Login |  Register



Welcome
เนื่องจาก เราต้องการสกรีนคนเข้าฟอรั่ม Fiction/doujin และ YaoiLand ขอไห้ทุกท่านที่จะสอบเข้า ไปทำข้อสอบได้ที่ Vongola Test


Post new topic Reply to topic  [ 59 posts ]  Go to page 1, 2, 3, 4  Next
Author Message
 Post subject: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต 2G D18 8059 10069 2784 XS จบ
PostPosted: 21 Mar 2009, 19:47 
Joined: 02 Mar 2009, 21:27
Posts: 46
ฟิคเรื่องที่3ที่ลงบอร์ดนี้คับป๋ม

บางทีคนที่เข้ามาคงจะอยากรู้ ว่าคู่หลักของเรื่องนี้คือใคร.......
.......อุบไว้ก่อนนะ ไม่งั้นไม่หนุก เพราะตอนนี้คู่รองดูจะเด่นกว่า

ถ้าถามว่าคู่รองมีใครบ้าง ขอบอกว่ามันจะสลับกันให้วุ่นวายเลย
แต่สำหรับตอนแรก ก็คงจะ 1827 กับ 5927 ล่ะมั้งนะ

เชิญอ่านให้สนุกนะ


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตอนที่1 ฝันร้าย




ซาวาดะ สึนะโยชินั่งอยู่ในความมืด บรรยากาศรอบตัวมีแต่ความมืด ที่มืดไม่ใช่เพราะเป็นเวลากลางคืน แต่ความรู้สึกที่อัดแน่นโดยรอบมันมืดมิด



มาที่นี่อีกแล้ว ทุกๆครั้งเมื่อรู้สึกตัวอีกทีเขาจะมาอยู่ที่นี่ และอีกไม่ช้าก็จะได้ยิน เสียงของใครคนหนึ่งดังสะท้านกลางรัตติกาลที่มืดมน



อยากกลับ...อยากกลับไป...



‘กลับไปทำไมล่ะ’



เป็นอีกครั้งที่สึนะเอ่ยปากถามเจ้าของเสียง ทว่า...



...กลับไปหา...กลับไปพบ...



‘พบใครกัน...’



ไม่ว่าจะถามกลับไปมากเพียงใด สึนะก็ไม่เคยได้ยินคำตอบของเสียงที่ไร้ตัวตนนั้นเลย



...คนๆนั้นรออยู่...รอคำตอบที่โหยหา...



‘ใครคือคนๆนั้นล่ะ’



...ขอร้อง ขอร้องล่ะ พากลับไปที กลับไปหาคนๆนั้น...



“ก็แล้วใครคือคนๆนั้นเล่า!!!”



วองโกรุ่นที่10ตะโกนลั่น เผลอตะโกนออกไปตามความรู้สึกสุดกลั้น เป็นความพลั้งเผลอที่เกือบแลกด้วยชีวิต เมื่อสิ้นคำตะโกนของแข็งสีเงินวาวกดกระแทกลูกกระเดือกจนสำลัก



“ดึกป่านนี้แกจะตะโกนหาอะไร เจ้าสัตว์กินพืช”



ฮิบาริเอ่ยเสียงเย็น ผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดประทุษร้ายเจ้านายของตัวเองอีกครั้ง ใต้มือหนาร่างเล็กพยายามดิ้นพล่านเพื่อหาอากาศเข้าปอด แต่เมื่อรู้ว่าใช้แรงสู้ไม่ได้...



“...แค่กๆ...ขอ...ขอโทษครับ...แค่ก...คุณฮิบาริ...แค่ก...”



สึนะเค้นเสียงผ่านทอนฟาที่กดคอหอยร่ำร้องของอิสรภาพในการหายใจจากผู้พิทักษ์ของตัวเอง เพราะรู้แน่โดยไม่ต้องลองว่าไม้แข็งใช้กับคนตรงหน้าไม่ได้ผล สิ่งที่ทำได้คือขอร้องพร้อมภาวนาให้คำขอสัมฤทธิ์ผล



“หึ...ฝันร้ายอีกแล้วหรือไง เจ้าสัตว์กินพืช”



ฮิบาริ เคียวยะชักทอนฟากลับ พร้อมกับเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียง แสงสว่างส่องให้เห็นใบหน้าอ่อนระโหยทั้งยังเปียกเหงื่อจนชุ่มของวองโกเล่รุ่นที่10 แน่นอนว่าตัวการไม่ใช่เพราะทอนฟาหรือแอร์ที่เบาไป



“...ขอโทษครับ...ทำให้คุณต้องตื่นไปด้วย...”



สึนะเอ่ยเสียงระโหยพรูลมหายใจยาว แม้กระทั่งใบหน้าของคนที่อยู่ห่างกันเพียงคืบบัดนี้กลับเลือนรางจนเหมือนห่างกันไกล มือเรียวเล็กจับชายเสื้อร่างสูงไว้แน่นราวจะขอที่พึ่ง ความง่วงงุนที่เข้าครอบงำเฉียบพลันทำให้ลืมไปว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นกับตน



“...แต่ผม...ไม่ไหว...แล้ว...”



สิ้นเสียงแผ่วเบาสึนะผล็อยกลับไปอีกครั้งโดยยึดเอาร่างสูงพิงต่างหมอน การกระทำนี้เรียกเพียงเสียงถอนหายใจเบาๆโดยไม่มีทอนฟามารบกวนการนอนของร่างเล็ก



ตั้งแต่จบศึกกับมิลฟีโอเล่ ซาวาดะ สึนะโยชิในอนาคตก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทั้งที่ทุกอย่างน่าจะกลับคืนสู่ความสงบ แต่สึนะกลับถูกฝันร้ายรบกวนจิตใจทุกค่ำคืน



ความทรงจำที่วองโกเล่รุ่นที่10ตายไปยังติดแน่นในความทรงจำของผู้พิทักษ์ทุกคน เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม จึงเกิดกฎแปลกๆที่ว่าผู้พิทักษ์ทุกคนจะต้องผลัดกันมานอนเฝ้าสึนะ และคืนนี้ก็เป็นเวรของฮิบาริ เคียวยะ



“...ใจดีกับเขา ให้มากกว่านี้หน่อยสิครับ”



เสียงปริศนาดังลอดมาจากมุมมืดของห้อง เสียงที่ฮิบาริคุ้นเคยเป็นอย่างดี



“คุฟุฟุ วองโกเล่ที่น่ารักของผมทรมานกับฝันร้ายขนาดนี้ คุณกลับเอาทอนฟาไปฟาดเขาได้ลง”



โรคุโด มุคุโร่ก้าวออกมาจากมุมมืด เกลี่ยเส้นผมที่ละใบหน้าร่างเล็กออก



“ไม่เกี่ยวกับแก ไอ้พืชไร่ วันนี้ไม่ใช่เวรของแกสักหน่อย แกมาทำไม”



ฮิบาริถามกลับเสียงเขียว จ้องนัยน์ตาสองสีเขม็ง สองมือเตรียมทอนฟาไว้พร้อม มุคุโร่ตระหนักถึงอันตรายใหญ่หลวงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตน จึงยกมือสองข้างพร้อมถอยห่างไปหนึ่งก้าว



“อะไรกันครับ ถึงไม่ใช่เวรผม แต่ผมก็ห่วงวองโกเล่นะครับ ผมกลัวว่าอยู่กับคุณวองโกเล่จะอาการหนักกว่าเก่า”



แม้ภาษากายจะสื่อทำนองว่ายอมแพ้และไม่อยากมีเรื่อง แต่ภาษาปากดูจะออกผลตรงกันข้าม



“เรื่องของเจ้าสัตว์กินพืช แกไม่ต้องมายุ่ง แกเอาเวลาไปเฝ้า ‘เจ้าของ’ ของแกไม่ดีกว่าหรือไง”



ฮิบาริพูดแบบมีนัย นั่นทำให้รอยยิ้มของสายหมอกสลายไปทันที



“เรื่องของผมคุณไม่ต้องมายุ่งหรอกครับ ดูแลวองโกเล่ให้ดีๆนะครับ”



พริบตาต่อมามุคุโร่ก็หายไปจากห้อง ฮิบาริสำรวจจนแน่ใจว่าห้องนี้รวมถึงบริเวณใกล้เคียงไม่มีวี่แววของผู้พิทักษ์กวนโมโหคนนั้นก่อนจะก้มลงมองร่างเล็กที่หนุนตักตนอย่างสบายใจ



...ใจดีกับเขา ให้มากกว่านี้หน่อยสิครับ...



คำพูดของสายหมอกดังก้องในห้วงคำนึง ฮิบาริเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด รั้งร่างบางเข้าแนบอกก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมและล้มตัวนอนทั้งอย่างนั้น

ตลอดคืนนั้นซาวาดะ สึนะโยชิก็ไม่มีฝันร้ายมารบกวนอีกเลย







“รุ่นที่10ครับ เมื่อคืนฝันร้ายอีกแล้วหรือครับ”



โกคุเดระถามสิ่งที่เห็นๆกันอยู่ ขอบตาดำคล้ำกับอาการไม่อยากอาหารของคนตรงหน้าเป็นสิ่งยืนยันคำตอบได้ดีที่สุด



“อือ ไม่รู้ทำไม พักนี้ยิ่งฝันติดๆกันมากขึ้น”



สึนะยิ้มแห้งๆทำเหมือนเป็นเรื่องปกติที่ไม่น่าเดือดร้อนใจอะไร ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง



ผู้พิทักษ์แห่งวายุกำหมัดแน่น นี่ก็ผ่านมาสองอาทิตย์แล้วที่รุ่นที่10ต้องทรมานจากฝันร้ายโดยที่เขาไม่อาจช่วยอะไรได้เลย



“ไม่ต้องห่วงหรอก โกคุเดระคุง อีกไม่นานผมก็จะชินและเลิกฝันไปเอง”



สึนะพูดพร้อมรอยยิ้มกว้างเพื่อให้ผู้พิทักษ์แห่งวายุสบายใจ อีกไม่นานก็จะเลิกฝันเอง เขาพูดประโยคนี้ไว้นานแค่ไหนแล้วนะ แล้วนานแค่ไหนแล้วที่ประโยคนี้เป็นได้แค่ความหวังที่ยังไม่เป็นจริง



“บาจิลคุง รบกวนช่วยเอางานของวันนี้ไปที่ห้องทำงานผมด้วยนะ”



“ตะ แต่ ท่านซาวาดะควรจะพัก...”



“รบกวนด้วยนะ”



เสียงยืนยันหนักแน่นของนภาผู้อ่อนโยนปิดกั้นทุกเสียงคัดค้านจากผู้ช่วยหน้าหวาน







ภายในสถานที่อันมืดมิดไร้ซึ่งแสงตะวัน รู้สึกราวกับความโศกเศร้าทั้งมวลในโลกกว้างได้มารวมกันที่นี่ ในความเศร้านั้น เขาได้ยิน...



...เสียงร้องไห้จากใจบอบบางถึงคนที่ห่างไกล...



‘คุณร้องไห้...ทำไมครับ’



...เพราะว่าเสียใจ...เพราะว่าโศกเศร้า...เพราะว่าโหยหา...



‘ไม่มีอะไร ที่ผมพอจะช่วยได้บ้างหรือครับ’



สึนะเอ่ยถามออกไปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าความปรารถนาของคนๆนั้นไม่มีวันเป็นจริง เพราะฉะนั้นคนๆนั้นจึงเศร้าโศกเหลือคณา



มือเล็กยื่นไปข้างหน้า แม้จะสัมผัสไม่ได้ถึงความมืดในใจคนผู้นั้น แม้จะทำให้ความปรารถนาเป็นจริงไม่ได้ แต่อย่างน้อย ก็อยากร่วมร้องไห้ไปด้วยกัน ให้น้ำตาช่วยเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำ ให้น้ำตาช่วยชะล้างความเศร้าไปจากใจ



เพราะสิ่งนี้คือความปรารถนาของผมเพื่อคุณ







“10...รุ่นที่10...รุ่นที่10ครับ”



สึนะสะดุ้งหลุดจากภวังค์ในฝัน ใบหน้าราวกับโลกจะถล่มของผู้พิทักษ์คนสนิทอยู่ห่างแค่เอื้อม สึนะกระพริบตาหลายๆครั้ง แต่ยิ่งกระพริบตาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงของเหลวที่ไหลจากดวงตาคู่สวย แก้มเนียนทั้งสองมีน้ำตาเลอะไปหมด



“ขะ ขอโทษ คือ คือฉัน ทำไม น้ำตาถึง”



วองโกเล่รุ่นที่10รีบใช้หลังมือป้ายน้ำตาออก ทำซ้ำๆครั้งแล้วครั้งเล่าน้ำตาก็ไม่หยุดไหลสักที ทำไมกัน ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักหน่อย แล้วน้ำตาเหล่านี้ ความเศร้ามากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน



“ขอโทษนะโกคุเดระคุง คือ คือฉัน ฉันก็ไม่เข้าใจ...”



พริบตาต่อมาโกคุเดระดึงร่างเล็กที่ร้องไห้ไม่หยุดเข้ากอดแนบอก มือแกร่งลูบหลังร่างเล็กซ้ำๆ ริมฝีปากกระซิบคำปลอบโยนครั้งแล้วครั้งเล่า



“ไม่เป็นไรครับ รุ่นที่10 ผมอยู่ที่นี่แล้ว ไม่เป็นไรนะครับ ผมจะไม่ห่างจากรุ่นที่10ไปไหนเด็ดขาด รุ่นที่10อย่าร้องไห้อีกเลยนะครับ”



โกคุเดระกอดรุ่นที่10แน่น ไม่รู้เลยว่านอกห้องทำงานที่ประตูปิดไม่แน่นนั้นมีใครบางคนเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ



ยามาโมโตะ ทาเคชิ กำลังต่อสู้ภายในใจตนอย่างหนักหน่วง เขารู้ดีเรื่องที่สึนะกำลังทุกข์ทรมาน รู้ทั้งรู้ว่าสึนะกำลังต้องการใครสักคนช่วยเยียวยาใจ แต่ว่า...แต่ว่า...



ภาพโกคุเดระดึงสึนะเข้าไปกอดมันช่างเสียดแทงใจ



รู้สึกเจ็บในอกจนไม่อาจขยับขาเข้าไปช่วยปลอบใจ ทั้งที่สึนะเป็นเพื่อนคนสำคัญ ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้น ตอนนี้ยามาโมโตะกลับไปกล้าเข้าไปในห้อง ไม่กล้าเผชิญหน้าสึนะหรือโกคุเดระในเวลานี้







ตกดึกคืนนั้น ราวเทพบุพเพมาล้อเล่นกับหัวใจ คืนนี้เป็นเวรยามาโมโตะมานอนเป็นเพื่อนสึนะ คนร่าเริงเป็นนิจอย่างยามาโมโตะถึงกับยิ้มไม่ออก



“อะ...เอ่อ...ยามาโมโตะ...”



“หะ...หา...มะ...มีอะไรเหรอ สึนะ”



“คือว่า...ฉันก็นอนคนเดียวได้ ดังนั้น ถ้ายามาโมโตะไม่สะดวกใจ จะกลับไปนอนห้องตัวเองก็ได้นะ”



“คะ คิดอะไรแบบนั้น สึนะ เราเป็นเพื่อนกันนะ เพื่อนกันไม่มีคำว่าไม่สะดวกใจหรอก”



เราเป็นเพื่อนกัน ประโยคนี้ราวกับคนพูดต้องการจะตอกย้ำให้ตัวเองฟังชัดๆ



“แล้วอีกอย่าง ฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เห็นด้วยกับการให้ผู้พิทักษ์มานอนเป็นเพื่อนนาย เพราะงั้นนายไม่ต้องคิดมาหรอก นอนด้วยกันสนุกดีออก เนอะ”



“อะ อืม ถะ ถ้างั้นก็นอนกันเถอะ”



สึนะพูดพลางสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มในขณะที่ยามาโมโตะเดินไปปิดไฟห้อง เมื่อความมืดเข้าแทนที่แสงว่าง จู่ๆผู้พิทักษ์แห่งวรุณก็เผลอหลุดปากถามสิ่งที่คิดออกไปโดยไม่ตั้งใจ



“สึนะ นายคิดยังไงกับโกคุเดระเหรอ”



ร่างเล็กกระพริบตาสองสามทีกับคำถามไม่คาดฝัน และอารามซื่อก็ทำให้สึนะตอบไปตามความรู้สึกที่แท้จริง



“อื้อ โกคุเดระคุงเป็นคนดีมากเลย เป็นคนพึ่งพาได้ แม้บางครั้งจะน่ากลัวไปหน่อย แต่แท้จริงแล้วเป็นคนใจดีอ่อนโยนมากๆเลยล่ะ”



“...งั้นเหรอ”



ยามาโมโตะพูดเพียงแค่นั้นแล้วก็ตัดบทด้วยการกล่าวราตรีสวัสดิ์กับร่างเล็ก ไม่นานเสียงหายใจสม่ำเสมอของคนที่นอนข้างๆทำให้รู้ว่ารัตติกาลนี้เป็นเขาคนเดียวที่ไม่อาจข่มตาหลับ



...ใจดีและอ่อนโยน สองคำนี้คือคำที่ไม่ได้มีไว้สำหรับฉันสินะ โกคุเดระ...


TBC

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



จบไปแล้ว1ตอน เป็นไงบ้างเอ่ย

สปอยล์ตอนหน้า ชื่อตอน วาเรียที่วุ่นวาย

ขอบคุณทุกคนที่อ่านและคอมเนต์นะ อย่าลืมติดตามต่อนะ ค่อนข้างยาวทีเดียวล่ะ


Last edited by LEOON on 16 Apr 2009, 19:57, edited 13 times in total.

Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต ตอน1 ฝันร้าย
PostPosted: 23 Mar 2009, 19:47 
Joined: 02 Mar 2009, 21:27
Posts: 46
แง่บๆ มาต่อตอนที่2
สำหรับตอนนี้ คู่ก็คง XS ล่ะมั้ง.....มั้ง....นะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ตอนที่2 วาเรียที่วุ่นวาย




...ทำไมกัน...เพราะอะไร...



‘พล่ามอะไรของแกอีกวะ ไอ้สวะ’



แซนซัสสบถอย่างหงุดหงิด เอาอีกแล้ว พอรู้สึกตัวอีกทีก็จะมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาครวญครางกวนใจอยู่ในสถานที่อันมืดมิด



...ทำไมเจ้าถึงทิ้งข้าไป...



‘ก็ใครล่ะที่ทิ้งแกไป ไอ้สวะ’



...ทำไมเจ้าถึงไปจากข้า...เพราะอะไร...ทำไมเจ้าถึงทำกับข้าแบบนี้...



‘ไอ้สวะ แกก็ไปหาคนที่ทิ้งแกไป แล้วถามมันเองสิวะ...’



“...ไม่ใช่มาเพ้อเจ้ออยู่ตรงนี้!!!”



“โว้ย ดึกป่านนี้ ตะโกนหาพระแสงอะไร ไอ้คุณบอส”



เสียงตะโกนของหัวหน้าและรองหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าสุดแกร่งแผดเสียงกังวานไกลพอสำหรับคนที่อยู่ห่างไปสักสองลี้จะไม่ได้ยิน แต่กับคนที่อาศัยอยู่ชายคาปราสาทเดียวกัน...



“เกิดอะไรขึ้นครับบอส!!!”



“บอสฝันร้ายอีกแล้วเหรอฮ่ะ”



“ไม่มีอะไรพังใช่มั้ย แค่นี้ก็ติดตัวแดงจะแย่แล้วนะ”



“ชิชิชิ เจ้าชายง่วงง่า”



เลวี่อาเทน ลุสซูเรีย มามอน เบลเฟกอล 4ลูกน้องแห่งวาเรียพากันโผล่หน้าเข้ามาในห้องรองหัวหน้าวาเรียชนิดไม่รู้จักว่ากลอนประตูคืออะไร



“เฮ้ย พวกแกเข้ามาได้ยังไง...ว่าแต่ บอสฝันร้ายอีกแล้วเรอะ นี่มันหนที่5ในรอบสัปดาห์แล้วนะ”



สควอโล่เอ่ยอย่างหัวเสีย สาเหตุหลักที่แซนซัสต้องระเห็จมานอนร่วมเตียงกับเขาเป็นเพราะฝันร้าย ครั้งล่าสุดแซนซัสเกิดควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ใช้เพลิงพิโรธถล่มห้องตัวเองจนพังไปทั้งแถบ และเมื่อมานอนห้องเดียวกับสควอโล่แล้วก็ไม่มีอะไรมายืนยันว่าห้องจะไม่พังเพราะบอสอาละวาดด้วย



“ก็เออสิวะ”



แซนซัสเอ่ยอย่างหงุดหงิด หันไปคว้าขวดยินข้างเตียงมาดื่มแทนน้ำได้หน้าตาเฉย



“ไม่ใช่เด็กเล็กๆสักหน่อย จะได้แหกปากโวยวายกับอีแค่ฝันร้าย...”



เพล้ง!!!



สิ้นคำของฉลามหนุ่ม ขวดเหล้าในมือถูกประเคนเข้าเต็มศีรษะ เรือนผมยาวสีเงินชุ่มไปด้วยของเหลวในขวดและเลือดของเขาเอง



“เฮ้ย มันเจ็บนะโว้ย ทำอะไรของแกว่ะ ไอ้คุณบอส”



โครม!!!~



พริบตาต่อมาสควอโล่ก็ได้ลงไปโวยวายต่อบนพื้นจากการยันรวดเดียวถึงพื้นของเท้าแซนซัส



“หนวกหูจริง ไอ้สวะ พวกแกออกไปให้หมด!!!”



“เฮ้ย แต่นี่มันห้องของฉันนะเฟ้ย แซนซัส!!!”



สควอโล่ตะโกนลั่น แต่เพราะแรงดึงจากลุสซูเรียและเลวี่อาเทน ห้องของสควอโล่จึงตกเป็นของแซนซัส ทิ้งให้ราตรีนี้บอสหนุ่มแห่งวาเรียนอนหัวเสียอยู่คนเดียวเพราะฝันบ้าๆ






เช้าวันต่อมา ปราสาทวาเรียเผชิญภาวะสงครามเย็นที่ลุกโชติช่วง อันแผ่ออกมาจากบอสใหญ่ อารมณ์หงุดหงิดของแซนซัสเดือดทะลุปรอทยิ่งกว่าอากาศในเมืองไทย ดังนั้นเหล่าสมาชิกที่เหลือจึงจับกลุ่มประชุมด่วนเพื่อแก้ไขปัญหา



“ถ้าบอสยังไม่เลิกฝันร้าย มีหวังปราสาทวาเรียของเราไม่เหลือแน่”



ลุสซูเรียเริ่มต้นบทสนทนา ตามมาติดๆด้วยเสียงกดเครื่องคิดเลขมือเป็นระวิงโดยอัลโกบาเลโน่สุดเค็ม



“ค่าสร้างปราสาทใหม่มันแพงมากนะ...ทั้งยังค่าสร้างห้องบอสใหม่...ค่าตกแต่งภายใน...ค่าเครื่องเรือนชั้นสูงที่พังไปเพราะบอสอาละวาด...ค่า...ค่า...ค่า...”



“ชิชิชิ ถ้าให้บอสออกไปฆ่าคนเยอะๆ จะต้องหลับฝันดีเหมือนเจ้าชายแน่ๆ”



เจ้าชายนักฆ่าพูดแทรกขึ้นมา ฟังดูมันก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเลย และคงจะได้ผลดีเยี่ยม...



...ถ้าคนฝันร้ายคือเบลเฟกอลไม่ใช่แซนซัสล่ะก็นะ...



“ให้ตายสิ โตป่านนี้แล้วยังมาฝันร้ายเป็นเด็กๆไปได้”



ฉลามคลั่งสบถอย่างหงุดหงิด นั่นทำให้นักฆ่าที่อ้างตัวว่างดงามที่สุดปิ๊งไอเดียสุดบรรเจิด ทำสัญาณให้คนอื่นๆเอียงหูมาฟังใกล้ๆ...



“เฮ้ย แน่ใจนะว่าวิธีนี้จะได้ผล”



“ต้องได้ผลสิ ไม่มีเวลาแล้ว ลงมือกันเลย!!!”






และในคืนนั้นเอง เมื่อบอสใหญ่แห่งวาเรียเปิดประตู<อดีต>ห้องนอน<ของสควอโล่>



“เพลิงพิโรธ!!!”



โครม!!!~



ห้องของสควอโล่ได้เป็นอดีตจริงๆไปแล้ว



“เฮ้ย แกระเบิดห้องฉันทำไมวะ ไอ้คุณบอส”



สควอโล่ตวาดลั่น กะแล้วว่าแผนเฮงซวยนั่นต้องไม่ได้ผล



“แกใช้หัวแม่เท้าคิดหรือไง ไอ้สวะ แกเอาลูกตาไปไว้ที่ไหนถึงได้เปลี่ยนห้องนอนฉันให้กลายเป็นห้องเลี้ยงทารก”



แซนซัสตวาดกลับ ภาพแรกที่เขาเห็นตอนเข้ามาคือ เตียงสี่เสามีลูกกรงกันขอบเตียงกันตก กับโมบายหมุนได้ลายลูกปลาฉลาม และยังสเตริโอเปิดเพลงกล่อมเด็กคลอเบาๆ



“เตรียมใจตายไว้แล้วใช่มั้ย ไอ้พวกสวะ”



สุดท้ายแล้วคืนนั้นแซนซัสก็ได้หลับสนิทตลอดคืนโดยไม่มีฝันร้ายมากล้ำกราย อาจจะเป็นอย่างที่เบลว่าก็ได้ หลังจากอาละวาดอย่างเต็มเหนี่ยวจนมามอนกดเครื่องคิดเลขคำนวณค่าเสียหายไม่ทัน ของบ้านๆอย่างฝันร้ายจึงถูกโยนทิ้งหน้าต่างไป






ณ.บ้านหลังหนึ่งที่ถูกทิ้งรกร้างมานานกว่า20ปี เสียงสวบสาบของคนผู้หนึ่งซึ่งสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าก้าวผ่านต้นหญ้าสูงเทียมหัว เมื่อผ่านสวนที่ไร้ผู้ดูแลจนมาถึงตัวบ้านซอมซ่อ ทั้งประตูหน้าต่างของบ้านหลังนี้ถูกแผ่นเหล็กตอกปิดตาย มีเพียงประตูหลังเท่านั้นที่สามารถเปิดได้



...หากคนเปิดมีกุญแจ5ดอกที่ใช้เปิดล่ะก็นะ...



ภายในบ้านที่ไร้แสงไฟ บนเตียงเก่ามีคนๆหนึ่งนั่งเหม่อลอยมองแสงจันทร์เพียงลำพัง ที่ข้อเท้าของคนๆนี้สวมโซ่เหล็กล่ามติดไว้กับขาเตียง คนที่สวมผ้าคลุมเดินมาหยุดตรงหน้าพร้อมกับเปิดด้านหน้าเสื้อคลุมออกเผยให้เห็นดวงตาสองสีซึ่งลุกโชนในความมืด ดวงตาสีไม่เข้าคู่จ้องชายผมขาวตรงหน้าเขม็ง



“คุฟุฟุ สบายดีหรือเปล่าครับ คุณเบียคุรัน”


TBC

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


จบตอนที่2แล้ว ตอนหน้าไม่บอกก็รู่้ว่า 10069 ใช่ม่ะ 55


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต ตอน2 วาเรียที่วุ่นวาย 23/3/52
PostPosted: 25 Mar 2009, 20:43 
Joined: 02 Mar 2009, 21:27
Posts: 46
ตอนที่3 พันธะสัญญานิรันดร์



“คุฟุฟุ สบายดีหรือเปล่าครับ คุณเบียคุรัน”


มุคุโร่ว่าพลางใช้สองมือบังคับให้คนบนเตียงหันมามองหน้าตน ไม่มีคำตอบใดๆจากคนบนเตียงนอกจากแววตาเหม่อลอย เสียงโซ่เหล็กที่เท้าขยับแกรกกรากตามจังหวะขยับตัว


“ถึงเวลาอาหารแล้วครับ...”


มือเรียวดึงร่างกายที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนทั้งตัวเข้ามาใกล้ ก่นจะแหวกสาบเสื้อบริเวณไหล่เผยให้เห็นพลาสเตอร์ขนาดใหญ่ มุคุโร่กระชากพลาสเตอร์ออกอย่างแรงโดยไม่สนว่าร่างตรงหน้าจะสะดุ้งด้วยความเจ็บเพียงไร เมื่อพลาสเตอร์หลุดออกเผยให้เห็นรอยแผลเรียงตัวเป็นรูปแนวฟัน มีเลือดซึมออกจากปากแผลที่ปิดไม่สนิทเพราะแรงกระชากพลาสเตอร์


“เวลาอาหาร...ของผมนะครับ”


สิ้นคำบุรุษตาสองสีโน้มหน้าลงลิ้มรสของเหลวสีชาดจากปากแผลชายผมขาว


จนกระทั่งมุคุโร่ถอนริมฝีปากออกและปิดพลาสเตอร์แผ่นใหม่ลงไปแทน ร่างอ่อนปวกเปียกของเบียคุรันพลันเซมาซบแผ่นอกกว้าง


...มันคือชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกหนีคือพันธะสัญญาที่ไม่อาจต่อต้าน...


มุคุโร่แลบลิ้นเลียเลือดที่ติดริมฝีปาก นึกย้อนไปถึงสาเหตุที่เขาต้องกลายเป็นเช่นนี้...





ระหว่างที่มิลฟีโอเล่และวองโกเล่กำลังเปิดศึก มุคุโร่ถูกเบียคุรันจับตัวไป และถูกบังคับให้ทำพันธะสัญญาเลือด กล่าวคือเลือดของเบียคุรันจะกลายเป็นปัจจัยที่5ในชีวิตมุคุโร่


ความอยากที่รุนแรงยิ่งกว่าความอยากอาหารคือเลือดของเบียคุรัน มีแค่เลือดของเบียคุรันเท่านั้นที่หวานหอมไร้ซึ่งกลิ่นคาวหรือรสขมฝาด รสชาติหวานล้ำที่ไม่อาจขาดได้


เรื่องที่มุคุโร่ถูกบังคับให้ทำพันธะสัญญาไม่มีใครรู้ มิฉะนั้นเหล่าผู้พิทักษ์ของวองโกเล่คงไม่ไล่ต้อนเบียคุรันถึงปลายหน้าผา ราวจะบังคับทางอ้อมให้คนหยิ่งยโสอย่างเบียคุรันเลือกจะโดดหน้าผาไปหรอก เพราะคนทำพันธะสัญญาตกหน้าผาไปแล้ว ในระหว่างที่มุคุโร่สำรวจทุกตารางนิ้วของฐานที่ตั้งมิลฟีโอเล่แต่ก็ไม่พบทางแก้ ทางเดียวที่เหลืออยู่คือตามหาเบียคุรันที่ตีนเขาเผื่อเขาจะเก็บทางคลายพันธะสัญญาไว้กับตัว


สิ่งเดียวที่มุคุโร่พบคือร่างอ่อนระโหยจวนเจียนจะสิ้นลมของเบียคุรัน ดังนั้นมุคุโร่จึงต้องพาเบียคุรันมากบดานที่นี่และทำการรักษาให้ จนกระทั่งตัวการกุมชีวิตเขาได้สติ เพลิงโทสะลุกโชนจนแทบคุมไม่อยู่ด้วยหวังจะเค้นเอาคำตอบของการคลายพันธะสัญญา


“ได้สติเสียทีนะครับ คุณเบียคุรัน”


คนตรงหน้ากระพริบตาช้าๆ โยกหัวไปมาอย่างน่ารำคาญ


“บอกทางคลายพันธะที่คุณทำไว้กับผมมาเดี๋ยวนี้นะครับ”


แขนเรียววาดสามง่ามประชิดลำคอ แต่คนตรงหน้าก็ยังโยกหัวไปมาอยู่อย่างนั้น มุคุโร่ออกแรงกดสามง่ามเล็กน้อยเรียกเลือดจากคอของเบียคุรันเป็นเชิงข่มขู่


“ผมไม่มีความอดทนนะครับ บอกทางคลายพันธะมา ไม่อย่างนั้นผมจะทรมานคุณทั้งเป็น”


มุคุโร่ออกแรงกดสามง่ามบนคอเบียคุรันอีกเล็กน้อย แม้เลือดจะไหลย้อมผ้าพันแผลสีขาวจนชุ่มแต่คนตรงหน้ากลับไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย นั่นทำให้ความอดทนของมุคุโร่ขาดสะบั้น


“พูดมาสิ บอกมา ผมจะไม่ทนอยู่ใต้พันธะบ้าๆของคุณอีกแล้ว บอกมา เบียคุรัน!!!”


“...มุ...คุโร่...”


ชายตาสองสีชะงักไปเล็กน้อย เมื่อคำแรกที่คนตรงหน้าเอื้อนเอ่ยคือชื่อของตัวเขาเอง


“มุคุโร่...มุคุโร่คุง...โรคุโด มุคุโร่...”


“ผมรู้จักชื่อตัวเอง ไม่ต้องให้คุณมาเรียกซ้ำๆหรอก”


“มุคุโร่...มุคุโร่...มุคุโร่...”


เบียคุรันยังคงพูดออกมาคำเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่ามุคุโร่จะตะโกนใส่หรือทรมานเพียงไรก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับใดๆทั้งสิ้น ราวกับว่า...


“นี่คุณ...เสียสติ...ไปแล้วหรือ...”


ความเป็นจริงยืนยันคำตอบได้ดีที่สุด


อาจเพราะแรงกระแทกตอนตกหน้าผากหรืออะไรก็ช่าง แต่ความจริงที่ว่าเบียคุรันเสียสติไปแล้วมาพร้อมความจริงที่ว่ามุคุโร่จะไม่มีวันรู้หนทางคลายพันธะสัญญาเลือดตลอดกาล


ที่ทำได้คือเลี้ยงดูเบียคุรันไม่ให้ตายเพื่อที่มุคุโร่จะได้ไม่ต้องทนทรมานยามขาดเลือด ชีวิตของมุคุโร่ยังคงผูกอยู่กับเบียคุรันเหมือนเดิม


มุคุโร่ใช้ชีวิตในลักษณะนี้มาหลายเดือน จนกระทั่งคืนหนึ่งมุคุโร่มาที่บ้านร้างเพื่อจะดื่มเลือดของเบียคุรันเหมือนทุกที แต่กลับมีแขกไม่ได้รับเชิญมานั่งอยู่ข้างในด้วยท่าทางจองหองพองขนราวกับแมวป่า ชื่อของแมวตัวนั้น...


...คือฮิบาริ เคียวยะ...


“หึ ไม่คิดเลย ว่านายจะเลี้ยงเจ้านี่ไว้ในที่แบบนี้”


ฮิบาริเอ่ยเสียงเย็น เขาสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆของเจ้าพืชไร่นี่มานานแล้วจึงได้แอบสะกดรอยตามจนพบที่นี่ แต่ไม่คิดเลยว่ามุคุโร่จะแอบเลี้ยงเบียคุรันไว้


“เฮ้อ ค่ากลอนประตูมันแพงนะครับ”


มุคุโร่ถอนใจยาว กลอนประตูหลังทั้ง5อันกลายเป็นซากไปเพราะทอนฟาของคนอารมณ์ร้อน ถ้ารู้แน่แล้วว่าผมจะมาที่นี่ทำไมถึงรอให้ผมมาเปิดประตูให้ไม่ได้นะครับ


“ไม่ต้องเสแสร้ง แกคิดอะไรของแกถึงได้ช่วยเจ้านั่นไว้”


ฮิบาริว่าพลางจ่อทอนฟาสีเงินที่คอมุคุโร่


“เพราะผมขาดเขาไม่ได้...”


ถ้อยคำอัปยศหลุดจากปากมุคุโร่ แม้เมื่อรู้เรื่องทั้งหมดแล้วฮิบาริจะไม่ยอมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องบ้านร้างและคนที่อยู่ข้างใน แต่มุคุโร่ก็ต้องทนฟังคำประชดเหน็บแหนมจากคนที่รู้ความลับอยู่เนืองนิจ






“...คุโร่...มุคุโร่...มุคุโร่...”


เสียงเรียกชื่อทำให้เจ้าของชื่อได้สติ ชายตาสองสีขมวดคิ้วจ้องคนที่ข้างๆ ตั้งแต่รู้สึกตัวเบียคุรันก็เอาแต่พร่ำพูดชื่อเขาไม่ได้ขาด น่าโมโหเป็นที่สุด มุคุโร่เดาะลิ้นอย่างหงุดหงิดฉวยผ้าคลุมตั้งท่าจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปบ้านร้างบ้าๆหลังนี้


ทันใดนั้นเอง มือที่เต็มไปด้วยรอยแผลคว้าชายเสื้อด้านหลังมุคุโร่ไว้แน่น...


“มุคุโร่...อย่า...ไป...อย่าทิ้ง...ฉันไป...”


ตาสีไม่เข้าคู่เบิกกว้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เบียคุรันพูดคำอื่นนอกจากชื่อมุคุโร่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามความคิดที่จะออกไปจากบ้านร้างไม่เหลือในหัวมุคุโร่อีกเลยจนกระทั่งฟ้าสาง


TBC

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต ตอนที่3 10069 25/3/52
PostPosted: 26 Mar 2009, 20:08 
Joined: 02 Mar 2009, 21:27
Posts: 46
ตอนที่4 คนในฝัน


ซาวาดะ สึนะโยชิกำลังเดินไปที่กระจกบานใหญ่ ภาพที่กระจกสะท้อนให้เห็นคือชายในชุดสูทสามชิ้นสวมผ้าคลุมทับ ไว้ผมทรงเดียวกับสึนะแม้สีผมจะอ่อนกว่าเล็กน้อย มีเค้าโครงหน้าแบบเดียวกัน แต่มีบางอย่างที่ต่างออกไป


...เพราะคนที่ส่องกระจกไม่ใช่สึนะ...


คนๆนั้นคือคนที่วนเวียนอยู่ในฝันของสึนะมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่สึนะได้เห็นใบหน้าของชายคนนี้ ความสุขุมเยือกเย็นแผ่พลานุภาพที่มองด้วยตาไม่เห็น ชายคนนั้นหยิบแหวนวงหนึ่งขึ้นมาสวม แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาอย่างการสวมแหวนแต่ทุกท่วงท่าล้วนสง่างามดุจราชสีห์หรือพญาเหยี่ยวก็ไม่ปาน


ชายคนนี้ หรือว่าจะเป็น...


แต่แล้วสึนะก็สะดุ้งตื่นจากฝันเสียก่อน





ที่สวนด้านข้าง ชายคนหนึ่งกำลังเร่งฝีเท้าเพื่อจะตามชายร่างเล็กกว่าให้ทัน มือแกร่งพุ่งไปข้างหน้าคว้าหมับเข้าที่ไหล่แข็ง


“รอก่อนสิ เคียว...เหวอ”


ดีโน่ คาบัคโรเน่ร้องเสียงหลงเมื่อทอนฟาสีเงินพุ่งผ่านหน้าตัดปลายผมไปสองสามเส้น


“อย่าบังอาจมาจับตัวฉัน”


“เคียวยะ ใจร้าย ฉันแค่มีเรื่องจะพูดด้วยเท่านั้นเอง แต่เคียวยะกลับไม่ยอมฟัง เอาแต่เดินหนีท่าเดียว บอกให้รอก่อนก็ไม่หยุด พอแตะไหล่หน่อยเดียวก็จะเอาทอนฟามาฟาดกัน...”


ดีโน่คอตกบ่นอุบอิบๆอยู่คนเดียว ฮิบาริถอนใจยาวเหยียดนึกสงสัยว่าทำไมเจ้าม้าแก่นี่ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งขี้บ่นนะ


“...พูดมาสิ ฉันจะฟังก็ได้”


สุดท้ายฮิบาริก็ยอมลงให้อาจารย์ซุ่มซ่ามของตัวเองเหมือนทุกครั้ง แต่ว่า...


“เอ๋ เมื่อกี้เคียวยะว่าอะไรนะ”


ดีโน่ที่มัวแต่บ่นอุบอิบไม่ทันฟังคำใจอ่อนของลูกศิษย์


ปึด!!! เสียงเส้นความอดทนของฮิบาริขาดผึง


“ฉันจะขย้ำแกให้ตาย”


“จ๊ากกกกกกกกกก”




เหนือบทสนทนาระหว่างศิษย์อาจารย์ขึ้นไป บนระเบียงทางเดินชั้นสอง วองโกเล่รุ่นที่10มองสองคนข้างล่างด้วยสีหน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกบางอย่างแล่นทิ่มแทงหัวใจ แม้จะอยากเบือนหน้าหนีภาพเหตุการณ์เบื้องล่างแต่ขากลับไปยอมขยับ จนกระทั่ง...


“ท่านซาวาดะ อรุณสวัสดิ์ครับ”


"อ่ะ อะ อรุณสวัสดิ์ บาจิลคุง”


“มีอะไรหรือครับ ท่านซาวาดะสีหน้าไม่ค่อยดีเลย เพราะฝันหรือครับ”


เพราะคำพูดของผู้ช่วยหน้าหวานทำให้สึนะนึกเหตุผลที่ตนไม่ไปกินข้าวที่ห้องอาหารแต่กลับเดินมาทางนี้ออก


“ใช่แล้ว ฝันไง บาจิลคุง ว่างมั้ย ไปช่วยฉันหน่อยได้หรือเปล่า”


“ถ้าเพื่อท่านซาวาดะแล้ว ให้กระผมทำอะไรก็ได้ครับ”


“ขอบใจนะ ไปช่วยฉันหาหนังสือที่ห้องสมุดด้วยกันนะ”





ที่ห้องอาหาร


ผู้พิทักษ์แห่งวายุนั่งหน้าบึ้งอยู่คนเดียวโดยไม่แตะต้องอาหารเช้าตรงหน้าแม้แต่น้อย


“ทำไมไม่กินอาหารเช้าล่ะ โกคุเดระ”


ยามาโมโตะเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มที่ติดจะฝืดๆไปสักนิด


“รุ่นที่10ยังไม่ลงมาทาน จะให้ฉันนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยได้ไงเล่า”


ช้อนที่กำลังจะเข้าปากชะงักค้างอยู่อย่างนั้นก่อนคนถือจะวางมันกลับที่เดิม ไม่เหลือรอยยิ้มบนหน้าหนุ่มอารมณ์ดีอย่างยามาโมโตะอีกแล้ว


“เมื่อคืนเวรแกไม่ใช่เหรอ เกิดอะไรขึ้นกับรุ่นที่10หรือเปล่า”


“...เปล่า”


“ถ้างั้นทำไมถึง...”


ปึง!!!


โกคุเดระใบ้สนิทเพราะเสียงตบโต๊ะอย่างแรงจากคนตรงหน้า ยามาโมโตะลุกขึ้นยืนจ้องดวงตาสีมรกตอย่างเจ็บปวด ก่อนจะเดินออกไปจากห้องอาหารโดยไม่เหลียวกลับมา


โกคุเดระนั่งอึ้งอยู่ชั่วครู่เพราะไม่เคยเห็นคนอารมณ์ดีอย่างยามาโมโตะระเบิดอารมณ์จ้องเขาด้วยสายตาเช่นนั้นมาก่อน เมื่อได้สติก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องอาหารไปอีกคน


“เฮ้ย หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าบ้าเบสบอล”


โกคุเดระวิ่งตามไปทันกันตรงระเบียงทางเดิน ผู้พิทักษ์แห่งวายุกระชากแขนร่างสูงอย่างแรง เขาไม่ยอมให้อีกฝ่ายจ้องเขาแบบนั้นแล้วเดินหนีไปแน่


“มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ ฉันทำอะไรนายไม่พอใจหรือไง”


“เปล่า”


“นายโกรธฉันเรื่องอะไร”


“เปล่า”


“ถ้างั้นนายจะเดินหนีฉันไปทำไม”


“ฉันไม่ได้หนี”


“ก็แล้ว...”


“ฉันไม่อยากเห็นหน้านายอีกต่อไป ปล่อยฉัน โกคุเดระ”


ยามาโมโตะหลุดปากตวาดอย่างเหลืออด แต่มือที่จับแขนเขากลับบีบแน่นกว่าเดิม


“ปล่อยฉัน โกคุเดระ”


“ไม่ปล่อย ถึงตายฉันก็ไม่ปล่อย”


ยามาโมโตะรู้สึกถึงแรงสั่นจากมือที่จับเขาอยู่ อารมณ์หึงหวงคลายลงอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อได้ยินเสียงสั่นเครือของร่างโปร่ง


“...ฉันไม่อยาก...อยู่คนเดียว...”


โกคุเดระก้มหน้ากระซิบเสียงสั่น ไม่รู้ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ นานแค่ไหนแล้วที่หมาป่าเดียวดายเช่นเขาไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ หากรุ่นที่10ไม่ได้เดินตรงกลางมีเขาอยู่ทางขวาและคนตรงหน้าอยู่ทางซ้าย ตัวเขาจะไม่สามารถออกเดินได้ ตั้งแต่รุ่นที่10ฝันร้ายก็เซื่องซึมลงและเก็บตัวบ่อยขึ้น หากคนตรงหน้ายังจะเดินหนีเขาไปอีก


“...ฉันทนไม่ได้”


ทนไม่ได้หากต้องหายใจเพียงลำพัง หากขาดเจ้าบ้าเบสบอลกับรุ่นที่10ไปก็เหมือนขาดหัวใจกับปอด ไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้


ยามาโมโตะกัดฟันแน่นเมื่อได้ยินความในใจของโกคุเดระ เจ็บใจตัวเองที่โกรธอะไรไม่เข้าท่าจนพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับความจริงในใจออกไป ทั้งที่สิ่งที่โกคุเดระรู้สึก เขาเองก็รู้สึกเหมือนกัน สึนะเป็นเพื่อนคนสำคัญ เป็นคนที่ช่วยฉุดทั้งเขาและโกคุเดระออกมากจากความมืดมน จึงไม่แปลกหากโกคุเดระจะเป็นห่วงสึนะมากขนาดนี้


มือแกร่งเอื้อมไปลูบหัวสีเทาเบาๆซ้ำไปซ้ำมา ยามาโมโตะโน้มหน้าลงกระซิบข้างหูร่างโปร่ง


“ฉันขอโทษ ฉันผิดเอง ขอโทษนะ โกคุเดระ”


เสียงกระซิบคำขอโทษเอ่ยครั้งแล้วครั้งเล่าราวจะทดแทนสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้น จังหวะที่ยามาโมโตะจะดึงตัวอีกฝ่ายเข้ามากอด โกคุเดระที่ดูเหมือนจะได้สติรีบผละหนีทันทีด้วยใบหน้าแดงซ่าน


“ฉะ ฉันไม่ได้โกรธอะไรนายสักหน่อย เลิกขอโทษได้แล้ว เจ้าบ้าเบสบอล อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กนะ”


“ฮ่ะฮ่ะฮา นั่นสินะ ว่าแต่ผมนายนุ่มดีจัง โกคุเดระ”


ยามาโมโตะใช้มืออีกข้างลูบไล้มือข้างที่เพิ่งสัมผัสเส้นผมอ่อนนุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ อาการนี้เรียกใบหน้าที่แดงจัดยิ่งกว่าเดิมของโกคุเดระ


“หุบปากนะ!!!”


“นี่ โกคุเดระ เรามาหาทางช่วยสึนะจากฝันร้ายกันเถอะ ฉันนึกอะไรดีๆขึ้นมาได้ ถ้าเป็นมุคุโร่หรือโคลมอาจจะใช้พลังเข้าไปจัดการฝันร้ายของสึนะได้นะ”


ยามาโมโตะเสนอความคิด เรียกรอยยิ้มเปล่งประกายความหวังจากผู้พิทักษ์แห่งวายุ ทว่า...


“เป็นความคิดที่ไม่เลว แต่น่าเสียดายนะครับ กว่าคุณจะคิดได้ผมก็ลองทำไปนานแล้ว”


มุคุโร่ก้าวออกมาข้างหน้า ทีแรกเขากะจะแอบดูละครวัยรุ่นเพื่อนกูรักมึงไปอีกสักพัก แต่เพราะยามาโมโตะ ทาเคชิเอ่ยชื่อของเขากับโคลมที่น่ารักออกมา จึงอดไม่ได้ที่จะปรากฏตัวแก้ความเข้าใจผิด


“คืนที่ผมเป็นเวรแล้ววองโกเล่ฝันร้าย ผมได้ลองใช้พลังของผมแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล เหมือนมีพลังบางอย่างที่ทรงอานุภาพมากกว่าภาพลวงตาของผมขวางกั้นผมไว้ หากผมยังทำไม่สำเร็จ...พลังของโคลมที่น่ารักของผมก็คงให้ผลไม่ต่างกัน”


ราวกับแสงแห่งความหวังดับวูบไป ยามาโมโตะเดินไปตบบ่าปลอบใจโกคุเดระ


“ไม่ต้องห่วง โกคุเดระ พวกเราต้องหาทางช่วยสึนะได้แน่”


“คึหึหึ เข้มแข็งกันดีนะครับ ว่าแต่วองโกเล่ไปไหนแล้วล่ะ”





ที่ห้องสมุด


หนังสือของวองโกเล่ที่ประเมินค่าไม่ได้เป็นสิบๆเล่มถูกดึงออกจากชั้น วางระเกะระกะกระจายเต็มพื้นห้อง คาดว่าในอนาคตอันใกล้หนังสือที่มีมากกว่าพันเล่มคงถูกดึงออกมาจนหมดหากวองโกเล่รุ่นที่10ยังหาหนังสือเล่มที่ต้องการไม่พบ


“ท่านซาวาดะ เล่มนี้ใช่หรือเปล่าครับ”


บาจิลชูหนังสือเล่มหนาที่ชื่อหนังสือเขียนด้วยตัวอักษรนูนสีทองว่า...


‘ประวัติหัวหน้าแก๊งวองโกเล่รุ่นที่2’


“นั่นล่ะๆ แต่ว่ายังไม่ใช่หรอก บาจิลคุงหยิบมาจากตรงไหนเหรอ”


“ตู้ที่1 ชั้นที่4 ช่องที่2ครับ”


สึนะกวาดไล่สายตาตลอดตู้1ชั้น4 แต่ก็ไม่พบหนังสือที่ต้องการ แต่เมื่อมองไล่ขึ้นไปไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย หนังสือที่เขาต้องการอยู่ที่ตู้นี้ แต่หนังสือเล่มนั้นดันอยู่ที่ชั้น5ซึ่งสูงเกินจะเอื้อมเสียด้วย ทั้งสึนะและบาจิลระยะสุดเอื้อมดันติดอยู่แค่ชั้น4ทั้งคู่


“ฉันเจอหนังสือที่หาแล้วล่ะ บาจิลคุง แต่มันดันอยู่ตั้งชั้นที่5 ไม่มีเก้าอี้หรือบันไดบ้างเหรอ”


“เรื่องนั้น...มีบันไดก็จริง...แต่มันพังแล้วล่ะครับ”


“หา ทำไมต้องมาพังตอนนี้ล่ะ”


“เรื่องเกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน ท่านโกคุเดระเข้ามาหาหนังสือเพื่อจะช่วยให้ท่านซาวาดะเลิกฝันร้าย ท่านแรมโบ้ก็มาด้วย แต่ดูเหมือนท่านแรมโบ้เมื่อ10ปีก่อนจะยิงบาซูก้าทศวรรษใส่ตัวเองจึงมาปรากฏที่นี่ หลังจากนั้นรู้สึกจะมีเรื่องทุ่มเถียงทะเลาะกับท่านโกคุเดระ ทำให้ขาบันไดงอผิดรูปไปจนใช้ไม่ได้ครับ”


ไม่รู้ว่าฉายาเจ้าห่วยสึนะ จะหมายรวมถึงตัวเขาถูกเทพเจ้าแห่งความโชคร้ายหมายหัวด้วยหรือเปล่านะ ไอ้บันไดที่เขาเห็นบ่อยๆเวลาถูกรีบอร์นบังคับให้มาอ่านหนังสือที่นี่พอถึงเวลาจะใช้ด่วนๆกลับไม่มีให้ใช้ คล้ายกับที่ว่าของที่เห็นประจำจะหายเมื่อเราต้องการใช้สินะ


“เฮ้อ เอานะของมันก็พังไปแล้ว งั้นเราสองคนมาช่วยกันหยิบหนังสือเองแล้วกัน”


“เอ๋ ตะ แต่ว่า วิธี...”


“ก็ง่ายๆ ฉันจะให้บาจิลคุงขี่คอฉัน จากนั้นบาจิลคุงก็หยิบหนังสือเล่มที่3จากทางซ้ายของช่องที่1ให้ฉันทีนะ”


“ตะ แต่ทำไม ถึงไม่เป็นผมให้ท่านซาวาดะขี่คอล่ะครับ”


“ก็ดูแล้วบาจิลคุงน่าจะเบากว่าฉันนี่นา อีกอย่างถึงจะนิดหน่อยแต่ฉันก็สูงกว่าบาจิลคุงนะ ตกลงตามนี้ล่ะ ขึ้นมาเลย”


ว่าแล้วสึนะก็ย่อตัวลงเอ่ยปากเร่งให้บาจิลรีบๆขึ้นมา และเมื่อยืนขึ้นโดยมีบาจิลขี่คออยู่ก็เป็นอย่างที่สึนะคิดจริงๆ บาจิลคุงตัวไม่หนักมากเลย สุดท้ายสึนะก็ได้หนังสือที่ต้องการ


“ขอบใจนะ บาจิลคุง...อ่ะ บาจิลคุงไม่สบายหรือเปล่า ทำไมหน้าแดงขนาดนั้นล่ะ”


เร็วเท่าคำพูดสึนะสืบเท้าเข้าประชิดผู้ช่วยหน้าหวานทันที


“กระ กระผมไม่เป็นไรหรอกครับ...วะ ว่าแต่ ท่านซาวาดะกำลังหาหนังสืออะไรอยู่หรือครับ”


บาจิลรีบเปลี่ยนเรื่องพลางถอยเท้าหนีแบบไม่ให้ดูน่าเกลียดเกินไป คงต้องขอบคุณพระจ้าที่ท่านซาวาดะไม่ใช่ประเภทหูผีเหมือนท่านฮิบาริ ไม่งั้นคงไม่มีทางกลบเสียงหัวใจเต้นรัวของตนได้แน่


“อ๋อ คือเมื่อตอนเช้าฉันฝันเห็นใบหน้าของคนที่ฉันได้ยินแต่เสียงในความฝันมาตลอดแล้วล่ะ”


“จริงหรือครับ ถ้าเช่นนั้น คนๆนั้นคือใครหรือครับ”


“อื้อ ตอนแรกฉันก็คิดตั้งนานว่าเคยเห็นคนๆนั้นจากที่ไหน สุดท้ายก็นึกออกว่าคนที่ฉันเห็น คือคนๆนี้...”


สึนะเปิดหน้าแรกของหนังสือ ประวัติหัวหน้าแก๊งวองโกเล่รุ่นที่1 ใบหน้าของปฐมวองโกเล่เป็นคนๆเดียวกับที่เห็นในฝันแน่นอน


“วองโกเล่...รุ่นที่1 งั้นหรือครับ”


TBC

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แปลกใจนิดหน่อยที่ไม่มีคอมเมนต์เลย แต่ก็ยังมีเพจวิวนี่นะ
ถ้ามีคนอ่านสักคน เราก็จะลงต่อไป


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต 2784 8059 D18 26/3/52
PostPosted: 26 Mar 2009, 21:43 
Joined: 26 Sep 2008, 14:39
Posts: 1333
รอยต่อจากอดีต....

ความฝันของสึนะ....สึนะเจอรุ่นที่ 1

แล้วที่แซนซัสฝันล่ะ เป็นเสียงของรุ่นที่ 2 รึเปล่า

(เอามือกุมหัว)

ปล. เพจวิวนี่....เป็นเนื้อเรื่องทั้งหมดหรือเปล่าคะ หรือมันจะเหมือนพรีวิว (แค่ลงเนื้องเรื่องยางส่วน?????)

_________________
แหล่งดองฟิค--ดองจนได้ที่จริงๆ http://my.dek-d.com/Serun_Seji/

Cloud of Varia http://reborntfc.freeforums.org/cloud-of-varia-t3365.html

อันนี้ฟิคเบียคุรันเคะ http://reborntfc.freeforums.org/g100-or-69100-o-o-t3653.html


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต 2784 8059 D18 26/3/52
PostPosted: 26 Mar 2009, 21:45 
Joined: 11 Sep 2008, 21:51
Posts: 364
Location: ที่ไหนก็ได้ที่มี XS!!! > <
มุคุโร่!!!! จะออกมาทะม๊ายยยยยย คนเค้าจะดู๊~~~~~~~!!! โกคุไม่โวยวาย นานๆทีถึงจะเห็นนะ

ป๋าเบีย .......โนคอมเม้นท์ อ่านแรกๆเหมือน 69100 = [ ] =

ปู่จี คิดถึงหลานมากเลยเหรอเคอะถึงได้โผล่มาเนี่ย หึหึหึ (เริ่มจิ้น G27 ต่อไป =A=)
ถ้าอย่างงั้นคนที่ไปเข้าฝันป๋าแซนจะเป็นรุ่นที่สองรึเปล่าเนี่ย??

ติดตามอ่านคร่า~~ (ถึงจะเพิ่งเข้ามาอ่านก็เถอะ)

ปล.เชียร์ 2784 สุดหูรูดดดดด


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต 2784 8059 D18 26/3/52
PostPosted: 27 Mar 2009, 00:23 
Joined: 18 Feb 2009, 00:06
Posts: 174
รออ่านตอนต่อไปอยู่นะครับ
อยากรู้จริงๆว่าใครเข้าฝันป๋าแซน


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต 2784 8059 D18 26/3/52
PostPosted: 27 Mar 2009, 01:20 
User avatar
Joined: 25 Feb 2009, 22:52
Posts: 97
รอรอรอรอ เพิ่งเห็นฟิคนี้น่ะค่ะ

บกธง อ๊ายยยยย บาจิลน่ารักกกก

ซือ ในที่สุด นายก็จะได้เมะแล้วววว


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต 2784 8059 D18 26/3/52
PostPosted: 27 Mar 2009, 08:50 
User avatar
Joined: 10 Oct 2008, 09:30
Posts: 49
อ๊ากกกกกกกกกก ปู่จี หุหุหุหุหุ เรื่องนี้ยอมรับก็ได้ว่า สึนะเป็นเมะที่น่ารัก ส่วนบาจิล ก็น่ารักยกกำลังงงงงงงงง 2

เชียร์ 27/84 กรี๊ดดดดดดดดดดดดด หายากกกกกกกกกกกกกกกกก >_<

_________________
ดอกซากุระที่งดงามน่าเชยชมเมื่อใบไม้ของมันร่วงหล่นก็เหลือเพียงแต่กิ่งก้านและเมื่อนั้นไม่ใครที่จะมาเชยชมมัน

Image

นี้คือ เว็บบล็อคของเรา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=kill จิ้มเลย


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต 2784 8059 D18 26/3/52
PostPosted: 28 Mar 2009, 19:31 
Joined: 02 Mar 2009, 21:27
Posts: 46
ตอนที่ 5 พิพิธภัณฑ์สถานแห่งวองโกเล่



“วองโกเล่...รุ่นที่1 งั้นหรือครับ”


“ใช่แล้วล่ะ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไม แต่คนที่ฉันเห็นต้องเป็นรุ่นที่1แน่ แต่ทีแรกฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจอ่ะนะ ถึงได้ขอให้บาจิลคุงมาช่วยหาหนังสือที่มีรูปของ...แอ๊ก!!!”


โครม!!!~


“จ๊ากกกก!!!”


“อุเหม่ ยังเป็นหลังหัวที่รองรับส้นตรีนได้เหมาะเจาะไม่เปลี่ยนเลย”


“ทะ ทำอะไรของแกน่ะ รีบอร์น”


สึนะร้องลั่นโดนถีบกบาลเต็มๆยังพอชินได้ แต่มุมหนังสือหนาแค่น้องๆพันหน้าตกใส่เท้ามันเจ็บมากนะ ถ้าโดนนิ้วล่ะก็หวิดจะนิ้วแตกได้เลยนะ


“ก็ใครใช้ให้แกรื้อหนังสือที่ประเมินค่าไม่ได้ของวองโกเล่ซะเละแบบนี้ล่ะ”


ครูสอนพิเศษสุดแกร่งว่าพลางกวาดสายตาไปรอบๆห้อง สภาพหนังสือในห้องกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดราวกับห้องสมุดของเด็กเล็กๆ เจ้าพวกนี้ไม่ได้โตขึ้นเล้ย


“ข้าวปลาก็ไม่กิน คนอื่นๆเค้าหากันอยู่นะเว้ยเฮ้ย”


โคโรเนโร่ก้มลงไปเก็บหนังสือประวัติรุ่นที่1ส่งคืนให้รีบอร์น??? <ไม่ใช่สึนะหรอกหรือ>


“แกนี่มันเป็นเจ้าห่วยสึนะจริงๆด้วย แค่จะหารูปของรุ่นที่1ไม่เห็นต้องพลิกห้องสมุดหาเลย”


รีบอร์นพูดพลางเตะเสยคางวองโกเล่รุ่นที่10เข้าไปอีกดอก


“รูปของปฐมวองโกเล่น่ะ ที่ ‘พิพิธภัณฑ์สถานแห่งวองโกเล่’ มีขนาดเท่าตัวจริงเลยนะ”




พิพิธภัณฑ์สถานแห่งวองโกเล่ คือสถานที่ที่รวบรวมบุคคลสำคัญในวองโกเล่แฟมิลี่ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ทั้งประวัติของหัวหน้าแก๊ง ผู้พิทักษ์ ผู้ดูแลนอกแก๊ง รวมไปถึงผลงานสำคัญในยุคของวองโกเล่นั้นๆด้วย แน่นอนว่า...


“รุ่นที่10 ทางนี้ครับ มีรูปปั้นรุ่นที่10ขนาดเท่าตัวจริงด้วย”


“อี๋~!!!”


ในโซนของวองโกเล่รุ่นที่10 สิ่งที่เด่นที่สุดคือรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของสึนะสมัยอายุ14 ซึ่งเป็นตอนที่สึนะได้รับแหวนแห่งนภาครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีรูปภาพกรอบทองของสึนะในสมัยต่างๆเรียกว่าทุกอิริยาบถตั้งแต่เกิดจนกระทั่งปัจจุบันเลยก็ว่าได้


“โกคุเดระมาดูนี่สิ มีรูปฉันกับนายถ่ายคู่กันด้วย”


“รูปผมกับโคลมถ่ายคู่กันขนาดเท่าตัวจริงก็มี...ว่าแต่ฮิบาริ เคียวยะนี่ ถ่ายรูปขึ้นกว่าที่คิดนะครับ”


“เฮ้ย รีบอร์น มีรูปรวมอัลโกบาเลโน่ด้วย แต่ทำไมแกถึงได้ยืนตรงกลางล่ะเว้ยเฮ้ย”


หลังจากออกจากห้องสมุดโดยบาจิลอาสาจัดหนังสือคืนที่ พวกสึนะก็บังเอิญเจอพวกโกคุเดระที่ทางเดิน สุดท้ายทุกคนจึงมาที่พิพิธภัณฑ์ด้วยกัน


ทั้งที่จุดหมายคือโซนของรุ่นที่1 แต่โซนของวองโกเล่รุ่นปัจจุบันน่าสนใจมากกว่า ทั้งๆที่สึนะเพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่นาน กลับมีทั้งรูปถ่ายทั้งประวัติผลงาน โดยที่พวกสึนะจำไม่ได้สักคนว่าถูกถ่ายรูปไปตอนไหน โดยเฉพาะรูปของฮิบาริ เคียวยะ ที่มีไม่น้อยไปกว่าผู้พิทักษ์คนอื่นๆ อยากรู้จริงว่าใครช่างไปหาถ่ายมาได้


“นะ นี่ รีบอร์น รูปพวกนี้ ไม่สิ พิพิธภัณฑ์นี้ใครเป็นคนสร้างเหรอ”


สึนะถาม ตอนนี้เขาเดินเลี่ยงที่จะดูรูปตัวเองในมุมต่างๆ แล้วมาหยุดอยู่ที่รูปกลุ่มวาเรียแทน


“เรื่องนั้นเป็นความลับของวองโกเล่ อ้อ แต่ถ้ารูปของพวกนายเกินครึ่งฉันเป็นคนถ่ายเอง ใช้เลอ้อนถ่าย...ว่าแต่ เจ้าพวกตกอับ พวกแกมาที่นี่เพื่อมาชื่นชมรูปตัวเองหรือไง”


“อ่ะ ใช่ รูปของรุ่นที่1”


หากเทียบกันแล้วรูปของรุ่นที่1คนเดียวยังมีจำนวนมากกว่ารูปของโซนวองโกเล่รุ่นที่10รวมกันทั้งหมดเสียอีก ทั้งรูปปั้นจากปูน รูปสลักจากไม้ รูปปักที่ทำจากผ้า รวมไปถึงรูปถ่ายกรอบทองทั้งสีและขาวดำ นอกจากนี้ยังมีข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอีกนับไม่ถ้วน


“สุดยอดไปเลย”


สึนะครางเสียงแผ่ว แม้กระทั่งโกคุเดระกับมุคุโร่ยังอึ้งจนพูดไม่ออกเลย


“เอาน่า สึนะ อีกหน่อยรูปของนายก็จะเยอะเท่านี้เหมือนกัน เนอะ เจ้าหนู ถ่ายรูปไว้เยอะๆขนาดทำพิพิธภัณฑ์สึนะได้เลย”


ยามาโมโตะที่ดูจะสำคัญประเด็นผิด วาดวงแขนแกร่งกอดคอสึนะอย่างอารมณ์ดี


“ไอเดียเยี่ยมไปเลย เจ้าบ้าเบสบอล”


“คุฟุฟุ ผมว่าเอาวองโกเล่ตัวจริงไปสตาฟท์ด้วยเลยก็ดีนะครับ”


มุคุโร่พูดพลางโอบเอวร่างเล็กดึงเข้าหาตนพลางหัวเราะอย่างมีเลศนัย


“อี๋!!!~”


ว่าไอเดียยามาโมโตะก็น่าเหวอแล้ว ความคิดมุคุโร่ยังน่าขนลุกยิ่งกว่า ดูเหมือนชีวิตของสึนะกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่มีชื่อว่าผู้พิทักษ์ของตัวเองเสียแล้ว




คืนนั้นสึนะขอยืมหนังสือประวัติวองโกเล่รุ่นที่1กลับมาอ่านที่ห้องนอนด้วย แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ประวัติวองโกเล่รุ่นที่2ที่บาจิลคุงหาเจอติดมือกลับมาอีกเล่ม


“จะว่าไป...วองโกเล่รุ่นที่2 หน้าตาคุ้นๆเหมือนใครกันนะ”


ใบหน้าที่ดูหน้ากลัว เรือนผมสีดำยาว และยัง...พลังเพลิงพิโรธ


“เหมือนกับแซนซัส!!!”


สึนะจำได้ว่าตอนสู้กันในศึกชิงแหวนแห่งนภาเมื่อ10ปีก่อนแซนซัสเคยพูดถึงรุ่นที่1กับรุ่นที่2เหมือนกัน สาเหตุที่รุ่นที่1ไปญี่ปุ่นเพราะกลัวเพลิงพิโรธของรุ่นที่2


“มันจะเป็นอย่างนั้นแน่เหรอ”


สึนะออกจะแน่ใจว่าตอนนั้นแซนซัสต้องการขู่ให้กลัว แต่ก็เป็นความจริงที่รุ่นที่1ออกจากอิตาลีมาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น เพราะอะไรกันล่ะ ในหนังสือก็ไม่ได้บอกไว้ด้วย




เช้าวันต่อมาหลังจากทานอาหารเสร็จ สึนะแสร้งบอกโกคุเดระกับยามาโมโตะว่าจะขออ่านหนังสือในห้องคนเดียว ถึงจะไม่อยากโกหกเพื่อนรัก แต่หากสองคนนั่นรู้ว่าเขากำลังจะไปสถานที่นั้นคนเดียวจะต้องไม่ยอมแน่


“ก็ที่นั่นน่ากลัวจะตาย...”


สึนะพึมพำกับตัวเอง ที่จริงเขาก็อยากหาใครสักคนไปเป็นเพื่อนหรอกนะ แต่กลับลำเปลี่ยนใจตอนนี้คงไม่ทันแล้วล่ะมั้ง


“ชักช้าจริง เจ้าสัตว์กินพืช”


“คะ คุณฮิบาริ...”


สึนะร้องเสียงหลง เบื้องหน้าเขามีรถจอดอยู่คันหนึ่งน่ะถูก แต่มันไม่ถูกก็ตัวคนขับนี่ล่ะ ทำไมคนขับถึงไม่ใช่คนของวองโกเล่แต่เป็นคุณฮิบาริล่ะ


“จะยืนตรงนั้นอีกนานมั้ย ขึ้นรถซะที ฉันไม่มีเวลาทั้งวันนะ”


“คะ ครับ จะขึ้นเดี๋ยวนี้ล่ะครับ”


วองโกเล่รุ่นที่10ถลาขึ้นไปนั่งในรถทันที สึนะนั่งตัวเกร็งติดจะเหงื่อแตกทั้งที่แอร์ก็ปกติ ตกลงอะไรเป็นยังไงล่ะนี่ ครั้นจะถามรึก็กลัวทอนฟา ระยะห่างกันแค่หนึ่งเบรกมือกับหนึ่งเกียร์ออโต้ ถึงคุณฮิบาริจะขับรถอยู่ก็เถอะ เขาไม่มีทางหลบพ้นอยู่แล้ว


“แกคิดว่าฉันจะปล่อยแกไปหาเจ้าจ่าฝูงลิงตามลำพังหรือไง”


ฮิบาริเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อนราวกับอ่านใจร่างเล็กได้ สึนะกำลังแปลความหมายในประโยคที่ร่างสูงพูด


จ่าฝูงลิง...จ่าฝูงลิง...ลิงพันธุ์อะไรล่ะ


จะว่าไปเส้นทางนี้...ทางไปปราสาทวาเรีย...งั้นจ่าฝูงลิงก็คือ แซนซัส!!!


TBC

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์นะ


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต ตอนพิพิธภัณฑ์สถานแห่งวองโกเล่ 28/3
PostPosted: 28 Mar 2009, 21:09 
Joined: 26 Sep 2008, 14:39
Posts: 1333
เอ่อ....ฮิบาริ เรียกแซนซัสแบบนั้นเลยเรอะ (พี่ท่านช่างไม่กลัวใครเลยจริงๆ--)

_________________
แหล่งดองฟิค--ดองจนได้ที่จริงๆ http://my.dek-d.com/Serun_Seji/

Cloud of Varia http://reborntfc.freeforums.org/cloud-of-varia-t3365.html

อันนี้ฟิคเบียคุรันเคะ http://reborntfc.freeforums.org/g100-or-69100-o-o-t3653.html


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต ตอนพิพิธภัณฑ์สถานแห่งวองโกเล่ 28/3
PostPosted: 28 Mar 2009, 21:12 
User avatar
Joined: 25 Feb 2009, 22:52
Posts: 97
กรี๊ดดดดดดด เซอร์วิทส์~~~~~~~(ออกเสียงติดS) หลายคู่จังเลยนะค่ะ~!!! อ๊ากกกก ชอบ!!!!

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าเข้าไปมากๆๆ ตั้งอยู่ที่ไหนของโลก นังเอริจะบินไปชม

ว่าแต่ความคิดนาย มุคุโร่ สยองขวัญจริงๆน่ะเนี่ย =___=........

แซนซัน นายน่ะ มีสายเลือดของวองโกเล่รุ่นที่สองสินะ แต่คงต้องพ่ายแพ้ให้กับสายเลือดเคะราชินีของท่านรุ่นที่หนึ่งโฮ๊ะๆๆๆ//ผั๊วะ~!!!!

ปล. รีบมาต่อนะค่ะ / กางเสื่อ


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต ตอนพิพิธภัณฑ์สถานแห่งวองโกเล่ 28/3
PostPosted: 28 Mar 2009, 21:49 
Joined: 11 Sep 2008, 21:51
Posts: 364
Location: ที่ไหนก็ได้ที่มี XS!!! > <
สงสัยมีแววชะตาขาดเพราะสายหมอกของตัวเองแล้วล่ะสึนะ.... = ="

ว่าแต่....เอาไปสตัฟไว้เลยจริงๆก็ดีเหมือนกันนะ!!! // โดนแม่ยกทูน่ารุมตื้บ

ว่าแต่...คุณฮิยงไม่เลิกเรียกคุณป๋า(แซน)แบบนั้นอีกเรอะ??


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต ตอนพิพิธภัณฑ์สถานแห่งวองโกเล่ 28/3
PostPosted: 28 Mar 2009, 22:11 
User avatar
Joined: 19 Mar 2008, 21:24
Posts: 1301
จ่าฝูงลิง(เถื่อน)- -"
(คุ้นๆว่าคำในวงเล็บแกแอบเติมให้เอง) ขออภัยแฟนคลับป๋าแซนและวาเรียด้วยค่ะ
จริงๆเค้าก็ชอบป๋าแซนกับวาเรียน้า
ท่านฮิช่างสุดยอดไม่ได้กลัวเล้ย
ตอนหน้าจะเป็นไงต่อน้อ


Profile  Offline
 
 Post subject: Re: [Fic] เรื่องรอยต่อจากอดีต ตอนพิพิธภัณฑ์สถานแห่งวองโกเล่ 28/3
PostPosted: 28 Mar 2009, 23:53 
User avatar
Joined: 12 Aug 2008, 18:47
Posts: 26
Location: บ่อปลาทู
เริ่มมาน่าสนใจ จะรออ่านตอนต่อนะคะ

_________________
Jared & Jensen: We ain't gay, we just TOUCH EACH OTHER A LOT.
Image
link : อ่านฟิก Supernatural/Supernatural RPS (eng) | อ่านฟิก Harry Potter (eng) | ภาพ fan art HP


Profile  Offline
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 59 posts ]  Go to page 1, 2, 3, 4  Next


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 3 guests

Panel

Top You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum
Search for:
Jump to: