________________
Image

...ไม่ว่าฤดูใบไม้ผลิจะผันผ่านไปมากมายเท่าไร

...แต่คำสัญญาของเรา ...จะเป็นดั่งเช่นนิรันดร...ใช่ไหม ?





Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' [XS etc.]
PostPosted: 23 Jan 2009, 11:42 
User avatar
Joined: 29 Jun 2008, 01:02
Posts: 58
Location: ห้องใต้หลังคาปราสาทวาเรีย
ป๋าอ่ะราชาจริงๆให้ตายเหอะ!

จะมาดเเมนไปถึงไหนฮร้า~

รอตอนต่อค่า!

_________________
Image



Image Image Image


愛してると言いたかった
愛してると言えなかった


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' [XS etc.]
PostPosted: 23 Jan 2009, 20:41 
User avatar
Joined: 26 Oct 2008, 14:52
Posts: 451
กรี๊ดดด XS ให้ดิ้นตายยย !!!
บอส เอ้ยย .. แกจะราชา ไปไหน ??
สงสาร สคลอบ้าง เห๊อะ !

ุ6918 นี่ก็.. ลงไปดิ้น ( ปั๊ดดๆ กับพื้น)
อีกรอบบบ !!
แหม๊ ท่านฮิ แกสวย จริ๊งงง งง

_________________
Image

I XS
{ ' DARK SKY and BLOODY RAIN ' }


{❤} for now ... and FOREVER !


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' [XS etc.]
PostPosted: 25 Jan 2009, 17:56 
Joined: 14 Apr 2008, 20:07
Posts: 31
สุดยอด

ฟิคไดองซังสุดยอดทุกเรื่อง


ป๋า เปิดมาก็ ... เลยเรอะ

รอตอนต่อไปฮะ(เอาเรทอีก=[]=)

ป.ล.คิดถึงไดองจังTAT (โดนเตะ)


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' [XS etc.]
PostPosted: 26 Jan 2009, 16:35 
User avatar
Joined: 08 Sep 2008, 14:38
Posts: 16
กรี๊ดดดดดดด >////<
XS นี่ก็บันซายยยยยยยย!!!

เรทได้อีก โฮกกกกกกก(ชอบ)

6918 ....เล่นไรเหยอ?? คิคิคิ
จะติดตามต่อไปคับ><

_________________
8059 Forever


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality' [XS etc.]
PostPosted: 26 Jan 2009, 19:19 
User avatar
Joined: 11 Jan 2009, 21:44
Posts: 244
Location: 'The Land of Angst' where XS belongs
ขอบคุณทุกเมนต์ค้าบ~ ตื่นเต้นเล็กน้อยยังมีคนจดจำอิไดองได้จากfandomอื่น 55 (ก็น่าจะแอบรู้อยู่แล้วนะ ชื่อคุ้นทั้งนั้น -w-" )

จริงๆคงจะได้อัพเร็วกว่านี้นิดนึงถ้าอิไดองไม่เกิดอาการอาหารเป็นพิษจนเข้ารพ.หนึ่งคืน o_O" 555

เอนี่เวย์... กลับมาแล้วพร้อมกับ6918กับ8059 ฟิกนี้ช่วงแรกๆแต่ล่ะคู่ค่อนข้างจะต่างคนต่างไปอยู่สักหน่อย - -" ถ้าหากราบรื่นไปด้วยดี(โดยไม่มีการดองระยะยาว)พวกคู่เหล่านี้น่าจะมาชนปะทะกันได้ทางใดทางหนึ่ง XD

Chapter 2: Making a Move (เริ่มรุก)


เมื่อสบกับดวงเนตรต่างสีคู่นั้นประกายในดวงตาสีดำขลับเลือนหายไปส่อแววเลื่อนลอย ทว่าใจฮิบาริกลับสั่นขึ้นมาด้วยความตระหนกจาง ๆ เมื่อจู่ ๆ มือเขาเริ่มขยับไปเอง ปากพูดไม่ได้ ร่างกายไม่ขยับตามที่สมองตนสั่งการ แต่กลับเห็นและรู้สึกทุกสิ่งจนฮิบาริ เคียวยะเริ่มตระหนักถึงสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘อยู่นอกเหนือความควบคุม’ เป็นครั้งแรกในชีวิตก็ว่าได้

“เป็นการสะกดจิตชนิดหนึ่งน่ะครับ” มุคุโร่เอ่ยยืนยันสิ่งที่ครอบงำเหยื่ออยู่อย่างใจเย็น ดวงตาสองสีพราวระริกในแสงสลัวเมื่อเรียวนิ้วบางของอีกฝ่ายเลื่อนรูดเนคไทออกอย่างเชื่องช้า ยิ่งยืดเวลาให้หนุ่มผมดำยิ่งทรมานกับความจริงที่ร่างกายขยับไปเอง

นิ้วมือขวาของร่างบอบบางค่อย ๆ ปลดกระดุมออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้า ขณะที่มืออีกข้างไล้ไปสัมผัสกับแผ่นอกตัวเองอย่างแผ่วเบา รู้สึกหวาดหวั่นชอบกลเมื่อเห็นลาง ๆ ว่าจุดมุ่งหมายของการสะกดจิตนี้คืออะไร แก้มขึ้นสีเรื่อจาง ๆ เมื่อความอับอายระคนคับแค้นแล่นพล่านเข้ามา ขณะที่ร่างสูงโปร่งยังนั่งยิ้มราวกับใสซื่อเสียเต็มประดา ฮิบาริกลับทำไม่ได้แม้แต่ขมวดคิ้ว เหตุเพราะการแสดงออกทุกอย่างอยู่ใต้อำนาจของผู้สะกดจิต ถึงกระนั้นสีเลือดก็เริ่มซับผิวสีขาวมากขึ้นทีละน้อยจากความรู้สึกธรรมชาติทางกาย ทั้งที่รู้สึกขยะแขยงแทบดิ้นตายเมื่อรู้สึกว่ามือของตัวเองลูบไล้เข้าที่ยอดอกสีอ่อน อันที่จริงเรื่องที่เลวร้ายคือเขาต้องมาทำต่อหน้าคนที่น่าขย้ำให้ตายคนนี้นี่สิ

ลมหายใจกระตุกผ่านกลีบปากบางสีสวยด้วยความตกใจเมื่อมือทั้งสองขยับไปปลดกระดุมกางเกงของตัวเอง เสียงหนึ่งในกะโหลก—เสียงของเขาเอง—กำลังดังมาจากไกลแสนไกลบอกให้ตัวเองหยุดการกระทำนี่เสีย มือทั้งสอดลอดเข้าไปสัมผัสกับท่อนกายไวต่อความรู้สึก อุ้งมือเลื่อนขึ้นเลื่อนลงอย่างแช่มช้า ความอุ่นไหลผ่านเข้ามาขณะที่แรงเสียดสีจุดประกายระลอกความร้อนขึ้น ใบหูบางแดงซ่านขณะที่ความชื้นก่อขึ้นตรงขมับ

“คุณน่ะ ชอบทำท่าหยิ่งเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ต้องการ” มุคุโร่ว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เรียบเกินไปจนเกือบจะเรียกว่าเมินเฉย ดวงตาจ้องอยู่ที่เด็กหนุ่มผู้ถูกสะกดจิตให้ช่วยตัวเองสำเร็จความใคร่ตรงหน้า ขยับเคลื่อนเรือนกายสูงกว่าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายจนในที่สุดก็ใกล้พอจะวางมือลงบนหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงแรงเต้นของหัวใจที่รัวเร็วผิดปกติ ชายผมสีน้ำเงินขยับปากสั่งเสียงเบาพร้อมรอยยิ้ม “เอ้า ดูสิครับ”

คำบัญชาส่งตรงมายังสมองให้ฮิบาริหลุบนัยน์ตาดำลงทั้งที่ไม่อยาก ภาพของน้ำสีขุ่นปริ่มขึ้นมาจากยอดท่อนกายของตนด้วยมือของตนเองกระจ่างต่อสายตา ความร้อนวาบเข้าที่ผิวหน้า ลมหายใจถี่ขึ้นจากแรงอารมณ์ทั้งที่ไม่ต้องการ

“รู้สึกดีรึเปล่าครับ” มุคุโร่หัวเราะหึ ๆ และกระซิบถามที่ริมหูที่กลับกลายเป็นสีชมพูเข้ม “ความอัปยศที่มนุษย์ทุกผู้ทุกคนมี ตัณหาราคะยังไงล่ะครับ”

หยุดซะสิ อย่าไปฟัง ย้ำสั่งตัวเองอยู่ในหัวแต่ไม่อาจทำอะไรได้ ลมหายใจร้อนดังกระชั้นขึ้นเมื่อคลื่นสะกดจิตสั่งให้เร่งมือรูดขึ้นลง การกระทำที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต่อหน้าใครอื่นนอกจากโรคุโด มุคุโร่

“นี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้งนะครับ มันคือการสั่งสอนต่างหาก” ร่างสูงใช้มือดึงให้ดวงหน้าสวยเข้าหาตน ฮิบาริเห็นดวงตาต่างสีฉายประกายที่ไม่ใช้ทั้งความสะใจหรือความทุกข์ กลับดูจริงจังอย่างประหลาด “ฮิบาริ เคียวยะ กรรมการรักษาระเบียบของโรงเรียนและหัวโจกของเหล่าอันธพาล แล้วก็...” ริมฝีปากบางประกบเข้ากับกลีบปากอีกฝ่าย พ่นคำกระซิบที่เปรียบเสมือนเสียงขู่ของอสรพิษ “ไร้เดียงสาเหลือเกิน”

ดวงตาคู่สวยสีเข้มเบิกโพลง ความโกรธพุ่งปราดเข้ามาจนรู้สึกร้อนในอกจนหายใจแทบไม่ออกเมื่อสัมผัสแผ่วเบาหวามไหวอยู่บนริมฝีปาก อ่อนโยนราวกับจะทะนุถนอมที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงจนน่าคลื่นไส้ ฉับพลันนั้นเหมือนอะไรสักอย่างขาดสะบั้นลงในหัวฮิบาริจนมโนภาพทั้งหมดขาวโพลน มือสามารถขยับได้ดั่งใจเพื่อคว้าเอาพลองแขนที่ยังเหลืออยู่อีกอันมาเหวี่ยงใส่เสี้ยวหน้าของอีกฝ่าย ถึงอย่างนั้นมุคุโร่กลับกระเด้งเรือนกายถอยหลบได้อีกครั้งหนึ่ง ร่างบางกว่าหอบฮั่กขณะที่หัวหมุนติ้ว มือข้างหนึ่งสะเปะสะปะพยายามดึงกางเกงกับเสื้อเชิร์ตเข้ามาปกปิดกายดังเดิมขณะที่มืออีกช้างถือพลองแขนเอาไว้มั่น ตั้งท่ารับเอาไว้เพื่อปิดกั้นเขาจากชายผมน้ำเงินดำ ตาฮิบาริพร่ามัว แสงไฟสีซีดที่เล็ดลอดผ่านเข้ามาทำให้ทัศนียภาพเป็นสีหม่น ลำขาสั่นเทาด้วยความเมื่อยล้าอ่อนแรง

“ฝืนต้านการสะกดจิตได้นับว่าเยี่ยมมากนะครับ แต่มันคงส่งผลให้คุณเวียนหัวมากเลยทีเดียว” มุคุโร่โคลงศีรษะพลางแย้มยิ้มอย่างสบายอารมณ์ “หึหึหึ ทำตาแบบนั้น... คิดว่าผมไม่มีสิทธิ์มาพูดจาตัดสินว่าคุณเป็นยังไงสินะครับ” เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ขยับเข้าใกล้หนุ่มผมดำขลับมากขึ้นด้วยท่าทีที่เกือบจะเรียกได้ว่าคลานเข้าหา โดยที่สายตายังจับตาดูดวงเนตรคมคู่สวยโดยไม่คลาดสายตา “แต่ที่ว่าไร้เดียงสาน่ะไม่ผิดหรอกครับ”

ฮิบาริกัดฟันกรอดขณะที่พยายามยันกายลุกขึ้น แต่มุคุโร่ก็ไม่เสียเวลาคิด นัยน์ตาสีเลือดข้างขวาวูบไหวเมื่อตัวอักษรจีนแปรเป็นเลขหนึ่ง – พิภพนรก กลีบดอกไม้สีชมพูอ่อนพลิ้วไหวลงมาจนหัวคนเป็นไข้ซากุระดิ่งเวียน ทรุดกายนั่งลงกับพื้นที่เดิม พยายามฝืนลุกขึ้นอีกครั้งแต่ไม่เป็นผล กล้ามเนื้อทุกส่วนสั่นระริกด้วยความปวดแปลบ ดวงตาเริ่มพร่าเลือนเห็นอะไรได้ไม่ชัดเจน ในที่สุดหัวไหล่ก็ถูกกดผลักลงไปจนแผ่นหลังแนบติดกับพื้นปูนขรุขระ

“ไอ้วิธีการที่รักความเป็นระเบียบเหลือเกิน แล้วก็ชอบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางนั้น...” ลิ้นสากโลมเลียเข้าที่ซอกคอเปื้อนเลือด รสฝาดซ่านเข้าที่ลิ้นแต่เสียงทุ้มต่ำก็ยังเอ่ยต่อไป “คือความไร้เดียงสาครับ”

ฮิบาริหอบหายใจกระตุกพร้อมกับเอามือยันหัวอีกฝ่ายออก ถึงกระนั้นก็เป็นเพียงการผลักไสชั่ววูบก่อนที่ข้อมือจากถูกกดไม่ให้ขยับไปไหน มุคุโร่พรมจูบที่ใบหูอย่างแผ่วเบาผิดกับข้อนิ้วที่บีบรัดข้อมือขาวจนแน่ใจได้ว่าจะทิ้งรอยช้ำเอาไว้ อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่สัมผัสใบหูดูเหมือนลำตัวบางจะสั่นสะท้านเป็นระยะ ร่างสูงสังเกตว่าอีกฝ่ายช่างไวต่อความรู้สึกจนอดยิ้มไม่ได้ กายทั้งคู่แนบกันและกันใกล้จนได้ยินหัวใจเต้นแรงขึ้น

“ที่ยึดติดอยู่กับโรงเรียนก็เพราะมันเป็นสถานที่ที่จัดตารางเวลาทุกอย่างไว้เพียบพร้อม เป็นที่ที่เดียวที่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่เวลาไหน และมีประวัติของทุกคนในโรงเรียนว่าใครคือใคร อีกอย่างในชีวิตคนเราน่ะ จริง ๆ แล้วการเรียนคือสิ่งที่ง่ายที่สุดนะครับ” มุคุโร่พูดไปเรื่อย ๆ ขณะที่มือปัดป่ายไปที่เอวบาง ก่อนจะลูบไล้แกนกายที่ยังคงแข็งขืนอยู่บ้าง ฮิบาริกัดฟันเมื่อได้รับสัมผัสนั้น สีหน้าดูกลั้นทนฝืนใจราวกับอยากไปจากที่ตรงนั้นเสียให้พ้น ๆ หากแต่เสียงของคนตรงหน้ายังคงดังให้รำคาญหู “มันคือหลักความคิดของคนที่ย้ำคิดย้ำทำเพื่อยึดพื้นฐานของความปลอดภัยเอาไว้ เพราะงั้นถือว่านี่เป็นการเรียนรู้ก็แล้วกันนะครับ ?”

คิ้วเลิกขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะแนบทับเรียวปากเข้ากับอีกฝ่าย ฮิบาริตอบสนองด้วยการใช้ฟันกัดลิ้นเข้าให้จนชายผมน้ำเงินยุ่งผละริมฝีปากออก หยาดโลหิตหยดย้อยที่กลีบปากสะท้อนแสงสีซีดทำให้ใบหน้าหล่อเกือบจะดูเย็นชา แต่แล้วรอยยิ้มบางก็ซ่านขึ้นมาที่เรียวปาก ชายที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวโจกนักเลงหอบหายใจเบา ๆ แต่ไม่อาจขยับได้มากกว่านั้นเพราะกระดูกซี่โครงที่หักไปแล้วหลายซี่

เขาคงคิดไปเองแน่ที่เห็นว่ารอยยิ้มตรงหน้ามีความเอ็นดูแฝงอยู่

มุคุโร่ปาดแพรผมสีราตรีกาลออกจากหน้าผากชุ่มเหงื่อก่อนจะจูบเบา ๆ ที่ผิวแก้มบอบช้ำ ริมฝีปากชิดแนบกับแก้มจนฮิบาริรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มที่ยังคงอ้อยอิ่งอยู่ เจ้าของเรือนผมสีทะเลไล้เส้นผมของร่างด้านใต้อย่างเหม่อลอย ไม่รู้ว่าเพราะความมืดของห้องหรือเพราะความมั่นใจที่ว่าเมื่อแผนการของเขาสำเร็จก็จะไม่มีใครเหลือรอดกันแน่ที่เป็นแรงผลักดันให้เขาพูดถ้อยประโยคต่อมา “หึหึ ใจสู้จังเลยนะครับ บางครั้งผมเองก็นึกอิจฉาอยากได้เหมือนกันนะ ชีวิตในแบบของคุณน่ะ”

แต่แล้วฮิบาริก็บังคับให้ตัวยิ้มกระตุกมุมปากเพื่อแสยะยิ้มกลับไปได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม สุดท้ายแล้วเขาก็... “คิดว่าฉันกลัวนายรึยังไง” ถามท้าออกไปไม่ใช่เพราะความกล้าหรืออวดดี

เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็จะตามมาขย้ำโรคุโด มุคุโร่คนนี้ให้จงได้อยู่ดี และเจ้าของดวงเนตรสองสีก็เข้าใจบางอย่างในน้ำเสียงและสายตาเบื้องหน้าตน

“หึหึหึ ถ้าคุณรอดไปได้ ผมจะรอให้คุณมาขย้ำผมให้ตายครั้งหน้าก็ได้ครับ”

~

อีกฟากหนึ่งโกคุเดระถูกทำร้ายจากฝีมือของลูกน้องโรคุโด มุคุโร่เสียยับเยิน เล่นเอาพวกสึนะใจเสียไปตาม ๆ กัน รวมไปถึง—อันที่จริงแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง--หนุ่มบ้าเบสบอลยามาโมโตะที่รู้สึกใจสั่นอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เคยคาดมาก่อน ใจนึกพะว้าพะวงระหว่างที่กำลังซ้อมเบสบอลยามเย็นอยู่จนต้องแอบเดินวนกลับมาหมายจะเยี่ยมเจ้าของเส้นผมสีเงินอีกครั้ง เพราะไม่ว่าจะตีไปกี่ลูกก็ดูเหมือนจะพลาดเป้าหมายไปเสียหมด เขาไม่ได้เพียงแต่เป็นกังวลเรื่องความเป็นไปของชายผมสีเงิน แต่กำลังคิดฟุ้งซ่านเรื่องที่ว่าเขาชอบผู้ชายขึ้นมาแล้วหรือไม่อีกด้วย เรียวขายาวก้าวฉับ ๆ มุ่งไปทางห้องที่โกคุเดระนอนพักผ่อนอยู่อย่างรวดเร็ว แต่ยิ่งก้าวเข้าไปไปใกล้ประตูสีขาวที่เล็งเอาไว้เท่าไร ฝีเท้าก็เริ่มช้าลงอย่างลังเล

เขามาเพื่อพูดอะไรกันนะ

ยามาโมโตะหยุดชะงักอยู่ใกล้ประตู นึกทบทวนดูถึงความโกรธที่โหมเข้ามาตอนเห็นเพื่อนร่วมห้องเรียนผมเงินขี้เถ้านอนกองจมกองเลือด เขาโกรธที่โกคุเดระถูกทำร้ายก็จริงอยู่ แต่ความจริงแล้วเขาอาจจะโกรธตัวเอง ใจไม่สงบเมื่อเห็นว่าตัวเองเข้ามาช่วยไม่ทัน ยิ่งกว่านั้น...

ถ้าหากโกคุเดระถูกทำร้ายสาหัสมากกว่านี้ เขาจะโกรธตัวเองใช่ไหมที่ไม่เคยคิดจะพูดอะไรออกไปเลย

นั่นแหละปัญหา ฉันอยากจะพูดอะไรออกไปกันแน่ล่ะ


ไม่ทันที่จะได้ขยับตัวไปมากกว่านั้นบานประตูก็เปิดออกปัง เล่นเอาคนที่กำลังจมอยู่ในความคิดกะพริบตาปริบเมื่อคนที่ตัวเองกำลังกังวลถึงมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าด้วยสภาพที่สมบูรณ์ดีราวกับไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยมาก่อน

“ไอ้บ้าเบสบอล ! มาทำอะไรตรงนี้ฟะ” หัวคิ้วขมวดเข้าหากันพลางถามอย่างห้วน ๆ เหมือนเคย นัยน์ตาสีมรกตส่อแววหาเรื่อง ถึงกระนั้นแม้เพียงน้อยนิดก็ตามที... คนถูกถามก็ยังคงสังเกตเห็นความประหลาดใจในน้ำเสียง

“อ้าว หายดีแล้วเหรอ การรักษาสมัยนี้นี่อัศจรรย์จังแฮะ” ว่าแล้วคนผมดำยุ่งก็ยกปลายนิ้วขึ้นเกาหลังศีรษะ ยิ้มอย่างเบาอารมณ์ตามแบบฉบับของเจ้าตัวดึงเอาหน้าที่บูดอยู่แล้วให้ยิ่งบูดกว่าเดิม เมื่อเห็นท่าทีรำคาญนั้นจึงรีบพูดต่อ “ก็ตอนแรกกะจะมาเยี่ยม แต่ไหน ๆ นายก็หายแล้วไปกินซูชิที่บ้านฉันหน่อยก็ได้นะ ?”

ร่างเตี้ยกว่าหันกายกระแทกไหล่เข้ากับลำแขนของหนุ่มตรงหน้าอย่างจงใจ “รำคาญน่า ตอนนี้ไม่มีอารมณ์เฟ้ย”

“อ๊ะ ! เดี๋ยวสิ เพิ่งจะหายน่าจะท้องหิวแล้วนี่นา” ยามาโมโตะรีบก้าวให้ทันอีกฝ่ายที่ไม่แม้แต่จะหันมาสบตาเขาอีกครั้ง

“หนวกหู ! ยุ่งไม่เข้าเรื่องน่า” โกคุเดระกระแทกเสียงพร้อมกับคว้าเอาไฟแช็กกับบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน แต่ไม่ว่าจะแสดงท่าทีเฉยเมยอย่างไร ชายร่างสูงก็ยังคงเดินเคียงข้างไปกับเขาพร้อมกับพูดอะไรเรื่อยเปื่อยน่าเบื่อเหมือนเคย และโกคุเดระเกลียดยามาโมโตะที่เป็นแบบนั้น เพราะเขาได้ใช้เวลาอยู่กับคนอารมณ์ดีคนนี้เพียงพอที่จะรู้ว่ายามาโมโตะจะเดินตามเขามา และพูดคุยกับเขาแบบเดิม ในที่สุดแล้วมันก็มาถึงจุดที่ความสบายใจในน้ำเสียงของอีกฝ่ายทำให้เขาสงบลงโดยที่ไม่อาจอธิบายได้ ร่างบางได้ยินเสียงตัวเองพูดสั้น ๆ ว่าจะแวะไปร้านซูชิก็ได้อย่างสุดทน และเขาจะได้ยินเสียงหัวเราะอย่างดีใจตอบกลับมาจนอดเหลือบตามองกายสูงอย่างลวก ๆ ไม่ได้

แต่ก็นั่นแหละ ถึงแม้จะเพียงแค่แวบเดียว เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมดวงตาสีน้ำตาลดำจะต้องฉายประกายดีใจวูบหนึ่งด้วยทุกครั้งที่เขามองไป ดีใจอะไรนักวะ

จริง ๆ แล้วไม่เพียงแต่เขาจะเกลียดยามาโมโตะเท่านั้น เขายังไม่ชอบใจที่จะต้องไปที่ร้านซูชินั่นด้วย จะว่าไปแล้วเขาก็ไม่เคยเห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับแม่ของยามาโมโตะเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางทีอาจจะเป็นเพราะพ่อของเจ้าบ้าเบสบอลให้ความรักจนเกินพอกระทั่งไม่รู้สึกว่าขาดอะไรไปเลยก็เป็นได้กระมัง และบางทีนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ท้ายที่สุดหากถูกเอ่ยปากชวนเขาก็จำยอมต้องตอบตกลงไปที่ร้านชายผมเข้มเสียทุกครั้งไป เพียงเพราะเขาอยากจะตอกย้ำว่าเขาไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นกับ ‘ความแตกต่าง’ ที่พวกเขาได้เติบโตขึ้นมา

ไม่ว่านั่นจะทำให้เขาเกลียดยามาโมโตะแค่ไหนก็ตาม

“อ้อ... อีกอย่างนะ !” ยามาโมโตะเหวี่ยงแขนยาวเหวี่ยงขึ้นโอบรอบคอคนข้างกายจนหนุ่มหน้ามุ่ยสะดุ้งโหยง ใบหน้าเรียวหล่อหันมายิ้มยิงฟันอย่างเบิกบานใจจนโกคุเดระอดไม่ได้ที่จะตวัดตาจ้องอีกฝ่ายราวกับจ้องคนปัญญาอ่อนก็ไม่ปาน ไม่ทันจะได้อ้าปากด่าให้คนตรงหน้าอย่ามาทำตีสนิทก็ถูกชิงพูดเสียก่อนจนต้องกลืนคำพูดตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าหล่อจัดเปื้อนรอยยิ้มสดใสอย่างบริสุทธิ์ใจ “ดีใจจริง ๆ ที่นายหายเร็วขนาดนี้ !”

ถ้าหากเป็นรุ่นที่สิบพูดโกคุเดระคงจะซาบซึ้งใจอยู่หรอก แต่หลายครั้งหลายคราเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้เกลียดรอยยิ้มนั่นเหลือเกิน เพราะว่าไม่มีใครมีรอยยิ้มแบบนี้งั้นหรือ

หรือว่าเป็นเพราะตัวเขาเองที่ไม่อาจมีรอยยิ้มแบบนั้นได้ ไม่มีความสามารถที่จะมีรอยยิ้มแบบนั้นได้

“แผลแค่นั้นจิ๊บจ๊อยน่า” โกคุเดระเสหน้าหนีอย่างนึกแขยง เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็ไม่ชินกับรอยยิ้มของคนเหยาะแหยะแบบนี้สักที เพราะเบือนหน้าหนีไปก่อนจึงมองไม่เห็นสีหน้าลังเลของยามาโมโตะ ร่างสูงไม่ใช่คนประเภทชอบเก็บอะไรไว้กับตัวนาน ๆ บางทีเขาควรจะพูดเกริ่นเอาตอนนี้ถึงความไม่แน่ใจเรื่องความรู้สึก--

“Ciaossu!” เสียงเด็ก ๆ ทักแสนคุ้นเคยดังขัดขึ้นดึงให้สองสายตาหันไปมอง ร่างน้อย ๆ ของเด็กทารกยิ้มแย้มให้เห็นเหมือนเคย “เราจะไปบุกรังศัตรูกัน !”

ยามาโมโตะส่งเสียงประหลาดใจก่อนจะลอบถอนหายใจ บางทีเขาควรจะพูดหลังจากอะไร ๆ มันจบลงก่อนกระมัง

TBC.

_________________
ต่อแต่นี้ติดตาม The Blade of Perfection [XS] และฟิกเรื่องอื่น ๆ ของข้าน้อย(ทั้งเก่าและใหม่)ได้ที่
Image กับ http://daiong.exteen.com/ ค่า~


Image

Image


Last edited by daiongmyoji sirius on 07 Feb 2009, 11:04, edited 2 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality'[Up2-6918]
PostPosted: 26 Jan 2009, 20:32 
User avatar
Joined: 26 Oct 2008, 14:52
Posts: 451
ว๊าวว ต่อแล้วว
ให้ตายดิ๊ !! ชอบ 6918 มากกๆ
ไม่ค่อยเจอ ท่ายฮิ ถูกกระทำเช่นนี้
ฮิฮิ ได้ใจไปเต็มๆๆ
~>///<

_________________
Image

I XS
{ ' DARK SKY and BLOODY RAIN ' }


{❤} for now ... and FOREVER !


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality'[Up2-6918]
PostPosted: 27 Jan 2009, 09:35 
Joined: 29 Dec 2008, 18:04
Posts: 279
Location: ที่ไหนมีวองโกเล่ เค้าก็จะอยู่ที่ตรงนั้นแหละ อะฮิ
6918 โว้วววววววววววววววววววววววววว คู่รักคู่แค้นมาให้เราได้อ่านอีกแล้ว

ในขณะที่เรากะลังเพลินกะคู่นี้ ก็อด กรี๊ดดดดดดดดดดมะได้

กะคู่ป๋าและเมีย คึหึหึหึ D18 ก็โอนะ เรากรี๊ด แต่ถ้า18D หรือ6918 จะทำให้เรากรี๊ดดดดได้มากกว่านี้

ว่าแต่คุณฮินี้ก็สมกับเป็นยคุณฮิจิงจิงค่า ฝึกต่อต้านกระแสจิต เพื่อที่จะตบป๋ามุล้างแค้นใช่ใหมค้า


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality'[Up2-6918]
PostPosted: 27 Jan 2009, 17:29 
User avatar
Joined: 10 Aug 2008, 14:25
Posts: 410
Location: ทุกที่ที่มี 6918~!!!
แว่บการบ้านมาอ่านฟิคจ้า~ 55+
ไอ้อาหารเป็นพิษนี่เราก็เป็นอยู่ช่วงนึงเหมือนกัน (เพิ่งจะหายไม่นาน) แต่ไม่ถึงกับเข้า รพ. น่ะนะ
ยังไงเวลาจะกินอะไรก็ระวังหน่อยละกันเนอะ ^^

วนกลับมาเรื่องฟิคต่อ...

โอ๊ยยยยย คุณฮิขา~ ไร้เดียงสาจริงจริ๊งงงงง~ >w<,,
โมเอ๊ะ~~~ > <,, (อยากเอากลับบ้านอ่ะ ฮ่าๆๆๆ)
ยอมๆ สัปป้ามันไปเห๊อะ~ ยังไงสักวันก็ต้องโดนมากกว่านี้อยู่ดีล่ะคะ ฮ่าๆๆๆ
/me โดนทอนฟาฟาดสลบ

ก๊กคุงนี่ล่ะก็~ อย่าไปเกลียดยามะเค้าซี่~~~
เขาบอกกันว่ายิ่งเกลียดก็ยิ่งรักนะจ้ะ ฮ่าๆๆๆ

ไปล่ะจ้า อัพต่อไวๆ เน้อไดอง~

_________________
Image

...ไม่ว่าฤดูใบไม้ผลิจะผันผ่านไปมากมายเท่าไร

...แต่คำสัญญาของเรา ...จะเป็นดั่งเช่นนิรันดร...ใช่ไหม ?





Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality'[Up2-6918]
PostPosted: 27 Jan 2009, 17:39 
Joined: 09 Jan 2008, 18:51
Posts: 112
อา 6918

รู้สึกดีใจที่เดี๋ยวนี้มีคู่นี้ให้อ่านมากขึ้นะคะ

ท่านมุคุพูดได้โดนใจมากค่ะ ชีวิตที่แน่นอนเพราะอยู่ในกรอบระเบียบ

มันคือความอ่อนเดียงสาในฐานะคนค่ะ

บรรยายละเอียดดีนะคะ ชอบจัง

รอลุ้นค่ะว่าคู่นี้จะเดินไปในทิศทางไหน เพราะ"คราวหน้า" มันอาจจะไม่จบแค่นี้ก็เป็นได้

แต่สำหรับคู่นี้แล้ว "คราวหน้า" เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนดีนะคะ ตามตรงแล้วก็คือ ไม่มีอะไรแน่นอน

มันเป็นเสห่น์ของสายสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้เลยล่ะค่ะ

ปล ชักอยากแต่งคู่นี้หลังจากห่างไปนานแล้วสิ << แต่พอดีไหดองมันหนัก ขยับไม่ค่อยได้เลย T^T

_________________
Imagination doesn't limit within the Sky

Image


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic]A Reason to be Real Upon the Ripply 'Reality'[Up2-6918]
PostPosted: 27 Jan 2009, 20:18 
User avatar
Joined: 05 Jan 2009, 21:11
Posts: 74
อร๊ายยยย > <~ !!
เพิ่งได้เข้ามาอ่านเอาวันนี้ 2ตอนรวดไปเลยล่ะค่ะ
6918 เป็นอะไรที่สุดยอดมากกก (ดีใจที่เห็นคู่นี้เยอะขึ้น หุหุ)

ชอบมากเลยค่ะ ตัวละครแต่ละตัว เข้าถึงอารมณ์มากๆ
แล้วจะรอตอนต่อไปนะค๊า >w<b !

_________________
Image
- สนับสนุน 18 UKE อย่างเป็นทางการ -


Profile  Offline
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 67 posts ]  Go to page 1, 2, 3, 4, 5  Next


Who is online

Users browsing this forum: clover2329, komu-rin, onimizu_382, snowdrop, ^^SaY_TVXQ!! and 1 guest

Panel

Top You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum
Search for:
Jump to: